สอนลูกโดยไม่ทำร้ายจิตใจและเติบโตไปอย่างมีความสุข

ปลูกฝังวินัยเชิงบวกเพื่อสุขภาพใจและกายที่ดี และวัยเด็กที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

UNICEF
ชายคนหนึ่งยิ้มพร้อมอุ้มเด็กหญิงที่นั่งบนท้ายจักรยาน โดยมีภาพวาดผนังลายสัตว์และรูปทรงสีสันสดใสเป็นฉากหลัง
UNICEF/UN0312683/Sokol
02 พฤษภาคม 2025

พ่อแม่ทุกคนต่างเคยเจอกับช่วงเวลาท้าทายในการฝึกวินัยให้ลูก ไม่ว่าจะต้องรับมือกับเจ้าตัวเล็กที่ร้องไห้ไม่หยุด หรือวัยรุ่นที่กำลังโมโหและต่อต้าน ในช่วงเวลาเหล่านั้น การควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ความจริงคือ การตะคอกหรือทำโทษด้วยความรุนแรง ไม่เคยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แถมยังอาจสร้างรอยแผลในใจลูกโดยที่เราไม่รู้ตัว

โชคดีที่ยังมีทางเลือกอื่น และหนึ่งในนั้นคือ “วินัยเชิงบวก” (Positive Discipline)  เราได้พูดคุยกับ ศาสตราจารย์ลูซี คลูเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมสงเคราะห์เด็กและครอบครัวจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นคุณแม่ของลูกชายสองคน เพื่อเรียนรู้ว่าแนวทางการเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงบวก นั้นช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสอนทักษะชีวิตที่สำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการมีวินัยในตนเองได้อย่างไร

จำไว้ว่า: ไม่มีเด็กคนไหนที่ "ไม่ดี"

มีแต่ "พฤติกรรม" ที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น

ทำไมควรสอนลูกด้วยวินัยเชิงบวก?

“พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากตะคอกหรือลงไม้ลงมือกับลูกหรอกค่ะ เราทำเพราะรู้สึกเครียด และมองไม่เห็นทางเลือกอื่นต่างหาก” ศาสตราจารย์คลูเวอร์กล่าว

มีหลักฐานชัดเจนว่า การตะคอกหรือการใช้ความรุนแรงไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมลูกดีขึ้นเลย ในทางตรงกันข้าม กลับสร้างผลเสียต่อเนื่องในระยะยาว เด็กที่ถูกตะคอกหรือถูกตีซ้ำ ๆ อาจต้องเผชิญกับ "ความเครียดที่เป็นพิษ" ซึ่งส่งผลกระทบยาวนานไปถึงอนาคต ตั้งแต่ความเสี่ยงในการเรียนไม่จบ ภาวะซึมเศร้า การติดยา ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย และโรคหัวใจในวัยผู้ใหญ่

ศาสตราจารย์คลูเวอร์เปรียบเทียบว่า "มันก็เหมือนกับการบอกว่า เอ้า! กินยาไป แต่มันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ แถมอาจทำให้ป่วยยิ่งกว่าเดิมด้วย เมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งหนึ่งไม่เวิร์ก ก็คือเหตุผลที่ดีที่เราควรมองหาวิธีใหม่”

แทนที่จะเน้นแต่การลงโทษหรือบังคับให้ลูกหยุดทำพฤติกรรมบางอย่าง วินัยเชิงบวกชวนให้พ่อแม่เปลี่ยนมาเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี สื่อสารด้วยความเข้าใจ และวางกรอบความคาดหวังให้ชัดเจน ข่าวดีคือ…วิธีนี้ใช้ได้ผลจริง! และนี่คือแนวทางที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้

 

1. ใช้เวลาคุณภาพกับลูกแบบตัวต่อตัว

การใช้เวลาแบบตัวต่อตัวกับลูกคือหัวใจของการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก “อาจจะใช้เวลาวันละ 20 นาที หรือแค่ 5 นาทีก็ยังได้” ศาสตราจารย์คลูเวอร์อธิบาย “คุณสามารถใช้เวลานี้ควบคู่ไปกับกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างจานไปด้วยกันพร้อมร้องเพลง หรือพูดคุยกันสบาย ๆ ระหว่างตากผ้า”

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การให้ความสนใจกับลูกอย่างเต็มที่ ปิดทีวี วางโทรศัพท์ และก้มลงไปอยู่ในระดับสายตาของลูก ให้ช่วงเวลานั้นเป็นแค่ของคุณกับเขาจริง ๆ

2. ชื่นชมพฤติกรรมดี ๆ ของลูก

หลายครั้งที่พ่อแม่มักจะโฟกัสไปที่พฤติกรรมที่ไม่ดีของลูก และรีบตำหนิทันที ซึ่งอาจทำให้ลูกเข้าใจผิดว่า การทำผิดคือวิธีหนึ่งที่จะได้รับความสนใจจากพ่อแม่ และอาจทำให้พฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

ในทางตรงกันข้าม เด็ก ๆ เติบโตได้ดีเมื่อได้รับคำชม เพราะสิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และเป็นคนพิเศษ “ลองสังเกตเวลาที่ลูกทำสิ่งดี ๆ แล้วชื่นชมเขา แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น เล่นกับพี่น้องได้ดีเพียงห้านาทีก็ตาม” ศาสตราจารย์คลูเวอร์แนะนำ “การชื่นชมแบบนี้จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี โดยไม่ต้องพึ่งการลงโทษ”

3. สื่อสารความคาดหวังให้ชัดเจน

“บอกลูกให้ชัดเจนว่าคุณอยากให้เขาทำอะไร จะได้ผลมากกว่าการบอกว่าห้ามทำอะไร” ศาสตราจารย์คลูเวอร์อธิบาย “เช่น ถ้าคุณบอกว่า ‘อย่าซนนะ’ หรือ ‘เป็นเด็กดีนะ’ ลูกอาจไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าต้องทำอย่างไร” การสื่อสารอย่างชัดเจน เช่น “ช่วยเก็บของเล่นทั้งหมดใส่กล่องหน่อยนะ” จะช่วยให้ลูกเข้าใจว่าคุณคาดหวังอะไร และมีแนวโน้มจะทำตามได้มากขึ้น

“แต่สิ่งสำคัญคือ ความคาดหวังนั้นต้องเหมาะสมกับวัยและความสามารถของลูกด้วย อย่างถ้าคุณขอให้เขานั่งเงียบทั้งวัน คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าขอให้เงียบแค่ 10 นาที ตอนที่คุณคุยโทรศัพท์ แบบนี้จะมีความสำเร็จมากกว่า” ศาสตราจารย์คลูเวอร์เสริม “คุณรู้ดีที่สุดว่าลูกของคุณทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าคุณตั้งความคาดหวังที่สูงเกินไป ลูกก็อาจไปไม่ถึงเป้าหมายนั้นได้”

4. เบี่ยงเบนความสนใจอย่างสร้างสรรค์

เมื่อลูกเริ่มมีพฤติกรรมที่จัดการยาก การเบี่ยงเบนความสนใจลูกไปสู่กิจกรรมที่สร้างสรรค์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดี ศาสตราจารย์คลูเวอร์อธิบายว่า “การเปลี่ยนจุดสนใจไปที่สิ่งอื่น เช่น ชวนคุยเรื่องอื่น ชวนเล่นเกม พาไปทำกิจกรรมในอีกห้องหนึ่ง หรือพาออกไปเดินเล่น จะช่วยให้ลูกเปลี่ยนไปใช้พลังงานกับพฤติกรรมในทางบวกได้”

จังหวะเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ การเบี่ยงเบนความสนใจไม่ใช่แค่การแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังรวมถึงการมองเห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น เมื่อลูกเริ่มกระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือเมื่อเห็นพี่น้องเริ่มแย่งของเล่นกัน การเข้าไปจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

5. สื่อสารอย่างใจเย็นว่าทุกการกระทำมีผลตามมา

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการเติบโต คือการเรียนรู้ว่า "การกระทำทุกอย่างมีผลที่ตามมา" การช่วยให้ลูกเข้าใจสิ่งนี้ จะช่วยให้เขาค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมและเรียนรู้ความรับผิดชอบด้วยตัวเอง

เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการให้ลูกมีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการอธิบายอย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร  เช่น ถ้าลูกกำลังขีดเขียนกำแพง ลองบอกว่าให้หยุด ไม่เช่นนั้นเขาจะหมดเวลาเล่น วิธีนี้ช่วยเตือนให้ลูกรู้ตัวและให้โอกาสเขาเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน 

หากลูกยังไม่หยุด คุณควรทำตามที่พูดไว้อย่างใจเย็น โดยไม่แสดงความโกรธ “และอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองด้วยนะคะ เพราะมันไม่ง่ายเลย!” ศาสตราจารย์คลูเวอร์เสริม

ในทางกลับกัน หากลูกหยุดทำตามที่คุณขอ อย่าลืมชมเขาเยอะ ๆ เพราะนี่คือการสร้าง “วงจรบวก” ให้เขารู้ว่า พฤติกรรมดี ๆ ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน “การสื่อสารอย่างใจเย็นถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เป็นวิธีที่ดีในการสอนเด็ก ๆ ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเขา”
ความสม่ำเสมอคือหัวใจของการเลี้ยงลูกเชิงบวก เราจึงควรทำตามสิ่งที่พูดไว้ให้ได้ และต้องแน่ใจว่าผลลัพธ์นั้นเหมาะสมและเป็นไปได้จริง “คุณอาจยึดโทรศัพท์ลูกวัยรุ่นได้หนึ่งชั่วโมง แต่ถ้ายึดทั้งสัปดาห์ อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในความเป็นจริง”

 

สานสัมพันธ์กับเด็กเล็ก

การใช้เวลาตัวต่อตัวกับลูกน้อยนั้น ทั้งสนุกและไม่ต้องเสียเงินเลย! “แค่เลียนแบบสีหน้าท่าทางของลูก เคาะช้อนกับหม้อ หรือร้องเพลงด้วยกัน ก็สามารถสร้างช่วงเวลาดี ๆ ได้แล้ว” ศาสตราจารย์คลูเวอร์แนะนำ

“มีงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่า การเล่นกับลูกช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองได้อย่างมหาศาล”

 

สานสัมพันธ์กับลูกวัยโต

เช่นเดียวกับเด็กเล็ก วัยรุ่นก็ต้องการคำชม และอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ยอมรับในสายตาพ่อแม่ การใช้เวลาตัวต่อตัวยังสำคัญกับพวกเขา “พวกเขาจะดีใจมาก ถ้าคุณเต้นเล่นไปด้วยกัน หรือชวนคุยเรื่องนักร้องคนโปรดของเขา” ศาสตราจารย์คลูเวอร์กล่าว “แม้บางครั้งจะไม่แสดงออก แต่พวกเขารับรู้ได้ และนี่คือวิธีสร้างความสัมพันธ์ในแบบของเขา”

เมื่อกำหนดกติกาในบ้าน “ลองชวนลูกมาตัดสินใจร่วมกัน” ศาสตราจารย์คลูเวอร์แนะนำ “นั่งคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ รวมถึงผลลัพธ์หากไม่ปฏิบัติตาม การมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้จะช่วยให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่เข้าใจ และเคารพความเป็นตัวของเขา”

 

เคล็ดลับการรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด

ทุกครอบครัวต้องเผชิญช่วงเวลาตึงเครียด นี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่รับมือกับช่วงเวลาเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น:

 

1. หยุดพักสักนิด

พ่อแม่ทุกคนรู้ดีว่าเวลาลูกทำตัวไม่น่ารักก็จะเครียด ในช่วงเวลาแบบนี้ การหยุดแล้วถอยออกมาสักนิดเป็นเทคนิคง่าย ๆ แต่ได้ผล ศาสตราจารย์คลูเวอร์เรียกวิธีนี้ว่า “การกดปุ่มหยุดชั่วคราว” และแนะนำว่า “ลองหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ และทำอย่างนี้สัก 5 ครั้ง แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าตัวเองจะสามารถใจเย็นและมีสติมากขึ้น พ่อแม่ทั่วโลกบอกตรงกันว่า แค่หยุดพักเล็กน้อย ก็ช่วยได้มากจริง ๆ”

2. ถอยออกมาเพื่อดูแลตัวเอง

ศาสตราจารย์คลูเวอร์กล่าวว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่มักลืมดูแลตัวเอง “ลองให้เวลากับตัวเองสักนิด เช่น หลังจากที่ลูกเข้านอนแล้ว ทำสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีและผ่อนคลาย เพราะการทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีได้นั้นเป็นเรื่องยากมาก หากเราไม่ให้เวลาพักตัวเองเลย”

3. รู้จักชมตัวเอง

พ่อแม่หลายครั้งอาจลืมไปว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในแต่ละวัน และบางครั้งก็ลืมให้กำลังใจตัวเอง ศาสตราจารย์คลูเวอร์แนะนำว่า “ในแต่ละวันลองหาเวลาสักนิด เช่น ขณะแปรงฟัน แล้วถามตัวเองว่า ‘วันนี้เราทำอะไรดี ๆ ร่วมกับลูกบ้าง?’ และอย่าลืมว่า คุณทำได้ดีแล้วจริง ๆ”

และจำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในเส้นทางนี้ “พ่อแม่หลายล้านคนทั่วโลกต่างก็พยายามเหมือนกัน และบางครั้งก็พลาดได้เหมือนกัน” ศาสตราจารย์คลูเวอร์กล่าว “สิ่งสำคัญคือเราต้องกล้าที่จะเริ่มใหม่และพยายามอีกครั้ง”