#มนุษย์กรุงเทพฯxUNICEF
บ้านเคยอยู่ตรงนี้: บทสัมภาษณ์ ‘เชียร์’ อลิสา ผลไธสง จากชุมชนขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ กับการสูญเสียบ้านถึงสามครั้งเนื่องจากน้ำท่วม ภัยธรรมชาติ และโลกรวน
"เราอยู่ที่นี่ (ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน) มาตั้งแต่เกิด บ้านหลังแรกอยู่ในหมู่บ้าน ด้วยความที่ครอบครัวทำอาชีพประมง เลยตัดสินใจย้ายมาอยู่ใกล้ทะเล แต่บ้านตรงนี้เปลี่ยนมาหลายหลังแล้ว ตอนเด็กเคยมีพายุพัดหลังคาปลิวไปต่อหน้า วันนั้นคนในบ้านตัวเปียกชุ่ม ของกระจัดกระจาย จนเราต้องย้ายไปอยู่บ้านยายก่อน ช่วงแรกเอาเต็นท์มากางให้พออยู่ได้ แล้วพ่อแม่ค่อยๆ ออกทะเลหาเงินมาซ่อมบ้าน ชายฝั่งตรงนี้โดนน้ำทะเลกัดเซาะตลอด เจอลม เจอฝน เลยต้องซ่อมบ้านเรื่อยๆ จนสุดท้ายพื้นทรุด บ้านเอียง เวลาน้ำทะเลหนุนแล้วเข้าบ้านเลย เลยต้องสร้างใหม่อีก หลังปัจจุบันอยู่มาไม่กี่ปี ตอนนี้เริ่มพังบ้างแล้ว"
"บ้านของเราเคยอยู่ตรงนี้ หิวก็ออกทะเล ไม่มีเงินก็ออกทะเล ที่ผ่านมาไม่เคยคิดจะย้ายออกไปไหนเลย ถ้าวันหนึ่งชายฝั่งโดนกัดเซาะจนต้องย้ายออกไปอยู่ข้างนอก เราคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไร ชีวิตข้างนอกต่างคนต่างอยู่ มีแต่มลพิษ ที่นี่อยู่กันเหมือนพี่น้อง มีความอุดมสมบูรณ์ ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนในอดีตอยู่กันพันกว่าครัวเรือน คนค่อยๆ ย้ายออกไป ทั้งจากปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งและออกไปทำอาชีพอื่น ปัจจุบันเหลือไม่ถึงร้อยครัวเรือนแล้ว บางคนอาจชอบชีวิตข้างนอก แต่เราเคยออกไปใช้ชีวิตข้างนอกมาแล้ว ลองทำงานบริษัท แต่ทำได้ไม่กี่เดือนก็ลาออก ไม่มีความสุข ในใจรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของตัวเอง"
"จากภาพมุมสูงในอดีต เมื่อก่อนหมู่บ้านอยู่หน้าวัดขุนสมุทรจีน พอโดนกัดเซาะ ชาวบ้านต้องขยับออกมาเรื่อยๆ บางคนน่าจะเคยย้ายบ้านมาหลายสิบครั้ง ปัจจุบันวัดกลายเป็นด่านหน้าไปแล้ว เราได้ยินคำว่า ‘กัดเซาะชายฝั่ง’ มาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นถึงเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ชายฝั่งบริเวณนี้มีเขื่อนเสาไฟฟ้า เขื่อนหิน และเขื่อนไม้ไผ่ ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่บ้านก็รณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกป่าชายเลนด้วย เพื่อให้ต้นโกงกางช่วยยึดหน้าดินเอาไว้ เวลานักท่องเที่ยวมาพักโฮมสเตย์ในชุมชน เรามักชวนเขามาปลูกป่าชายเลน ทั้งได้เที่ยวและได้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย สิ่งเหล่านั้นช่วยให้การกัดเซาะชายฝั่งลดลงบ้าง"
"นอกจากรอให้ภาครัฐทำเขื่อนตามแนวชายฝั่ง คนในพื้นที่ต้องพยายามช่วยเหลือกันเองด้วย พวกเราตกลงกันไว้ว่า เวลานักท่องเที่ยวมาพักโฮมสเตย์ในชุมชน เจ้าของโฮมสเตย์จะหักเงิน 50 บาทมาไว้ใช้พัฒนาชุมชน เจ้าของโฮมสเตย์มีรายได้ หมู่บ้านก็ได้ประโยชน์ เงินก้อนนั้นจะเอามาดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ความสนุกสนานอย่างเดียว แต่มีส่วนได้พัฒนาชุมชนด้วย ตอนนี้มีเก็บไว้จำนวนหนึ่งแล้ว กว่าที่ชุมชนจะมีเขื่อนและป่าชายเลน เราสู้กันมาไม่น้อยเลย เราเองเป็นมัคคุเทศน์ของชุมชนด้วย เวลาได้เล่าเรื่องราวของที่นี่ มีคนเข้าใจมากขึ้น เกิดการเล่าต่อ แค่นี้ก็ดีใจแล้วนะคะ"
"เราเพิ่งมีลูกคนแรก ตอนนี้เลยหยุดเรียนไว้ก่อน พอลูกโตอีกหน่อย เราอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านการตลาดและการท่องเที่ยว อยากทำให้ชุมชนมีผลิตภัณฑ์ของตัวเอง และทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จัก เพื่อให้ชุมชนมีรายได้มากกว่าแค่ประมง ถ้าวันใดวันหนึ่งออกทะเลไม่ได้ ชาวบ้านจะได้มีรายได้ทางอื่นอีก ผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ (ผู้ใหญ่โพธิ์-วิษณุ เข่งสมุทร) เรียนจบสูง เคยมีคนชักชวนไปทำงานข้างนอก แต่เขากลับมาพัฒนาชุมชน รายได้น้อย บางครั้งต้องชักเนื้อตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็อยากให้ชุมชนดีขึ้น เขาเป็นตัวอย่างให้เรา ชาวบ้านที่เหลือรักชุมชน พวกเขาไม่ได้อยากย้ายไปไหน มีแต่อยากหาทางป้องกันและพัฒนาให้ดีขึ้น"
"ถ้าเป็นไปได้ เราอยากให้ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนมีศูนย์การเรียนรู้ เป็นสถานที่ให้คนเข้าใจความเป็นมาของพื้นที่ และอยากให้ศูนย์การเรียนรู้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนข้างนอกได้เข้ามาเที่ยวเยอะๆ เรามองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ที่จะตามมา ถ้าคนในสังคมรู้จักชุมชนบ้านขุนสมุทรจีนมากขึ้น มีหลายเสียงส่งออกไป ที่นี่จะไม่ใช่แค่หมู่บ้านเงียบๆ แล้ว ต่อไปอาจเกิดการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น พวกเขาจะทิ้งเราไม่ลง โลกในปัจจุบันร้อนกว่าในอดีต บางช่วงลมฟ้าอากาศแปรปรวน ถ้าวันข้างหน้าชายฝั่งโดนกัดเซาะ หรือมีพายุเข้ามาจนเกิดความเสียหาย อาจมีการช่วยเหลือเร็วกว่าในปัจจุบัน"
เด็ก คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งต่อตัวเอง คนใกล้ตัว และความไม่แน่นอนของชีวิตในอนาคต แต่ความต้องการของพวกเขามักถูกมองข้ามจากผู้ใหญ่ เสียงที่ส่งออกมาอาจมีคนได้ยินบ้าง แต่น้อยคนที่เปิดใจรับฟัง
ยูนิเซฟจึงเปิดตัวแคมเปญ #CountMeIn เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบที่เด็กๆ เผชิญ เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้บอกเล่าความคิดเห็นและความต้องการของพวกเขา
เราต้องการให้เด็กและเยาวชนอยู่ในสมการเรื่องการพูดคุยและการแก้ไขเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นั่นเพราะพวกเขาคือคนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นคนที่ต้องอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกนาน
ยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้มีอำนาจตัดสินใจเร่งปกป้องเด็กๆ จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น โดยปรับบริการต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก และเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตในสภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป ตลอดจนจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาด้านนี้ที่ให้ความสำคัญกับเด็ก
ในประเทศไทย ยูนิเซฟทำงานร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตร เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการพูดคุยและแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ
บทสัมภาษณ์ต้นฉบับเผยแพร่บนเพจ มนุษย์กรุงเทพฯ