สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ “Sharenting”

เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุตรหลานในยุคดิจิทัล

UNICEF
เด็กสามคนยืนใกล้กันในสวน ภาพใบหน้าของเด็กถูกแทนที่ด้วยอีโมจิ เด็กคนซ้ายใส่เสื้อลายทางสีรุ้งมีอีโมจิรูปส่งจูบ เด็กคนกลางใส่ชุดกระโปรงลายทางสีม่วงมีอีโมจิรูปแลบลิ้น เด็กคนขวาใส่เสื้อสีเขียวมีอีโมจิรูปหัวใจแทนตา
AdobeStock/336913734
19 มิถุนายน 2024

การเป็นพ่อแม่ในยุคดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่าย โซเชียลมีเดีย สมาร์ตโฟน และ เทคโนโลยีอื่น ๆ กำลังก้าวหน้าและเติบโตเร็วกว่าบุตรหลานของเรา และไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างปลอดภัยได้อย่างไร แม้ว่าคุณจะใช้มันด้วยเจตนาที่ดีที่สุดก็ตาม  

พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนมักแชร์รูปภาพของลูก ๆ ทั้งลูกตัวน้อยและลูกที่โตเป็นวัยรุ่นแล้ว เพราะอยากให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงมีส่วนร่วมกับช่วงเวลาแห่งความสุขของชีวิต อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่มากับ sharenting ซึ่งก็คือการโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับบุตรหลานบนโลกออนไลน์นั่นเอง  

เราได้พูดคุยกับสเตซี สไตน์เบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้าน sharenting เกี่ยวกับวิธีปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของเด็ก ๆ การเคารพมุมมองของพวกเขา และการสอนบทเรียนอันมีค่าเกี่ยวกับการให้ความยินยอม  

Sharenting คืออะไร  

สเตซี สไตน์เบิร์ก กล่าวว่า ฉันให้นิยาม sharenting ว่า คือ การที่พ่อแม่พูดเรื่องลูก ๆ กับคนนอกครอบครัว ซึ่งหมายรวมถึง การโพสต์รูปภาพลงบนโซเชียลมีเดีย การเขียนบล็อกเกี่ยวกับลูก ๆ หรือการส่งวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มแชต เช่น WhatsApp ฯลฯ 

“เมื่อเราแชร์อะไรเกี่ยวกับลูกของเราบนโลกออนไลน์โดยไม่ได้ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เรากำลังพลาดโอกาสอันมีค่าในการสอนลูก ๆ และเป็นแบบอย่างให้พวกเขาในเรื่องการให้ความยินยอม”

อะไรคือสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรรู้เมื่อคิดจะแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับลูก ๆ บนโลกออนไลน์

มีสองเรื่องสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อแชร์เนื้อหาเกี่ยวกับบุตรหลานของเรา  

เรื่องแรก คือ อันตรายที่เด็ก ๆ อาจต้องเผชิญเมื่อพ่อแม่แชร์ข้อมูลบนออนไลน์ เช่น มันมักจะมีผู้ใหญ่ที่อยากเข้าหา หรือทำอันตรายลูกของใครบางคน เพียงเพราะเนื้อหาที่พวกเขาเห็นบนโลกออนไลน์ ในบางประเทศมีผู้ขายข้อมูลที่สร้างแฟ้มข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับบุตรหลานของเราโดยอิงจากข้อมูลที่เราแชร์ออนไลน์ โดยอาจมีการคาดคะเนถึงสิ่งที่เด็ก ๆ จะพูดหรือทำ หรือปัญหาสุขภาพที่ลูก ๆ ของเราอาจประสบในอนาคตโดยอิงจากข้อมูลที่เราแชร์ไว้  

ภาพปลอมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง อันตรายของการที่ภาพลูก ๆ ของเราจะถูกนำไปดัดแปลงใช้ในทางที่ผิด มุ่งร้ายก่อให้เกิดอันตราย หรือการที่ใครบางคนจะเอารูปดังกล่าวไปทำเป็นมีมที่แสดงภาพลูกของเราในแง่ลบและกลายเป็นไวรัล แต่ก็ยังดีที่ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกันจนเป็นปกติ แต่เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น หรือสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์  

เรื่องที่สอง คือ เมื่อเราแชร์อะไรเกี่ยวกับลูกของเราบนโลกออนไลน์โดยไม่ได้ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เรากำลังพลาดโอกาสอันมีค่าในการสอนลูก ๆ และเป็นแบบอย่างให้พวกเขาในเรื่องการให้ความยินยอม รวมทั้งการแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว

เมื่อลูก ๆ อยู่ในวัยที่สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้ด้วยตัวเอง เราหวังว่าพวกเขาจะเคารพความเป็นส่วนตัวของเราและไม่แชร์ที่ตัวเราไม่อยากแชร์ และเราก็หวังให้พวกเขาเคารพความเป็นส่วนตัวของเพื่อน ๆ และไม่โพสต์รูปภาพของคนอื่น ๆ ไม่ว่ารูปของเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยไม่ได้รับความยินยอมด้วยเช่นกัน

เด็กรู้สึกอย่างไรกับพฤติกรรม Sharenting

ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เราทุกคนก็ชอบความเป็นอิสระ เราให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ส่วนตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นตอนอายุสี่หรือห้าขวบ ที่เราชอบใส่ชุดสีชมพู ไม่ชอบใส่ชุดสีม่วง หรือจะเป็นตอนที่เราจะอายุ 12 หรือ 13 ปี ที่เราอยากให้คนเห็นเราจับมือคุณย่าคุณยาย หรืออาจจะเป็นการที่เราไม่อยากให้ใครเห็นภาพเหล่านั้น อะไรแบบนี้อาจดูเหมือนสิ่งเล็ก ๆ สำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับลูก ๆ ของเรานั่นคือสิ่งที่สำคัญจริง ๆ และเวลาที่เด็กรู้สึกอะไร ความรู้สึกนั้นมักจะใหญ่โต และพวกเราพ่อแม่ควรจะเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้แสดงออกถึงความรู้สึกเหล่านั้น แต่เด็กเล็ก ๆ ยังไม่สามารถให้ความยินยอมเกี่ยวกับการแชร์เนื้อหาได้ ดั้งนั้นเราต้องลองนึกถึงว่าจะเป็นอย่างไรหากเราสามารถพูดคุยจริงจังกับเด็ก ๆ และตัวเด็กเองสามารถที่จะอธิบายแจกแจงจุดยืนของตนให้เราฟังได้  

นอกจากนี้ หากเราแชร์ภาพหรือวิดีโอที่เราถ่ายไว้ใกล้กับเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น ๆ มากเกินไป และเรานำเนื้อหาเหล่านั้นที่บันทึกไว้ไปให้ลูก ๆ ดู  ฉันรู้สึกกังวลอยู่บ้างว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อวัยเด็กของพวกเขา ดังนั้นเราควรต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่เราจะแชร์เนื้อหาต่าง ๆ และเราควรจะวางอุปกรณ์ดิจิทัลไว้ห่าง ๆ ในเวลาที่เราอยู่กับลูก ๆ เพื่อเราจะได้อยู่ในช่วงเวลานั้นด้วยกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้เวลาอยู่ในฟีดข่าวโซเชียล ดังนี้แล้วเราจะช่วยให้เด็ก ๆ มีความทรงจำกับช่วงเวลานั้น ๆ ที่ชัดเจน นอกเหนือไปจากรูปภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้ในอุปกรณ์ของเราได้

พ่อแม่สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูก ๆ บนโลกดิจิทัลได้อย่างไร  

สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้คือหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลส่วนตัวของลูก ๆ ที่มากเกินไป เช่น เรื่องราวหรือรูปภาพที่น่าอับอาย แม้ในกรณีที่ตัวเขาเองจะมองว่ามันเป็นเรื่องตลกดีก็ตาม การมองจากมุมของเด็ก ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ และพ่อแม่ไม่ควรแชร์รูปภาพของลูกในสภาพที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เพราะมันจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีคอยจับจ้องนำรูปภาพเหล่านั้นไปใช้ในทางที่เสียหาย  

พ่อแม่สามารถพูดคุยกับลูก ๆ ถึงข้อมูลเนื้อหาที่ตัวเด็กอยากจะแชร์ และขั้นตอนการคิดตัดสินใจว่าสิ่งไหนเหมาะสมที่จะแชร์ เหมือนอย่างเวลาเราแก้โจทย์เลข เราไม่ได้ต้องการแค่เครื่องคิดเลขเพื่อจะให้ผลลัพธ์ แต่เราต้องการแสดงขั้นตอนการแก้โจทย์ของเราด้วย จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ลูก ๆ ได้รู้ถึงวิธีคิดของเราที่ใช้พิจารณาว่าจะแชร์อะไรอย่างไร  

อย่างไรก็ตาม เราต้องตระหนักว่าพ่อแม่ไม่สามารถทำเรื่องนี้เพียงลำพัง งานด้านการคุ้มครองส่วนใหญ่ต้องดำเนินการโดยผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว และเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเลยที่จะคาดหวังให้พ่อแม่เข้าใจวิธีการทำงานของแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้มักเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พ่อแม่จะขอให้ผู้อื่นอย่าโพสต์รูปภาพลูก ๆ ของตนได้อย่างไร

ควรพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับเพื่อน ๆ และคนในครอบครัวเกี่ยวกับการแชร์เนื้อหาในแบบที่คุณรู้สึกโอเค แต่ต้องไม่ลืมว่าการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กบนโซเชียลมีเดียถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ และไม่ใช่ทุกคนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงควรเข้าหาและพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้บนพื้นฐานว่ายิ่งสื่อสารพูดคุยมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ผู้อื่นเคารพความคาดหวังของเราที่จะเกี่ยวพันกับชีวิตลูก ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น

ในส่วนของโรงเรียนและองค์กรต่าง ๆ คุณสามารถสอบถามว่ามีนโยบายดูแลการแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียหรือไม่ หากไม่มี คุณสามารถเสนอตัวที่จะช่วยสร้างนโยบายเหล่านี้เองก็ได้ ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองคนอื่น ๆ ก็อาจกำลังต้องการควบคุมการเผยแพร่รูปภาพและข้อมูลลูก ๆ ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถแชร์รูปภาพและวิดีโอของบุตรหลานอย่างปลอดภัยได้อย่างไร

การแชร์เนื้อหาไม่มีทางปลอดภัย 100 % เพราะเป็นเรื่องการหาจุดสมดุลระหว่างความเสี่ยงกับสิ่งที่พ่อแม่เห็นว่าดี  

สำหรับครอบครัวที่คิดจะแชร์อะไรเกี่ยวกับลูก ๆ บนโลกออนไลน์ ควรพิจารณาว่าคนที่จะเห็นเนื้อหาที่เราแชร์นั้นเป็นใคร (การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียของคุณเป็นอย่างไร คุณรู้จักบรรดาผู้ติดตามหรือคนที่คุณเพิ่มเป็นเพื่อนเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ฯลฯ) จะแชร์ข้อมูลอะไรมากน้อยแค่ไหน (เช่น ตำแหน่งที่อยู่ และสิ่งที่ใช้ระบุตัวตนได้ เช่น ตราสัญลักษณ์โรงเรียน) และเนื้อหาเหล่านั้นจะสร้างความอับอาย หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูก ๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตหรือไม่  

เรามักทึกทักเอาว่าเด็กเป็นอัตลักษณ์ส่วนหนึ่งของเรา แต่จริง ๆ แล้วเด็ก คือ ปัจเจกบุคคลที่มีความรู้สึกเป็นของตนเอง การแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเราเองนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่การแชร์อะไรเกี่ยวกับคนอื่นที่บ้านนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย 

“ลูก ๆ ของเราเป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตขึ้นท่ามกลางการแชร์เรื่องราวของเขา เราเองก็เป็นพ่อแม่รุ่นแรกที่เลี้ยงดูลูกไปพร้อมกับการมีโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นอะไรที่ยากจริง ๆ”

คุณจะทำอย่างไรได้บ้าง หากคุณได้โพสต์อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับลูก ๆ บนโลกออนไลน์ และกำลังรู้สึกลังเลใจกับสิ่งที่โพสต์

สูดหายใจเข้าลึก ๆ โดยปกติพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้แชร์มากเกินไปเพราะอยากจะให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับลูก แต่บ่อยครั้งที่พ่อแม่แชร์มากเกินไปโดยที่ไม่ใส่ใจความสำคัญของรอยเท้าดิจิทัลของลูก ๆ

หากพ่อแม่เริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่พวกเขาแชร์ไป ขั้นแรกที่ควรทำ คือ เริ่มย้อนดูสิ่งที่แชร์ไว้ในอดีต และลบเนื้อหาที่ยังพอลบได้ทิ้งไป (ในบางแพลตฟอร์ม คุณสามารถยื่นขอให้ลบรูปได้ หากคุณไม่สามารถลบได้ด้วยตัวเอง)  

นอกจากนี้พ่อแม่สามารถชวนลูก ๆ ในวัย 9 – 10 ปี มาเริ่มดูฟีดในโซเชียลและให้เขาตัดสินใจลบสิ่งที่ตัวเขาไม่ต้องการแล้วทิ้งไป และควรหมั่นทำให้เป็นประจำทุก ๆ สองสามเดือน โดยการเข้าไปดูเนื้อหา ดูว่าแชร์อะไรไปบ้าง และอาจจะลบเนื้อหาข้อมูลเก่า ๆ ออกไปบ้าง

ฉันคิดว่าเด็ก ๆ รู้สึกยินดีกับการที่เราให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเรื่องที่ว่ามานี้ ซึ่งจริง ๆ มันไม่ง่ายเลย เพราะลูก ๆ ของเราเป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตขึ้นท่ามกลางการแชร์เรื่องราวของเขา เราเองก็เป็นพ่อแม่รุ่นแรกที่เลี้ยงดูลูกไปพร้อมกับการมีโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นอะไรที่ยากจริง ๆ 


สเตซี สไตน์เบิร์กเป็นคุณแม่ อาจารย์กฎหมาย และ ผู้อำนวยการศูนย์เด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยฟลอริดา เธอเป็นผู้แต่งหนังสือขายดีเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร เรื่อง “เติบโตท่ามกลางการแชร์: พ่อแม่จะแชร์อย่างชาญฉลาดบนโซเชียลมีเดียได้อย่างไร และคุณทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ครอบครัวปลอดภัยในโลกที่ไร้ความเป็นส่วนตัว”  


หมายเหตุ: Sharenting หมายถึง พฤติกรรมของพ่อแม่ที่โพสต์รูปภาพลูกลงสื่อสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การเผยข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดกิจกรรมที่เด็ก ๆ ทำจนอาจส่งผลกระทบได้ในอนาคต  

ติดตามข่าวสารจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

ไม่พลาดทุกการอัปเดต สมัครรับข่าวสารทางอีเมลกับเรา