ปันอาหารให้เด็กวันนี้ คือ การปั้นอนาคตเด็กในวันข้างหน้า
เสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในแม่ฮ่องสอน
- English
- ไทย
ช่วงปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ขวบ เป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่เด็กเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด สมองของเด็กสร้างเครือข่ายใหม่มากกว่าล้านจุดในทุกวินาที ครอบครัวจึงได้เฝ้าดูพัฒนาการของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเดิน พูด หรือเล่นด้วยความภาคภูมิใจ การเติบโตอันน่าทึ่งนี้ต้องการการกระตุ้นที่เหมาะสม ทั้งโภชนาการที่ดี การดูแลเอาใจใส่ และการผสมผสานระหว่างการเล่นกับการเรียนรู้ เด็กจะเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อมีผู้ดูแลที่รักและใส่ใจ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 17,000 แห่งทั่วประเทศ แม้ว่าการเรียนรู้จะเป็นหัวใจสำคัญของศูนย์เหล่านี้ แต่โภชนาการก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถือเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการเด็ก
หนึ่งในศูนย์เหล่านี้คือ ศูนย์พัฒนาเด็กค่ายโสณบัณฑิตย์ สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มยุรี คำพงษ์ ครูวัย 37 ปี ทำงานอย่างมุ่งมั่นทุกวัน เพื่อวางรากฐานให้เด็ก ๆ ก้าวสู่โรงเรียนและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคง
“จริง ๆ แล้วเราภาคเหนือ แต่ย้ายมาตามสามีที่มาประจำการในค่ายทหาร” มยุรีเล่า “พอย้ายมาอยู่ที่นี่ เราสังเกตว่าเด็ก ๆ ยังขาดโอกาสในหลายด้าน อีกทั้งศูนย์ก็ไม่มีครูที่จบด้านนี้โดยตรง โชคดีว่าเราเรียนพัฒนาเด็กเล็กมา จึงเริ่มทำงานได้ทันที การพัฒนาเด็กต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเขาเข้ามาในศูนย์ เราไม่อยากให้เด็กมาแค่กิน เล่น แล้วก็นอน แต่ต้องได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วย”
หนึ่งในความท้าทายสำคัญคืองบอาหารไม่เพียงพอ มยุรีเล่าว่า “อาหารที่เราจัดให้เด็กยังไม่ดีเท่าที่ควร และเรายังไม่มีงบสำหรับซื้อนมเลย” ด้วยเหตุนี้ เธอและทีมจึงทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อขอเพิ่มงบประมาณและแก้ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กเล็กให้ได้
เมื่อสามารถจัดหาอาหารที่เหมาะสมได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการเสริมความรู้ด้านโภชนาการให้แก่ครูและผู้ปกครอง ซึ่งเป็นจุดที่ความร่วมมือกับยูนิเซฟช่วยผลักดันได้อย่างเห็นผล ศูนย์พัฒนาเด็กค่ายโสณบัณฑิตย์ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องของยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่ทำงานกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 21 แห่งทั่วแม่ฮ่องสอน ภายใต้โครงการนี้ ครูได้รับการอบรมทักษะเชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับการเรียนรู้ในห้องเรียน และทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น เพื่อสนับสนุนพัฒนาการของเด็ก ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมโภชนาการที่ดีทั้งในศูนย์และที่บ้าน ผ่านการสร้างนิสัยการเรียนรู้และพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
ครูมยุรีเล่าว่า “ยูนิเซฟช่วยให้เราทำงานกับผู้ปกครองได้ดีขึ้น เช่น การจัดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการ ก่อนอื่นครูจะได้รับการอบรม แล้วจึงนำความรู้ไปถ่ายทอดให้ผู้ปกครอง ทั้งเรื่องพัฒนาการเด็ก การสื่อสารเชิงบวก และโภชนาการ เดี๋ยวนี้ผู้ปกครองมาขอคำปรึกษาบ่อยมาก ทั้งเรื่องลูกพูดช้าหรือมีน้ำหนักน้อย และเราก็สามารถให้คำแนะนำได้อย่างมั่นใจมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงบริการดังกล่าว แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่โดดเด่นด้านการศึกษาเด็กปฐมวัย โดยมีเด็กอายุ 3–4 ปีร้อยละ 75 ได้เข้าร่วมการเรียนรู้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ยังมีช่องว่างสำคัญทั้งในด้านจำนวนศูนย์ ค่าใช้จ่าย และคุณภาพการดูแล
ด้านโภชนาการก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ เด็กไทยกว่าร้อยละ 10 มีภาวะแคระแกร็นจากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อทั้งการเจริญเติบโต การเรียนรู้ และสุขภาพระยะยาวของเด็ก รวมถึงมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย เด็กที่ขาดสารอาหารมักเรียนได้ยากกว่า มีรายได้ต่ำเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเผชิญปัญหาสุขภาพตลอดชีวิต ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีจำนวนแรงงานลดลง การไม่ลงทุนด้านโภชนาการเด็กในวันนี้เท่ากับกำลังเสี่ยงต่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต
นภัทร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเด็กปฐมวัย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีบทบาทสำคัญมากในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตเด็ก เมื่อเด็กต้องเริ่มเข้าศูนย์ตอนอายุสองหรือสามขวบ พวกเขาต้องการโภชนาการที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ช่วงวัยนี้ยังเป็นจังหวะทองในการปลูกฝังนิสัยการกินที่ดี ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิตและส่งผลต่อสุขภาพและการเติบโตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ยูนิเซฟทำงานร่วมกับกรมอนามัยในการพัฒนาแนวทาง คู่มือสื่อสาร และหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับครูและผู้จัดทำอาหาร เพื่อให้มื้ออาหารในศูนย์มีคุณค่าทางโภชนาการมากยิ่งขึ้น”
องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยดำเนินงานแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการทั้งในทุกระดับ ในระดับชาติ ยูนิเซฟผลักดันนโยบายด้านโภชนาการที่เข้มแข็งขึ้น กฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น และการสื่อสารสาธารณะที่เข้าถึงครอบครัว เช่น แคมเปญ “กินอะไรดี” ที่ให้ข้อมูลโภชนาการแก่เด็กและครอบครัวนับล้านคน ส่วนในระดับพื้นที่ ยูนิเซฟมุ่งพัฒนาคุณภาพบริการเด็กปฐมวัยผ่านโครงการเชิงปฏิบัติ เช่น โครงการนำร่องในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งช่วยสนับสนุนเด็กและครอบครัวในชุมชนโดยตรง
ครูมยุรีบอกว่า ตอนนี้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการสอนทั้งเด็กและผู้ปกครอง “เราชวนเด็ก ๆ กินผักผ่านกิจกรรมในห้องเรียน และให้ลองชิม ใช้คำง่าย ๆ เช่น ‘แครอทอร่อยนะ กินแล้วแก้มชมพู แข็งแรงด้วย’ ทำให้เด็กสนุกและอยากลองมากขึ้น”
ผู้ปกครองก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นิตธินันท์ มูลประดิษฐ์แม่ของเด็กหญิงที่เรียนกับครูมยุรีเล่าว่า “สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือความเอาใจใส่ของครู และ วิธีการสอน ตั้งแต่ลูกเข้าเรียนที่ศูนย์ ลูกคุยและพูดคล่องขึ้นมาก”
นิตธินันท์ยังประทับใจความพยายามของศูนย์ในการส่งเสริมการกินผักทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน “เมื่อก่อนลูกไม่ค่อยกินผักเลย แต่ครูบอกว่าเธอกินผักที่โรงเรียน เพราะครูจัดอาหารเป็นรูปแบบน่ารักเหมือนขนม เด็กคนอื่นก็สนุกกับการกิน ลูกเราก็เริ่มกินตามและยอมลองผักมากขึ้น”
นภัทรปิดท้ายด้วยเป้าหมายต่อไปว่า “เรากำลังทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นำหลักสูตรอบรมที่ใช้ในแม่ฮ่องสอนมาปรับเป็นรูปแบบออนไลน์และคู่มือปฏิบัติ เพื่อเป็นต้นแบบให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศสามารถนำไปใช้ ช่วยให้ครูสื่อสารกับผู้ปกครองและเด็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น”