จากห้องเรียนสู่แคมป์ก่อสร้าง

ประเทศไทยกำลังเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเด็กทุกคน

ณัฐฐา กีนะพันธ์
ผู้หญิงสองคนยิ้มและดูเด็ก ๆ ทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้หลอดหยดและแก้วในห้องเรียนสีสันสดใสที่มีโปสเตอร์รูปทรงติดบนผนัง
UNICEF Thailand/2025/Roisri
16 ตุลาคม 2025

เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังก้องอยู่ในห้องเรียนเล็ก ๆ ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแม่โจ้ ขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังทดลองผสมของเหลวหลากสี และจ้องมองอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นว่าน้ำมันกับน้ำไม่ยอมผสมเข้ากันเลย นี่เป็นเพียงหนึ่งในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ระหว่างการลงพื้นที่ประเทศไทยในเดือนกันยายนที่ผ่านมาของคุณจูน คุนูกิ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เพื่อเห็นว่าการลงทุนในเด็กช่วงปฐมวัย นโยบายที่ครอบคลุม และชุมชนที่เข้มแข็ง กำลังร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทยได้อย่างไร

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ในฐานะหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความจำเป็นในการลงทุนกับคนรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ในขณะเดียวกัน เด็กเล็กประมาณหนึ่งในห้าคนยังมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเกณฑ์ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง แต่ความเหลื่อมล้ำที่ยังคงมีอยู่ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งประเทศเอาไว้ ทำให้กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และบั่นทอนความก้าวหน้าที่ประเทศได้สร้างมาอย่างยากลำบาก

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างศูนย์แม่โจ้มีความสำคัญ เพราะที่นี่คือพื้นที่ที่พ่อแม่และครูร่วมมือกันเติมเต็มโอกาสให้กับชีวิตน้อย ๆ โดยหนึ่งในกิจกรรมสร้างสรรค์ที่โดดเด่นคือ “ตลาดนัดโรงเรียน” ที่จัดขึ้นทุกเดือน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องเงินและฝึกทักษะชีวิตผ่านการซื้อของว่างที่พ่อแม่เป็นผู้จัดเตรียม คุณคุนูกิ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “นี่เป็นหนึ่งในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีโครงสร้างชัดเจนและดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ที่สำคัญคือเป็นการทำงานที่ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ครูสวมเสื้อสีแดงกำลังพูดกับนักเรียนตัวเล็กในชุดยูนิฟอร์มในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์และแผ่นความรู้สีสันสดใสบนผนัง
UNICEF Thailand/2025/Roisri

ที่โรงเรียนสารภีพิทยาคม ในอ. สารภี เรื่องของความเท่าเทียมถือเป็นประเด็นสำคัญ  ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่อายุของเด็ก แต่เป็นเรื่องของตัวตน มีเด็กมากกว่า 100,000 คนในภาคเหนือของประเทศไทยที่ยังไม่มีสูติบัตร สถานะทางกฎหมาย หรือสัญชาติ ทำให้พวกเขากลายเป็น “คนไร้สัญชาติ” และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และอาชีพในอนาคต

แสงคำ* และ แสงหอม* นักเรียนวัย 16 ปี ที่ดูมีแววอนาคตสดใส ตระหนักถึงความเป็นจริงข้อนี้ดี เพราะแม้ว่าทั้งคู่จะเรียนเก่งและมีผลการเรียนดีเยี่ยม แต่สถานะทางกฎหมายของพวกเขากลับกลายเป็นอุปสรรค ทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันนอกเขตได้ “พวกหนูได้เกรดเฉลี่ย  3.9 แต่ไม่มีสิทธิ์ไปแข่งวิชาการนอกโรงเรียน” แสงคำ กล่าว “หนูต้องไปทำงานเพื่อช่วยครอบครัวด้วย แต่ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ มันไม่สะดวกเลย หนูยังกลัวที่จะเดินทางไปไหนมาไหน เพราะกลัวโดนจับ”

นักเรียนนั่งรวมกลุ่มบนพื้น วาดภาพและเขียนข้อความภาษาไทยบนแผ่นกระดาษขนาดใหญ่ในหัวข้อ "กลุ่ม 5 อนาคตของฉัน"
UNICEF Thailand/2025/Roisri

เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ยูนิเซฟได้สนับสนุนหน่วยลงทะเบียนเคลื่อนที่ ที่นำเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครชุมชนเข้าไปยังโรงเรียนและพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยเด็กและครอบครัวรวบรวมเอกสารและดำเนินการยื่นขอสถานะทางกฎหมายซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อำเภอ เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นและทั่วถึงอีกด้วย

จุดหมายต่อไปของคุณคุนูกิ คือใจกลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศึกษาการดำเนินงานของโครงการนำร่องโครงการใหม่ ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ นั่นคือ “เด็กพิการ” โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพิการได้เข้าถึงการศึกษา เนื่องจากในปัจจุบันยังมีเด็กพิการจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการศึกษา

ไม่ไกลจากที่นั่น ยังมีโครงการที่ยูนิเซฟและมูลนิธิบ้านเด็กได้ร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กที่อาศัยอยู่ในแคมป์คนงานก่อสร้าง คาดกันว่า มีเด็กประมาณ 60,000 คนที่เติบโตขึ้นในแคมป์เหล่านี้ ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด ตลอดจนการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และพื้นที่เล่นปลอดภัยที่มีอยู่จำกัด โครงการสร้างเสริมผลลัพธ์ที่ดีทางสังคม (Building Social Impact Network) นี้มุ่งเน้นให้บริษัทต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับสิทธิเด็ก โดยสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ การเล่น และการเข้าถึงการศึกษาและบริการด้านสาธารณสุข ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมโครงการแล้ว 28 แห่ง มีเด็กและแรงงานมากกว่า 9,800 คนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นอกจากนี้ คุณคุนูกิ ยังได้ไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านป่าบง ในอำเภอเชียงดาว ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของความเท่าเทียมทางการศึกษาสำหรับเด็กจากกลุ่มชาติพันธุ์และครอบครัวแรงงานข้ามชาติ เมื่อสิบปีก่อนโรงเรียนนี้แทบไม่มีนักเรียนเลย แต่ปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีนักเรียน 109 คนจาก 5 กลุ่มชาติพันธุ์ โดยเด็กหลายคนเพิ่งได้มีโอกาสมาโรงเรียนเป็นครั้งแรกในชีวิต

นโยบายการศึกษาของประเทศไทยได้ให้สิทธิเด็กทุกคนเรียนฟรี 15 ปี แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ที่ยังคงเผชิญอุปสรรค ทั้งจากปัญหาด้านภาษาและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกฎระเบียบต่าง ๆ ขณะที่เด็กไทยอายุระหว่าง 7–14 ปี ร้อยละ 71 สามารถอ่านออกเขียนได้ตามเกณฑ์พื้นฐาน ตัวเลขนี้กลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 43 ในกลุ่มเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก

ผู้หญิงคนหนึ่งยิ้มขณะนั่งบนพื้นกับเด็กผู้หญิงในชุดพื้นเมืองที่กำลังเล่นกับไม้และผลไม้ลูกเล็กในห้องเรียน
UNICEF Thailand/2025/Roisri

ที่โรงเรียนบ้านป่าบง คุณครูได้ออกแบบเกมพหุภาษาเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ มีปฏิสัมพันธ์กันและเรียนรู้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง โดยยังคงให้ความสำคัญกับภาษาถิ่นของแต่ละคน เด็กหญิงวัย 8 ขวบคนหนึ่งในชุดดาราอั้งสีสันสดใสได้เล่าประสบการณ์ของเธอว่า “หนูไม่เคยไปโรงเรียนมาก่อนเลย ตอนนี้หนูชอบเรียนภาษาไทย มันสนุกดีค่ะ ที่นี่หนูมีเพื่อนเยอะมาก ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ เยอะเลย”

นางสุดาภรณ์ วิทยา ผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าถึงการเดินทางอันยาวไกลของโรงเรียนแห่งนี้ว่า “ตอนแรกเด็ก ๆ พูดภาษาไทยไม่ได้เลย และแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็ไม่ค่อยรวมกลุ่ม แต่ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟและมูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ (Foundation for Applied Linguistics) ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนทั้งภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษาถิ่นของตน โดยมีครูไทยเป็นผู้สอน ตอนนี้พวกเขาจึงเรียนรู้ เล่น และสื่อสารกันได้อย่างคล่องแคล่ว”

“นี่คือต้นแบบความเท่าเทียมทางการศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก” คุณคุนูกิ กล่าว “ภาษาเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมผู้คนจากหลากหลายพื้นเพและประเทศเข้าด้วยกัน โมเดลนี้เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ และเป็นตัวอย่างที่งดงามของน้ำใจและความเป็นมนุษย์ร่วมกัน”


* นามสมมติ

บล็อกของยูนิเซฟ

 

บล็อกของยูนิเซฟคือบทความที่ส่งเสริมสิทธิและความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ รวมถึงไอเดียในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเด็ก ๆ และครอบครัวของพวกเขา บทความบล็อกเหล่านี้จะนำเสนอข้อมูลและความเห็นจากเด็กและเยาวชน องค์กรพันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก และเจ้าหน้าที่ของยูนิเซฟในประเทศไทย อย่างไรก็ดี ความเห็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในบทความบนบล็อกของยูนิเซฟนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ได้สะท้อนจุดยืนหรือความคิดเห็นอย่างเป็นทางการขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

 

อ่านเรื่องราวในหัวข้ออื่น ๆ