การเดินทางของพ่อแม่ เส้นทางนี้ไม่โดดเดี่ยว

ทุกคำถาม ทุกข้อกังวลใจ มีคนที่พร้อมเดินเคียงข้างคุณเสมอ

Anya Charuburana
ชายคนหนึ่งยิ้มอย่างมีความสุขขณะอุ้มเด็กหญิงตัวเล็กที่หัวเราะร่าในอ้อมแขน เด็กหญิงใส่ชุดสีขาวลายจุดสีเขียวและผ้ากันเปื้อน สีหน้าแจ่มใสและร่าเริง ทั้งคู่กำลังอยู่ในอาคารที่มีหลังคาโลหะ โดยมีป้ายสีสันสดใสอยู่ด้านหลัง
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng
31 กรกฎาคม 2025

ตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ว่ามีชีวิตน้อย ๆ กำลังเติบโตอยู่ภายในร่างกาย นอกจากหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความยินดีของพ่อแม่ สิ่งที่ตามมาก็คงหนีไม่พ้นความกังวลสงสัย และคำถามอีกนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับบทบาทใหม่ที่กำลังเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดู การสร้างเสริมสุขภาพกายใจที่ดีให้กับลูก หรือแม้แต่การก้าวผ่านแต่ละช่วงวัยของลูกน้อยอย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกโดดเดี่ยวในบางครั้ง แต่ความจริงคือ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางสายนี้เพียงลำพัง เพราะตลอดเส้นทางแห่งความเป็นพ่อแม่ ยังมีเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ คอยอยู่เคียงข้าง สนับสนุน และส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ เพื่อช่วยคลายความกังวล พร้อมที่จะพาพ่อแม่ก้าวต่อไปด้วยความมั่นใจและไม่โดดเดี่ยว  

ครั้งนี้เราขอพาไปพูดคุยกับ 2 ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับพ่อแม่และเด็กมาอย่างยาวนาน และยังเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่สามารถตอบคำถาม คลี่คลายความกังวล และเป็นที่ปรึกษาให้มนุษย์พ่อแม่ ในแต่ละช่วงวัยของลูกน้อย

คุณวันเพ็ญ กวยาวงศ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลอ่างทอง เป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานเพื่อสุขภาพของแม่และเด็กมายาวนานกว่า 38 ปี ผ่านการทำงานในคลินิกนมแม่ของโรงพยาบาล และจัดอบรมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างต่อเนื่อง คุณวันเพ็ญเล่าว่าเรื่องที่พ่อแม่เข้ามาปรึกษาไม่ได้เกี่ยวข้องแค่การให้นมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องการคลอด การดูแลลูกหลังคลอด ซึ่งนอกเหนือจากคำแนะนำอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ที่คุณวันเพ็ญมอบให้ เธอยังให้การดูแลอย่างใส่ใจควบคู่กันด้วย

พยาบาลในชุดยูนิฟอร์มสีขาวกำลังแสดงหนังสือภาพให้เด็กหญิงตัวเล็กและผู้ดูแลดูระหว่างการเยี่ยมบ้าน เด็กนั่งอยู่บนตักของผู้ดูแลและชี้ไปที่หนังสือด้วยความสนใจ ขณะที่พยาบาลโน้มตัวเข้ามาอย่างตั้งใจ
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng คุณวันเพ็ญ กวยาวงศ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลอ่างทอง ผู้ช่วยคนสำคัญของคุณแม่แรกคลอดในเรื่องการให้นมแม่

"ยกตัวอย่างเรื่องการให้นมแม่ จุดสำคัญของการให้นมแม่อยู่ที่การเข้าเต้าครั้งแรก ถ้าแม่เข้าเต้าได้ถูก ลูกดูดนมได้ดี หัวนมไม่แตก แม่ก็ไม่เครียด การให้นมแม่ก็จะราบรื่นไปได้ตลอด ตรงกันข้ามถ้าเข้าเต้าไม่ถูก หัวนมแตกจนเกิดความเจ็บปวดขึ้นมา คุณแม่อาจจะไม่อยากให้นมแม่อีกเลย เพราะฉะนั้นเรามักจะสอนเทคนิคต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้พ่อมาเรียนด้วย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ให้นมจริงจะได้ช่วยกันได้ ในขณะเดียวกันเราก็จะพยายามช่วยให้คุณแม่ทำให้ได้ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล แต่หากเกิดปัญหาติดขัดจริง คุณแม่ก็ยังอุ่นใจว่าเขาจะสามารถกลับมาให้คลินิกนมแม่ช่วยเหลือได้" คุณวันเพ็ญกล่าว

พยาบาลสวมชุดขาวและหน้ากากอนามัยกำลังช่วยคุณแม่มือใหม่ให้นมบุตรในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาล คุณแม่นั่งอยู่บนเก้าอี้ สวมชุดคนไข้สีม่วง และอุ้มลูกน้อยโดยมีหมอนหลากสีรองรับอยู่ ด้านหลังมีพยาบาลอีกคนหนึ่งกำลังดูแลคุณแม่และทารกอีกคนบนเตียงในห้องที่มีม่านสีน้ำเงินและแสงธรรมชาติจากหน้าต่างบานใหญ่
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng คุณวันเพ็ญช่วยคุณแม่แรกคลอดจัดท่าให้นมที่เหมาะสม

ในช่วงวัยทารก พ่อแม่มักมีทีมแพทย์และพยาบาลคอยให้คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด จวบจนเมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่ช่วงก่อนวัยเรียน พ่อแม่ก็ยังคงไม่โดดเดี่ยว เพราะยังมีเครือข่ายของครูและหน่วยงานด้านการศึกษาที่พร้อมเป็นที่พึ่ง เพื่อที่จะช่วยให้พ่อแม่ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจ "ครูหนุ่ย" พัทยา ทองมหา หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนนวมประดิษฐ์ คือหนึ่งในบุคลากรด้านการศึกษาที่อุทิศตนทำงานกับเด็กเล็กและผู้ปกครองมายาวนานกว่า 24 ปี ด้วยหัวใจที่รักเด็กอย่างแท้จริง ครูหนุ่ยจึงเข้าใจลึกซึ้งถึงธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-5 ปี คำถามที่พ่อแม่และผู้ปกครองมักมาปรึกษาเธอเป็นประจำ คือเรื่องพัฒนาการตามวัยของลูกน้อย ว่าควรเป็นอย่างไร และควรส่งเสริมอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ผู้หญิงผมดำยาวปานกลาง สวมเสื้อสีกรมท่าเข้ม กำลังยิ้มอย่างอบอุ่น เธอยืนอยู่ในอาคาร โดยมีพื้นหลังเป็นโปสเตอร์และภาพวาดสำหรับเด็ก
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng "ครูหนุ่ย" พัทยา ทองมหา หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนนวมประดิษฐ์

"เรื่องที่พ่อแม่มาขอคำปรึกษาบ่อย ๆ คือเรื่องพัฒนาการของลูก ลูกไม่พูดหรือลูกพูดช้า พอได้ซักถามถึงการเลี้ยงดูจึงได้ทราบว่าปัญหาอยู่ที่พฤติกรรมการเลี้ยงดูที่พ่อแม่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป" ครูหนุ่ยเล่าก่อนอธิบายว่าพ่อแม่บางคนไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกมากนัก จึงเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีเลี้ยงลูก เช่นเปิดให้ดูคลิป ABC ไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังว่าจะช่วยทดแทนกันได้ แต่พ่อแม่ลืมไปว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้มีชีวิตจิตใจ และกลับทำให้พัฒนาการทางร่างกายของเด็กช้าลง ไม่มีสมาธิจดจ่อ และกล้ามเนื้อไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควรเป็น ครูหนุ่ยจึงมักให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ให้ ใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากขึ้น "การอ่านนิทาน เล่นกับลูก หรือแม้แต่แค่ได้พูดคุยกัน จะช่วยเสริมพัฒนาการทางภาษา สมาธิ และกล้ามเนื้อได้อย่างมาก"

เด็กหญิงตัวเล็กสองคนในชุดนักเรียน นั่งใกล้กันและตั้งใจอ่านหนังสือนิทานภาพ เด็กคนหนึ่งสวมผ้าคลุมสีดำขอบเหลือง อีกคนสวมผ้าคลุมสีน้ำเงิน รอบตัวมีหนังสือเด็กสีสันสดใสวางอยู่
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng เด็กนักเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนนวมประดิษฐ์กำลังเปิดดูภาพในหนังสือนิทานที่สามารถเลือกหยิบเล่มที่ชอบได้จากชั้นหนังสือ

"ที่ศูนย์พัฒนาฯ ของเราจะมีไลน์กลุ่มพ่อแม่ ในแต่ละวันจะคอยอัพเดทว่าเด็ก ๆ แต่ละคนทำอะไร โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ บางคนอาจร้องไห้เพราะยังปรับตัวไม่ได้ เราจะคอยส่งข่าวเพื่อให้พ่อแม่เบาใจ" ครูหนุ่ยกล่าว

เด็กเล็กสี่คนในชุดนักเรียนแบบเดียวกัน นั่งเรียงกันบนม้านั่งพร้อมรอยยิ้มสดใส เด็กสองคนสวมผ้าคลุมซูเปอร์ฮีโร่ และอีกคนถือของเล่นรูปฟักทองสีส้ม พวกเขาอยู่ในบรรยากาศโรงเรียนกลางแจ้งที่สดใส มีของตกแต่งและของเล่นอยู่เบื้องหลัง
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng ความสุขที่ได้รับในยามที่มาเข้าเรียน แสดงออกผ่านสีหน้าและแววตาของเด็ก ๆ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนนวมประดิษฐ์

การทำงานของครูหนุ่ยและคุณวันเพ็ญ ตอกย้ำให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายที่อยู่รอบตัวพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรด้านสุขภาพ การศึกษา หรือชุมชน ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่มีลูกเป็นศูนย์กลางของความรัก  พวกเขาเหล่านี้พร้อมเข้ามาช่วยสนับสนุนพ่อแม่ไม่ให้ต้องก้าวเดินไปตามลำพัง ยูนิเซฟเองก็เป็นหนึ่งในแรงสนับสนุน โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตเด็ก

เด็กผู้ชายตัวเล็กสวมชุดนักเรียนและผ้าคลุมลายซูเปอร์ฮีโร่สีแดง กำลังยืนอยู่ที่โต๊ะซึ่งมีพู่กันและกระป๋องสีหลากสี เขากำลังจุ่มพู่กันลงในสีฟ้า โดยมีภาพระบายสีแนวนามธรรมที่มีลวดลายหลากสีอยู่ด้านหลัง
UNICEF Thailand/2025/Phutpheng เด็กนักเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนนวมประดิษฐ์วาดภาพ ระบายสีช่วงกิจกรรมยามเช้า

"พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญมากในการวางรากฐานชีวิตของลูก ดังนั้น ยูนิเซฟจึงมุ่งมั่นในการทำงานกับบุคลากรที่สามารถช่วยสนับสนุนพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นที่โครงการที่ช่วยพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนพ่อแม่ในโรงพยาบาล หรือโครงการพัฒนาศักยภาพครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการทำงานกับพ่อแม่ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะช่วยเสริมข้อมูลความรู้และทักษะต่าง ๆ และเสริมแรงให้พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างเหมาะสมและมีความสุข ซึ่งก็จะช่วยให้เด็กเติบโตเต็มศักยภาพ มีพัฒนาการสมวัยได้ และมีความสุขด้วย" คุณนภัทร พิศาลบุตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัยของยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว   

ไม่ว่าภารกิจในการเดินทางของพ่อแม่จะเต็มไปด้วยคำถามและความกังวลใจมากน้อยเพียงใด แต่โปรดรู้ว่ายังมีเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญ บริการสนับสนุน และโครงการต่าง ๆ ที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือ เพื่อทำให้เส้นทางนี้ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป