การเลี้ยงลูกเชิงบวก vs. การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด
รูปแบบการเลี้ยงดูแบบใดที่เหมาะกับเด็กที่สุด และพ่อแม่จะเริ่มปรับเปลี่ยนได้อย่างไร
- English
- ไทย
พ่อแม่ทุกคนต่างหวังให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุข มั่นใจในตัวเอง และประสบความสำเร็จ แต่เราไม่มีคู่มือสำเร็จรูปในการเป็นพ่อแม่ หลายคนจึงใช้สิ่งที่ตัวเองเคยถูกสอนในวัยเด็กมาใช้ แม้จะไม่แน่ใจว่าเหมาะสมหรือไม่
ข่าวดีคือเราไม่จำเป็นต้องเดาอีกต่อไป เพราะปัจจุบันงานวิจัยได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ว่าอะไรคือสิ่งที่จะช่วยให้เด็กสามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างแท้จริง และหลักฐานก็ชัดเจนว่า เด็กจะเติบโตได้ดีที่สุดในครอบครัวที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยและได้รับความเข้าใจ ไม่ใช่ในครอบครัวที่ทำให้เด็กกลัวจนต้องเชื่อฟัง
ผู้เชี่ยวชาญของยูนิเซฟจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า วิทยาศาสตร์บอกอะไรเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กให้มีความสุขและสุขภาพดี รวมถึงวิธีที่พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถทำได้อย่างมีความสุขและเท่าเทียมมากขึ้น โดยรู้สึกเครียดน้อยลง
การเลี้ยงลูกเชิงบวกคืออะไร
"การเลี้ยงลูกเชิงบวก" หรือที่บางครั้งเรียกว่า "การเลี้ยงดูอย่างอ่อนโยน" คือการใช้การผูกสัมพันธ์และการแนะนำในการสอนเด็ก แทนการลงโทษและการสร้างความกลัว
การเลี้ยงลูกเชิงบวก เป็นเรื่องของการกำหนดกติกาที่ชัดเจนควบคู่กับการแสดงความเคารพ ความเมตตา และความเข้าใจ
เด็ก ๆ จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเข้าใจว่ากฎกติกามีไว้เพื่ออะไร ดังนั้น แทนที่จะพูดแค่ว่า "อย่าทำแบบนั้น" หรือลงโทษโดยไม่อธิบายอะไร การพูดคุยว่าสิ่งที่ทำมีผลอย่างไร จะช่วยให้เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้มากกว่า
กติกาของครอบครัวจะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจให้กับพวกเขา
การเลี้ยงลูกเชิงบวกหมายถึงการที่คุณ:
แสดงความรัก ใช้เวลาร่วมกัน และยอมรับลูกของคุณในแบบที่เขาเป็น
รับฟัง ให้ความสำคัญกับความรู้สึก และช่วยให้ลูกแสดงอารมณ์ได้อย่างปลอดภัย
กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและฝึกวินัยโดยไม่ใช่อารมณ์ ไม่ตะโกน ทำร้าย หรือทำให้กลัว
ปฏิบัติต่อลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ให้ความใส่ใจและคาดหวังในตัวพวกเขาเท่า ๆ กัน
แสดงความอดทน ความเคารพ และพฤติกรรมที่ต้องการให้ลูกเรียนรู้ผ่านการกระทำของตัวเอง
นอกจากนี้ การเลี้ยงลูกเชิงบวกยังรวมถึงการแบ่งปันบทบาทการเลี้ยงดู โดยที่แม่ พ่อ และผู้ดูแลคนอื่น ๆ มีส่วนรับผิดชอบต่อการศึกษาของเด็กอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คุณค่าของความเท่าเทียมผ่านชีวิตประจำวันอีกด้วย
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวดคืออะไร
"การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด" คือ การที่พ่อแม่ตั้งความคาดหวังกับลูกของตนเองสูงมาก มีกฎระเบียบตายตัว และอาจใช้การลงโทษที่รุนแรงเพื่อฝึกวินัย พ่อแม่ที่เลี้ยงลูในรูปแบบนี้มักไม่เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ แสดงความรู้สึก ตั้งคำถาม ตัดสินใจเอง หรือสำรวจความสนใจของตัวเอง
เด็กมักถูกคาดหวังให้ทำตามกฎโดยไม่มีการโต้แย้ง ต้องทำตัวให้สมบูรณ์แบบ และแสดงความเคารพตลอดเวลา พ่อแม่บางคนอาจเชื่อว่าการเลี้ยงลูกอย่างเข้มงวดจะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จ และป้องกันไม่ให้ลูกทำอะไรผิดพลาดได้
ในบางครอบครัว การเลี้ยงดูแบบเข้มงวดอาจรวมถึงการตะคอก ดุด่า หรือการลงโทษทางร่างกาย เช่น การตี ซึ่งบ่อยครั้งเกิดจากการที่ที่พ่อแม่ก็เคยถูกเลี้ยงดูมาในลักษณะนั้นในวัยเด็ก
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวดมักมีที่มาจากความรัก และความปรารถนาที่จะปกป้องและชี้แนะลูก ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เด็กรู้สึกวิตกกังวล หวาดกลัว หรือขาดความมั่นใจ
นอกจากนี้ ยังอาจตอกย้ำบทบาทเพศที่เป็นอันตราย เช่น การคาดหวังให้เด็กผู้ชาย "ต้องเข้มแข็ง" เก็บซ่อนความรู้สึก หรือคาดหวังให้เด็กผู้หญิงเงียบ เชื่อฟัง และคอยช่วยเหลือผู้อื่น รูปแบบเหล่านี้มีแนวทางมาจากความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศที่ล้าสมัย และจำกัดพัฒนาการและการแสดงออกของเด็ก
ผลกระทบทางอารมณ์เหล่านี้อาจติดตัวถึงวัยผู้ใหญ่ ส่งผลต่อมุมมองของเด็กที่มีต่อตนเอง วิธีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ของชีวิตในอนาคต
การเลี้ยงลูกอย่างเสือ (Tiger Parenting) เป็นรูปแบบหนึ่งของการเลี้ยงดูแบบเข้มงวด ที่กดดันให้เด็กต้องเป็นเลิศในทุกด้าน ไม่ว่าจะด้านการเรียน กีฬา หรือแม้แต่กิจกรรมนอกหลักสูตรต่าง ๆ พ่อแม่อาจคอยติดตามอย่างใกล้ชิด และผลักดันลูกให้ทำให้ดีที่สุดอยู่ตลอดเวลา
การเลี้ยงลูกอย่างเสือนี้พบได้ทั่วไปในบางวัฒนธรรมในทวีปเอเชียตะวันออก (แม้ว่าจะพบในที่อื่นด้วยเช่นกัน)
ลักษณะบางอย่างของการเลี้ยงลูกอย่างเสือ เช่น
การคาดหวังสูงมากต่อผลการเรียนและกิจกรรมเสริม เช่น ดนตรีหรือกีฬา
การให้ความสำคัญน้อยมากกับเวลาเล่นหรือการพูดถึงความรู้สึก
การไม่ยอมรับความผิดพลาด
มีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในวินัย ความขยันหมั่นเพียร และการไม่ยอมแพ้
การเลี้ยงลูกอย่างเสือยังอาจตอกย้ำความคาดหวังด้านเพศ เช่น กดดันให้เด็กผู้ชายต้องแข่งขันเอาชนะ และให้เด็กผู้หญิงเงียบและเชื่อฟัง สิ่งนี้อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าต้องทำตัวในแบบที่สังคมคาดหวัง แทนที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง
พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกอย่างเสือทุกคนเป็นพ่อแม่ที่เข้มงวด แต่ไม่ใช่พ่อแม่ที่เข้มงวดทุกคนที่จะเลี้ยงลูกอย่างเสือ
การเลี้ยงดูในแต่ละครอบครัวมีความแตกต่างกัน แต่วิธีที่พ่อแม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน สามารถส่งผลต่อความรู้สึกของเด็กที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นได้
ลองมาดูกันว่าในชีวิตจริง การเลี้ยงดูแต่ละแบบจะออกมาเป็นอย่างไร
1. ลูกทำสอบได้คะแนน 90%
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: พ่อแม่บอกว่า "ทำไมไม่ได้ 100%?" โดยมองข้ามความพยายามและทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองยังพยายามไม่พอ ทั้ง ๆ แม้พวกเขาจะได้พยายามเต็มที่แล้วก็ตาม
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกว่า "เก่งมากเลย! ลูกพยายามได้ดีมาก อยากลองดูข้อที่ผิดด้วยกันไหม เพื่อเรียนรู้สำหรับครั้งต่อไป?" ซึ่งมุ่งเน้นความพยายาม ส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างความมั่นใจ
2. ลูกทำเครื่องดื่มหกโดยไม่ตั้งใจ
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: พ่อแม่ตะโกนว่า "ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ทุกที ห้ามลูกดื่มอะไรเลยจนกว่าเราจะถึงบ้านนะ" ซึ่งทำให้เด็กอับอายกับความผิดพลาดธรรมดาและใช้การลงโทษแทนการสอน
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกว่า "ไม่เป็นไร อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ มาช่วยเก็บกวาดกัน คราวหน้าลองค่อย ๆ ทำช้าลงหน่อยนะ" ซึ่งสอนความรับผิดชอบโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกผิดหรือถูกตำหนิ
3. ลูกตั้งคำถามกับผู้ใหญ่อย่างสุภาพ
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: พ่อแม่ตอบว่า "อย่าตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ มันดูไม่เป็นการเคารพผู้ใหญ่" ซึ่งขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นและการสื่อสารที่เปิดกว้าง
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกว่า "ดีมากที่ถาม การพูดอย่างสุภาพและแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่ดี เราเรียนรู้จากกันและกันได้" และยังใช้โอกาสนี้พูดถึงความปลอดภัยด้วยว่า "ถ้าลูกรู้สึกกลัวหรือไม่ปลอดภัย บอกออกมาได้เลยแม้จะดูไม่สุภาพ เช่น 'หยุด' หรือ 'อยู่ห่าง ๆ ฉัน' เพื่อความปลอดภัยของลูก"
การสอนแบบนี้ช่วยส่งเสริมการสื่อสารอย่างเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยให้เด็กเข้าใจว่าการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อนความสุขภาพ เป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไร
4. ลูกโต้เถียงพ่อแม่
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: พ่อแม่โต้ตอบด้วยการเล่าเรื่องที่ทำให้ลูกอับอายต่อหน้าเพื่อน ซึ่งทำลายความนับถือตัวเองและความไว้วางใจ
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกว่า "แม่รู้ว่าลูกโกรธ ความรู้สึกแบบนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ลองหาวิธีพูดในแบบที่เคารพกันมากขึ้นได้ไหม?" ซึ่งเป็นแบบอย่างของการจัดการอารมณ์และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
5. วัยรุ่นอยากเลือกงานอดิเรกหรืออาชีพของตัวเอง
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: พ่อแม่ไม่ยอมและยืนกรานว่า "อาชีพนี้ไม่มีอนาคต" ซึ่งทำให้วัยรุ่นรู้สึกไม่ได้รับความเข้าใจและขาดแรงจูงใจ
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกว่า "อยากให้ลูกมีอนาคตที่มีความสุข เรามาลองหาสิ่งที่ลูกสนใจด้วยกัน แล้วคุยกันว่าลูกชอบอะไร ดีไหม" ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างการชี้นำและการเคารพความเป็นอิสระของวัยรุ่น
6. พ่อแม่ต้องการช่วยลูกวางกิจวัตรประจำวัน
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: ลูกต้องทำตามตารางที่ตายตัวโดยไม่มีความยืดหยุ่น เช่น ต้องทำการบ้านทันทีเมื่อกลับมาจากโรงเรียน ห้ามดูทีวี และต้องเรียนเปียโน ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่ได้รับการรับฟังและเกิดความเครียด
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกว่า "เรามาช่วยกันวางแผนกิจวัตรประจำวันที่ช่วยให้ลูกยังเรียนได้ดี แต่ก็มีเวลาพักและทำสิ่งที่ชอบด้วย ลูกคิดว่าแบบไหนเหมาะกับลูก?" ซึ่งส่งเสริมระเบียบและสนับสนุนความคิดและสุขภาพของเด็ก
7. ลูกเลือกแต่งตัวไม่ตรงกับบทบาทตามเพศ
ลูกสาววัยรุ่นอยากใส่กางเกงขาสั้นทรงหลวมกับเสื้อยืดลายซูเปอร์ฮีโร่ไปร่วมงานรวมญาติ ส่วนลูกชายต้องการใส่เสื้อฮู้ดสีชมพูและรองเท้าวิบวับไปโรงเรียน
การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด: พ่อแม่บอกลูกสาวว่า "แต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ ไม่เป็นกุลสตรีเลย ใส่ชุดที่ดูดีกว่านี้สิ" และบอกลูกชายว่า "ไม่ได้ ห้ามใส่สีชมพู ลูกเป็นผู้ชาย สีชมพูมันเป็นสีของผู้หญิง เลือกอะไรที่ดูปกติกว่านี้" ซึ่งทำให้เด็กอับอาย จำกัดการแสดงออก และสื่อสารว่าการเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่นเป็นเรื่องที่ผิด
การเลี้ยงลูกเชิงบวก: พ่อแม่บอกเด็กผู้หญิงว่า "ชุดนี้แสดงออกถึงตัวตนของลูกได้ดีมาก พ่อและแม่ชอบที่ลูกดูมั่นใจมากเลย" และบอกเด็กผู้ชายว่า "ลูกมีสไตล์เป็นของตัวเองมาก พ่อและแม่ชอบที่ลูกรู้ว่าตัวเองชอบอะไร" ซึ่งช่วยให้เด็กรู้สึกได้รับการสนับสนุนและท้าทายอคติเรื่องเพศ
ข้อดีและข้อเสียของการเลี้ยงดูแต่ละรูปแบบ
ปัจจุบันมีงานวิจัยด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์หลายสิบปีที่ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการเลี้ยงดูแบบใดช่วยให้เด็กเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิต
คำตอบก็คือ การเลี้ยงลูกเชิงบวก
หลักฐานแสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงดูแบบเข้มงวดอาจสร้างการเชื่อฟังในระยะสั้น แต่มาพร้อมกับต้นทุนที่ต้องแลก เด็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ถูกตะโกนใส่ ทำให้อับอาย หรือถูกลงโทษทางร่างกาย มีแนวโน้มที่จะเกิดความวิตกกังวล มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว
การที่ต้องเผชิญกับความเครียดในลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "ความเครียดที่เป็นพิษ" มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในระยะยาว รวมถึงภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด และแม้แต่โรคหัวใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ความรุนแรงในครอบครัวอาจเพิ่มโอกาสที่เด็กจะเผชิญกับความรุนแรงในรูปแบบอื่น และอาจทำให้พวกเขาไม่กล้าพูดถึงการถูกทำร้าย เพราะเรียนรู้มาแล้วว่าไม่ควรคาดหวังการปกป้อง
ในทางตรงกันข้าม การเลี้ยงลูกเชิงบวกมีความเชื่อมโยงกับความนับถือตัวเองที่สูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น และสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีในระยะยาว
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ต้องการโครงสร้าง เพราะเด็กต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎเกณฑ์ได้รับการสมดุลด้วยความเมตตาและการสื่อสารที่เปิดกว้าง เด็กจะเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบในขณะที่รู้สึกปลอดภัยและได้รับการสนับสนุน
งานวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงลูกเชิงบวกมีแนวโน้ม:
มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การสูบบุหรี่ หรือการใช้สารเสพติดน้อยกว่า
มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าหรือการพยายามทำร้ายตัวเองน้อยกว่า
มีปัญหากับกฎหมายน้อยกว่า
มีโภชนาการที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และประสบความสำเร็จในการเรียนมากกว่า
มีความนับถือตัวเองสูงกว่า
นอกจากนี้ งานวิจัยจากนิวซีแลนด์พบว่าสิ่งที่กำหนดสุขภาพ ความสำเร็จ และความสุขในอนาคตของเด็กไม่ใช่ ไอคิว (IQ) พฤติกรรม หรือฐานะของครอบครัว แต่คือความสามารถในการควบคุมตัวเอง
In fact, another study from New Zealand found that what truly shapes a child’s future health, success and happiness isn’t IQ, behaviour, or how much money their family has — it’s their self-control.
งานวิจัยนี้ติดตามเด็กกว่า 1,000 คนเป็นเวลา 50 ปี และพบว่สิ่งที่สามารถทำนายความสำเร็จในอนาคตของเด็กได้คือความสามารถในการเข้าใจและจัดการ ความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความฉลาดทางอารมณ์ของพวกเขา
ความฉลาดทางอารมณ์ คือความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของตนเองของลูก และรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างเหมาะสมและดีต่อใจ ทักษะนี้ช่วยให้เด็กสามารถจัดการกับความเครียด พูดคุยเกี่ยวกับอารมณ์ของตนเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี
ความฉลาดทางอารมณ์เป็นหนึ่งในทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุดที่เด็กควรได้เรียนรู้
และข่าวดีก็คือ ทักษะนี้สามารถสอนได้ผ่านการเลี้ยงลูกเชิงบวก
เริ่มต้นการเลี้ยงลูกเชิงบวก
การเลี้ยงลูกเชิงบวกเริ่มต้นจากการสร้างความผูกพันที่เต็มไปด้วยความรักและความเคารพกับลูก ต่อไปนี้คือวิธีเริ่มต้นที่ทำได้
แสดงความรักบ่อย ๆ ให้ลูกรู้สึกถึงความรักผ่านคำพูด การกอด และเวลาที่ใช้ร่วมกัน
ใช้เวลาด้วยกันแบบสองต่อสอง เริ่มด้วย 20 นาทีต่อวันในการเล่น พูดคุย หรือทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน โดยวางโทรศัพท์ลงและโฟกัสกับลูก
ชมเชยสิ่งที่ดี สังเกตและชมเชยพฤติกรรมที่ดีของลูก แม้แต่สิ่งเล็กน้อย เพราะเด็กเติบโตได้ด้วยคำชม
กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน แทนที่จะพูดว่า "เป็นเด็กดี" ลองพูดว่า "ช่วยเก็บของเล่นลงกล่องนะ" และทำให้กฎเกณฑ์เรียบง่ายและเหมาะสมกับวัย
ท้าทายภาพจำเรื่องเพศ ส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้สำรวจของเล่น กิจกรรม และบทบาทต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงเพศ
เป็นแบบอย่างของพฤติกรรมที่ต้องการเห็น เด็กเรียนรู้จากการสังเกต เมื่อพ่อแม่สงบและเมตตา ลูกก็มีแนวโน้มทำเช่นเดียวกัน
เปลี่ยนทิศทางด้วยความเอาใจใส่ หากลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ลองดึงความสนใจไปที่กิจกรรมอื่นก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย
ใช้ผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ความรุนแรง อธิบายว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกฎถูกละเมิด และทำตามที่พูดไว้โดยไม่โกรธ
ให้โอกาสลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง ก่อนลงโทษ ให้อธิบายอย่างชัดเจนว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น "หยุดวาดบนผนังนะ ไม่งั้นเวลาเล่นจะสิ้นสุด" เพื่อให้ลูกมีโอกาสปรับตัว
สนับสนุนการแสดงออกทางอารมณ์ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กทุกคนแสดงความรู้สึก และหลีกเลี่ยงวลีเช่น "ผู้ชายไม่ร้องไห้" หรือ "วางตัวให้สุภาพ"
ให้ลูกมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎ ให้ลูกช่วยสร้างกฎของครอบครัวและผลลัพธ์ที่ตามมา เพื่อสร้างความรู้สึกรับผิดชอบและให้เกียรติ
ลงไปอยู่ในระดับเดียวกับลูก ทั้งร่างกายและอารมณ์ สำหรับเด็กเล็ก ลองนั่งหรือย่อตัวลงเพื่อสบตาเมื่อพูดคุย สำหรับเด็กโตและวัยรุ่น เปิดโอกาสให้รับผิดชอบมากขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะ
จำเอาไว้ว่า... ที่สำคัญที่สุด ไม่มีใครทำได้ถูกต้องทุกวัน การเลี้ยงลูกเชิงบวกคือความผูกพัน ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ และทุกก้าวเล็ก ๆ ที่คุณเดินไปกับลูก นั่นแหละคือช่วงเวลาที่มีความหมายที่จะติดตัวลูกตลอดไป