เด็กทุกคนอ่านได้

เพราะการอ่านหนังสือมีผลต่อพัฒนาการของเด็กและยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

A group of hilltribe children are reading books from mobile library

ที่มาของโครงการ

โครงการ “เด็กทุกคนอ่านได้” (Every Child Can Read) เกิดขึ้นจากความมุ่งหวังที่จะเห็นเด็กทุกคนในประเทศไทยอ่านหนังสือ กันมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างทักษะด้านภาษาและการอ่านเขียน และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก ในขณะเดียว กัน ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง หรือ พี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ โดยโครงการ “เด็กทุกคนอ่านได้” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์ หลักเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่เด็กทุกคนในประเทศ

A group of students are interacting with each other in the class.
UNICEF Thailand/2019/Roengrit Kongmuang

โครงการ “เด็กทุกคนอ่านได้” ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 และได้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการอ่าน เช่น โครงการ “ห้องสมุดเคลื่อนที่” และกิจกรรมฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ปกครองและบุคลากรในสถานศึกษาในการช่วย ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านให้แก่เด็ก

ทำไมการอ่านหนังสือจึงสำคัญ?

ินิชคุณ หรเวชกุล กำลังนั่งยิ้มมองเด็กนักเรียนชายที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ
UNICEF Thailand/2017/Gratzer

ปูพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การอ่านหนังสือมีผลต่อพัฒนาการของเด็กและยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยิ่งได้รับการส่งเสริม ให้รู้จักหนังสือและการอ่านเร็วเท่าไหร่ เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการที่ดี และมีความพร้อมในการเรียนรู้เร็วยิ่งขึ้น

 

เพิ่มคิด เพิ่มจินตนาการ

การอ่านช่วยจุดประกายจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เมื่อได้อ่านเรื่องราวและเนื้อหาที่น่าสนใจ ก็จะเกิด ภาพในกระบวนการคิด ซึ่งช่วยส่งเสริมความสามารถในการสร้างเรื่องราวและการตอบสนองของเด็กได้เป็นอย่างดี

 

เชี่ยวชาญคิดวิเคราะห์

ข้อมูลต่าง ๆ ที่เด็กได้รับจากการอ่านยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ซึ่งเด็กสามารถนำข้อมูล และ ความรู้ที่ได้จากการอ่านไปประเมินค่าและนำข้อคิดที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

หนังสือเหมาะกับวัย ยิ่งอ่านไปยิ่งพัฒนา

การอ่านหนังสือที่เหมาะสมกับวัยยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิให้กับเด็ก เมื่อได้อ่านเรื่องที่พวกเขาชื่นชอบ เด็กก็มักจะมี สมาธิใจจดใจจ่อกับเรื่องราวเหล่านั้น

 

ทุกบ้านอุ่นไอรัก ฟูมฟักได้ ชวน พ่อ แม่ มาร่วมอ่าน

การปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิด โดยพ่อ แม่สามารถเริ่มจากอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ซึ่งหนังสือที่ใช้ ควรเป็นหนังสือที่น่าสนใจ มีคุณภาพ และเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ยิ่งได้ซึบซับการอ่านเร็วและมากเท่าไหร่ ทักษะการ อ่านของเด็กก็จะได้รับการพัฒนามากและเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น และเด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะรู้สึกรักและผูกพันกับการอ่านไป ตลอดชีวิต นอกจากนี้ การเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการอ่านส่งเสริมการอ่านของลูกยังเป็นการช่วยสานสายใย รักและสร้างความอบอุ่นในครอบครัวไปในตัวอีกด้วย

วนิดา ประราศรี ผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลเมืองแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และนักเรียนของเธอ สุชานรี ยาบัว หรือน้องอาย
UNICEF Thailand/2016/Thuentap

สถานการณ์ในประเทศไทย

จากสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยปี พ.ศ. 2561 พบว่าในภาพรวม คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป มีการอ่านร้อยละ 78.8 หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 49.7 ล้านคน และเมื่อเทียบกับปี 2556 โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยใช้เวลาอ่านเพิ่มมากขึ้นเป็น 80 นาทีต่อวัน จาก 66 นาทีต่อวัน โดยวัยรุ่น (อายุ 15-24 ปี) ใช้เวลาอ่านมากที่สุด เฉลี่ย 109 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 94 นาทีต่อวัน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ใช้เวลาอ่าน 42 นาที ต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 34 นาที ต่อวัน เด็กอายุ 6-14 ปี ใช้เวลา อ่าน 83 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 71 นาทีต่อวัน ทั้งนี้กรุงเทพฯ มีคนอ่านมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 92.9 ภาคกลางร้อยละ 80.4 ภาคเหนือและภาคอีสานร้อยละ 75.0 และ ภาคใต้ร้อยละ 74.3 ตามลำดับ โดยเด็กเล็กในกรุงเทพฯ มีอัตราการอ่าน ร้อยละ 76.2 สูงกว่าภาค อื่นมากกว่าร้อยละ 10.0

พวกเด็กๆ กำลังตั้งใจเรียนอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลเมืองแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่
UNICEF Thailand/2016/Thuentap

อย่างไรก็ดี สถิติข้างต้นแสดงให้เห็นว่ามีคนไทยกว่าร้อยละ 21.2 ที่ไม่อ่าน และแม้ว่าอัตราการรู้หนังสือของคนไทยจะสูง ถึงร้อยละ 94.1 และอยู่อันดับที่ 4 ในอาเซียน ผลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยปี 2555 ซึ่งจัดทำ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติด้วยความสนับสนุนจากยูนิเซฟพบความเหลื่อมล้ำในด้านทักษะภาษาและการอ่านเขียนของ เด็กและเยาวชนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และเป็นชน กลุ่มน้อย มักขาดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาทักษะการอ่านเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งปัจจัยอุปสรรคที่ทำให้ พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการอ่านได้นั้น มักเริ่มตั้งแต่ยังเล็กและต่อเนื่องไปจนตลอดวัยเรียน เนื่องจากพวกเขาส่วนมาก ไม่มีหนังสือที่บ้านและขาดโอกาสในการเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีบุคลากรที่จะสามารถช่วยส่งเสริม และปลูกฝังการรัก การอ่านให้แก่พวกเขาได้

โดยการสำรวจพบว่า เด็กเกือบ 6 ใน 10 คนที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ในประเทศไทยอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือเหมาะ สำหรับเด็กน้อยกว่า 3 เล่ม และสัดส่วนของครัวเรือนที่มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย 10 เล่ม ทั่วประเทศนั้น อยู่ที่เพียง ร้อยละ 14.2 เท่านั้น นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองมีโอกาสเข้าถึงหนังสือสำหรับเด็กมากกว่าเด็ก ที่อาศัยในพื้นที่ชนบท ด้วยความห่างไกลและขนาดของโรงเรียนที่เล็กมากในพื้นที่ชนบท ทำให้โรงเรียนหลายแห่งไม่ สามารถจัดซื้อหนังสือที่ดี มีคุณภาพ และเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนในชุมชนเหล่านั้นได้

โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่

โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ในพื้นที่ชายแดนห่างไกลขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เป็นนวัตกรรมที่มุ่งสร้างผลแก่เด็กด้อย โอกาสทางการศึกษามากที่สุดในประเทศไทย โดยโครงการนี้ที่ต่อยอดมาจากการดำเนินงานที่ผ่านมา (และต่อเนื่อง) ของ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เกี่ยวกับเด็กชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ด้วยความร่วมมือกับท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน 1 และ 2 ได้เปิดตัวโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ในปี พ.ศ. 2559 โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดหาวัสดุเอกสารการอ่านที่ดึงดูดใจเด็กในโรงเรียน รัฐบาลที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือไม่กี่เล่ม หรือไม่มีหนังสือเลย รถบรรทุกขับเคลื่อนสี่ล้อที่ใช้     เพื่อขับข้ามเส้นทางป่า ได้รับการออกแบบแบ่งส่วนกั้นแยกเพื่อติดตั้งชั้นวางหนังสือ ซึ่งสามารถแสดงหนังสือขณะเดียวกันก็จัด เก็บไม่ให้หนังสือกระจัดกระจายได้ รถบรรทุกแต่ละคันมีเจ้าหน้าที่ได้แก่ คนขับ และ “เจ้าหน้าที่บริการสื่อ” ที่ได้รับการอบรม และว่าจ้างโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อดำเนินกิจกรรมการอ่านร่วมกับเด็กๆ

นิชคุณ หรเวชกุล กำลังพูดคุยเล่นกับพวกเด็กนักเรียนในห้องเรียน