รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ยูนิเซฟ ประเทศไทย
ความก้าวหน้าที่ยั่งยืนไปตลอดทั้งชีวิต
- English
- ไทย
ความสำเร็จ เพื่อเด็กทุกคน
ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปี 2568 ที่ผ่านมา ว่าความก้าวหน้าเพื่อเด็ก สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย โลกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศยังคงรอการแก้ไข ทั้งด้านการศึกษา ภาวะทุพโภชนาการ รวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึงอีกหลายอย่าง ยูนิเซฟภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็กทุกคน ซึ่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ของเราจะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน
ทั้งเรื่องราวของเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาร่วมแบ่งปันความคิดและพลังของพวกเขา เพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปฏิรูปการศึกษา ตลอดจนถึงโภชนาการ และยังมีความสำเร็จครั้งสำคัญอย่างการผ่านกฎหมายห้ามการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ และการเปิดโอกาสให้เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติกว่า 150,000 คน ได้มีสถานะทางกฎหมาย
นี่คือเรื่องราวของความร่วมมือ ระหว่างยูนิเซฟกับรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ชุมชน ประชาชนชาวไทย รวมถึงเด็กและเยาวชนเอง เราได้ยืนหยัดเคียงข้างกัน ในช่วงน้ำท่วม และในเหตุความขัดแย้งที่คุกคามชีวิตของเด็ก แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราได้ร่วมกันกำหนดเส้นทางสู่ความก้าวหน้าที่มากขึ้นสำหรับประเทศและเด็กทุกคน
อ่านเรื่องราวอันทรงพลังเหล่านี้ได้ที่นี่
12 ความก้าวหน้า เพื่อเด็กในประเทศไทย
ในปี 2568 เราได้เห็นความก้าวหน้าเพื่อเด็กที่ชัดเจนและจับต้องได้ ทั้งในหมู่บ้านที่ห่างไกลไปจนถึงเวทีประชุมระดับโลกด้านสภาพภูมิอากาศ เด็กและเยาวชนได้เติบโต มีส่วนร่วม และสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยมียูนิเซฟ ผู้บริจาค ผู้สนับสนุนและพันธมิตร ต่าง ๆ เป็นพลังสำคัญอยู่เบื้องหลัง ความก้าวหน้าเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่กฎหมายในการคุ้มครองเด็กกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนโครงการริเริ่มใหม่ ๆ ที่ช่วยสนับสนุนเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชน
ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวันนี้และวันข้างหน้า
ตลอดปี 2568 เยาวชนมีบทบาทสำคัญในงานของยูนิเซฟ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมออกแบบโครงการ การวางกลยุทธ์เพื่อการรณรงค์ การมีส่วนร่วมในการร่างนโยบายระดับชาติ และการรณรงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนของยูนิเซฟ และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เยาวชนเหล่านี้ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ มุมมอง และไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่โครงการและแผนงานสำคัญเพื่ออนาคต ยูนิเซฟสนับสนุนความสำเร็จของพวกเขาด้วยการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และอบรมผู้ปฏิบัติงานด้านเยาวชน เพื่อให้เยาวชนกลุ่มเปราะบางหรือเยาวชนที่กำลังเผชิญความท้าทายในชีวิตได้รับการดูแลและสนับสนุนที่ดียิ่งขึ้น
สู่อนาคตด้วยความหวัง
สุชานันท์ "ต้นหอม" ตั้งจิตเสถียรกุล เยาวชนนักเคลื่อนไหว วัย 18 ปี ผู้เขียนคำนำให้กับรายงานฉบับนี้ ได้สะท้อนถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน
จากประสบการณ์ของเธอเองที่สามารถก้าวผ่านวัยเด็กอันยากลำบากมาได้ด้วยการสนับสนุนที่เหมาะสม ต้นหอมได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ผ่านบทบาทของเธอทั้งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนของยูนิเซฟ และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ต้นหอมได้เห็นด้วยตาตนเองว่า เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ขอเพียงแค่ให้ผู้ใหญ่เปิดใจรับฟัง สิ่งที่เธอต้องการจะสื่อออกมานั้นชัดเจนว่า เยาวชนมีความสามารถ เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมร่วมสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าสำหรับทุกคน
คนรุ่นใหม่ คือหัวใจของงานด้านสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และอนาคตของเด็ก ๆ ในประเทศไทย เด็กถึงร้อยละ 94 เคยเผชิญกับภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมาแล้วมากกว่า 3 ประเภท ยูนิเซฟจึงทำงานร่วมกับรัฐบาล โรงเรียน และเยาวชน เพื่อให้การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างเร่งด่วน มีการลงมือทำอย่างจริงจัง และคำนึงถึงเด็กเป็นศูนย์กลาง
ในปี 2568 ยูนิเซฟสนับสนุนการนำแนวทางการศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Education) มาใช้ จัดทำข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวางแผนและนโยบายระดับชาติ และช่วยเสริมศักยภาพของเครือข่ายเยาวชนในการลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง ซึ่งเยาวชนเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพ ผ่านการทำโครงการรณรงค์ การทำโครงการในระดับท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในการหารือด้านสภาพภูมิอากาศในเวทีโลก พวกเขาควรมีบทบาทในการร่วมตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง
คุ้มครองเด็กในโลกออนไลน์
อินเทอร์เน็ตช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ เชื่อมต่อกับผู้อื่น และสำรวจโลกกว้าง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงร้ายแรงได้เช่นกัน ในประเทศไทย เด็ก 1 ใน 10 คน มีประสบการณ์ถูกภัยคุกคาม ถูกล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางช่องทางออนไลน์ ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ก็กำลังเปิดช่องทางใหม่ ๆ ให้ผู้กระทำผิดหลอกลวงและทำร้ายเด็กได้มากขึ้น ยูนิเซฟทำงานต่อเนื่องร่วมกับภาครัฐ ครู ตำรวจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเยาวชน เพื่อทำให้โลกดิจิทัลเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ในปี 2568 ยูนิเซฟสนับสนุนการอบรม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบแจ้งเหตุ พัฒนาระบบการสืบสวนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และให้ความรู้เพื่อความเท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมทั้งช่วยให้เด็ก ๆ และทุกคนในชุมชนตระหนักถึงความเสี่ยงและการป้องกันภัยจากโลกออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นได้ผ่านแคมเปญ #สงสัยไว้ก่อน และคู่มือความปลอดภัยบนโลกออนไลน์
เพราะเด็กทุกคน ควรเติบโตอย่างปลอดภัย
มีเด็กอีกจำนวนมากในประเทศไทย ที่เผชิญกับความรุนแรงในสถานที่ที่พวกเขาควรรู้สึกปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของเด็กไทยเคยถูกลงโทษด้วยความรุนแรง การลงโทษทางร่างกายและจิตใจ การกลั่นแกล้ง และการถูกล่วงละเมิด ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ สุขภาพจิต และโอกาสในอนาคตของเด็กได้
ในปี 2568 ที่ผ่านมา ยูนิเซฟทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน ชุมชน ครอบครัว ภาคประชาสังคม และเยาวชน ในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่เป็นอันตรายและเสริมสร้างการคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เราเริ่มต้นปีด้วยก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในการมีกฎหมายห้ามการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงในทุกรูปแบบ และยูนิเซฟยังคงสนับสนุนการป้องกันความรุนแรง การเสริมสร้างบริการด้านการคุ้มครองเด็กให้ดียิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ
รับมือวิกฤต โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลาง
เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ชีวิตของเด็ก ๆ มักได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในปี 2568 ประเทศไทยเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรง เหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดน และวิกฤตอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อบ้าน โรงเรียน และชุมชน รวมถึงเด็กมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วประเทศ
ยูนิเซฟทำงานร่วมกับภาครัฐและพันธมิตรต่าง ๆ ในการสนองตอบต่อความต้องการเร่งด่วนของเด็ก ส่งมอบชุดสุขอนามัยและสื่อการเรียนรู้ จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยและสนับสนุนการดูแลด้านจิตสังคม ในพื้นที่อพยพ การมีพื้นที่ที่เป็นมิตรกับเด็กช่วยให้เด็ก ๆ ได้เล่น ฟื้นฟูสภาพจิตใจ และกลับมามีความรู้สึกเป็นปกติอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็ได้รับการอบรมเพื่อช่วยดูแลเด็กที่กำลังเผชิญกับความเครียดและมีบาดแผลทางใจ ยูนิเซฟยังช่วยสนับสนุนครอบครัวและโรงเรียนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตอีกด้วย
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
- เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร 702 คน ได้รับการอบรมด้านสุขภาพจิตและการคุ้มครองเด็กโดยยูนิเซฟ
- เด็กและเยาวชน 32,159 คน ได้รับการสนับสนุนด้านจิตใจผ่านกิจกรรมและบริการช่วยเหลือ
- ประชากรกว่า 630,000 คน รวมถึงเด็ก 123,000 คน ใน 6 จังหวัดตามชายแดนต้องอพยพ
- ประชากรกว่า 7,000 คน ได้รับชุดสุขอนามัยและเครื่องใช้สำหรับเด็กเล็กจากยูนิเซฟ
- มีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก 149 แห่ง รองรับเด็ก 19,721 คน
สถานการณ์น้ำท่วม
- เด็กกว่า 519,000 คนได้รับผลกระทบ โดยจำนวนมากต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
- เด็ก 12,500 คน ยังสามารถเล่นและเรียนรู้ได้ผ่าน “กล่องมหัศจรรย์” จากยูนิเซฟ
- ยูนิเซฟแจกจ่ายชุดสุขอนามัยและของใช้สำหรับทารกให้แก่ประชาชน 5,700 คน รวมถึงเด็ก
- เด็ก 148,000 คนได้รับผลกระทบด้านการศึกษา และโรงเรียนอย่างน้อย 1,090 แห่งได้รับความเสียหาย
- ยูนิเซฟให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวกว่า 18,000 คนตลอดช่วงน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
ทุกช่วงขณะล้วนสำคัญ
ช่วงขวบปีแรก ๆ ของเด็กเป็นรากฐานสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของพวกเขาไปตลอดชีวิต ทว่า ยังมีเด็กเล็กจำนวนมากในประเทศไทยที่ไม่ได้รับโภชนาการ การเรียนรู้ การดูแล และการคุ้มครองที่จำเป็นต่อการเติบโตและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ยูนิเซฟใช้แนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบองค์รวม โดยทำงานเพื่อขยายการคุ้มครองทางสังคม พัฒนาคุณภาพการดูแลเด็ก เสริมความเข้มแข็งให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสนับสนุนพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก
ในปี 2568 ยูนิเซฟสนับสนุนการเผยแพร่คำแนะนำด้านการเลี้ยงดูเด็ก ข้อมูลด้านโภชนาการ ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริงสำหรับครอบครัวและครู ยูนิเซฟกำลังทำงานเพื่ออนาคตที่เด็กทุกคนจะได้รับโอกาสเริ่มต้นชีวิตอย่างเท่าเทียมและเหมาะสม โดยร่วมกับโรงเรียนพ่อแม่ในเมือง ตลอดไปจนถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ห่างไกล
วิกฤตโภชนาการสองด้านของเด็กในประเทศไทย
โภชนาการที่ดีช่วยให้เด็กเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่เด็กจำนวนมากในประเทศไทยยังเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการสองด้าน คือ ภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากการได้รับโภชนาการไม่เพียงพอ และภาวะน้ำหนักเกินจากการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งสองปัญหาสามารถส่งผลต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และโอกาสในอนาคตของเด็ก รวมถึงสร้างภาระระยะยาวให้กับประเทศ
ยูนิเซฟทำงานร่วมกับภาครัฐ โรงเรียน หน่วยงานด้านสาธารณสุข ชุมชน และภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ไปจนถึงเด็กที่เติบโตเป็นวัยรุ่น ในปี 2568 ยูนิเซฟสนับสนุนการเผยแพร่คำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับแม่ การพัฒนาอาหารกลางวันที่ดีต่อสุขภาพในโรงเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ และแคมเปญที่นำโดยเยาวชนเพื่อส่งเสริมการเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
ให้เด็กทุกคนเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
การศึกษาเป็นเหมือนดั่งประตูที่เปิดไปสู่โอกาสให้เด็ก ๆ ทุกคน แต่ก็ยังมีนักเรียนจำนวนมากในประเทศไทยที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน หรืออาจเรียนจบโดยที่ยังไม่มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ยูนิเซฟจึงทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตร เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา พัฒนาการเรียนการสอน เสริมสร้างทักษะการอ่านขั้นพื้นฐาน และทำให้การเรียนรู้ตอบโจทย์สำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 มากยิ่งขึ้น
ในปี 2568 ยูนิเซฟให้การสนับสนุนการพัฒนาครูผ่านการอบรมครูในโครงการ One Teacher Thailand จัดให้มีห้องสมุดเคลื่อนที่เพื่อนำหนังสือไปให้เด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้อ่าน รวมถึงรณรงค์และขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เพราะเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครหรืออาศัยอยู่ที่ใดก็ตาม
การลงทุนในเด็กคือเรื่องจำเป็นเร่งด่วน
ยังมีเด็กในประเทศไทยอีกจำนวนมากที่ถูกฉุดรั้งเอาไว้ด้วยความยากจน ความไม่เท่าเทียม และเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐาน ยูนิเซฟทำงานร่วมกับภาครัฐและพันธมิตรต่าง ๆ ในการนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ในปี 2568 ยูนิเซฟจัดทำรายงานการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย (Human Capital Development in Thailand) ที่รวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะสำหรับประเด็นด้านความยากจน การศึกษา และประเด็นสำคัญอื่น ๆ
ยูนิเซฟรณรงค์เพื่อให้มีการลงทุนสาธารณะที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น รวมถึงการขยายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก (Child Support Grant) และการให้ความช่วยเหลือที่มากขึ้นแก่ครัวเรือนเปราะบาง นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังช่วยให้คนหนุ่มสาวที่หลุดออกจากระบบการศึกษาหรือตลาดแรงงานได้กลับมามีทักษะ ความมั่นใจ และโอกาสอีกครั้ง ผ่านโครงการส่งเสริมการจ้างงานสำหรับเยาวชน
คืนอนาคตให้เด็กไร้สัญชาติ
เมื่อปราศจากสถานะบุคคลทางกฎหมาย เด็ก ๆ ก็เหมือนจะไร้ตัวตนไปจากระบบที่ควรจะปกป้องคุ้มครองพวกเขา เด็กไร้สัญชาติจะถูกจำกัดการเข้าถึงสิทธิ บริการ การศึกษา การเดินทาง รวมถึงโอกาสในอนาคตของพวกเขา ยูนิเซฟทำงานร่วมกับภาครัฐและพันธมิตรเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกอยู่ในภาวะไร้สัญชาติ ด้วยการส่งเสริมการจดทะเบียนเกิด และช่วยให้เด็ก ๆ และครอบครัวสามารถยื่นคำร้องเพื่อให้ได้รับสถานะทางกฎหมาย
หลังจากมติคณะรัฐมนตรีที่สำคัญในปี 2567 ยูนิเซฟช่วยให้เด็กและครอบครัวที่ไม่มีสถานะบุคคลและไร้สัญชาติ ได้เข้าสู่กระบวนการขอสถานะทางกฎหมายในปี 2568 ซึ่งเปิดประตูแห่งโอกาสครั้งใหม่สู่การศึกษา การคุ้มครอง และการมีส่วนร่วมในสังคม
เกือบ 80 ปีแล้วที่ยูนิเซฟทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ภารกิจของเราขับเคลื่อนด้วยความเชื่อร่วมกันมาโดยตลอดว่า เด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียม
ในปี 2568 พันธมิตรหลักของยูนิเซฟ ยังคงเป็นรัฐบาลไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น เราร่วมกันให้การช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งน้ำท่วมและความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น นอกจากนี้ เรายังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อนำข้อมูลเชิงประจักษ์ไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านรายงานการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย ที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รวมถึงการสนับสนุนเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา การจ้างงานหรือการฝึกอบรม ผ่านการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย
เด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ ก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญของยูนิเซฟเช่นกัน เช่น คณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนยูนิเซฟ (YPAB) เครือข่ายอาสาสมัคร I AM UNICEF ตลอดไปจนถึงสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ช่วยสะท้อนมุมมองและทำให้การทำงานของยูนิเซฟตอบโจทย์มากขึ้น
พันธมิตรภาคเอกชนของเราช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้แก่เด็กและครอบครัว ในปี 2568 ยูนิเซฟทำงานร่วมกับมูลนิธิ บีเจซี บิ๊กซี เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย และส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพในห้างบิ๊กซี และยังได้ร่วมกับพันธมิตรอย่าง แพนดอร่า และ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการสนับสนุนโครงการด้านสะเต็มศึกษา ทักษะสำหรับเยาวชน และเส้นทางอาชีพในอนาคต นอกจากนั้น กลุ่มเซ็นทรัล เซ็นทรัลพัฒนา ท็อปส์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ และสยามพิวรรธน์ ก็ร่วมสนับสนุนงานของยูนิเซฟและช่วยขยายการสื่อสารของยูนิเซฟให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างขึ้น
เราขอขอบคุณ คุณอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรีของเรา และ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตสันถวไมตรีของยูนิเซฟประจำประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านเด็ก เชื่อมโยงยูนิเซฟกับสังคมไทย และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
เหนือสิ่งอื่นใด ยูนิเซฟขอขอบคุณคนไทยทุกคนและพันธมิตรทุกท่านที่ร่วมยืนเคียงข้างเราในปี 2568 เพราะความร่วมมือของทุกฝ่าย กำลังสร้างประเทศไทยที่ทุกคนจะได้เริ่มต้นชีวิตอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม
10 ความก้าวหน้าเพื่อเด็กทั่วโลก
การลงทุนในเด็กคือกุญแจสู่อนาคตของประเทศไทย
รายงานฉบับนี้เริ่มต้นด้วยพลังของความหวังจากคนรุ่นใหม่ และผมอยากปิดท้ายด้วยความรู้สึกเดียวกัน แม้ว่าเด็ก ๆ ในประเทศไทยจะเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ และศักยภาพที่น่าทึ่ง
ตลอดปีที่ผ่านมา ยูนิเซฟและพันธมิตรช่วยเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่จับต้องได้ การผ่านกฎหมายห้ามการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ หลังจากผลักดันอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ เป็นการสื่อข้อความอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงต่อเด็กเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในทุกกรณี ผู้คนนับล้านทั่วประเทศ ร่วมกันเรียกร้องให้มีโภชนาการที่ดีขึ้น การคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้น และทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นสำหรับเด็ก เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ยูนิเซฟยืนเคียงข้างเด็กและครอบครัว ไม่เพียงแต่ในช่วงวิกฤตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการฟื้นฟูด้วย
นับตั้งแต่วันที่ผมเข้ามารับตำแหน่งที่ยูนิเซฟ ประเทศไทย ผมได้เห็นความมุ่งมั่นของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ พรสวรรค์และความหวังของพวกเขามีพลังมาก แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการสนับสนุนด้วยการลงทุนที่มากขึ้น เด็กทุกคนสมควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ โภชนาการที่ดี การดูแลสุขภาพจิต การคุ้มครองจากความรุนแรง และโอกาสเริ่มต้นชีวิตที่เท่าเทียม
ศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยคือสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน
ความรับผิดชอบนี้เป็นของเราทุกคน ทั้งรัฐบาล ยูนิเซฟ ภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ประชาชนชาวไทย รวมถึงเด็กและเยาวชนเอง ต่างมีบทบาทที่ต้องรับผิดชอบ อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะประเทศที่มีอัตราการเกิดลดลง เราจึงไม่อาจปล่อยให้ศักยภาพของเด็กคนใดสูญเปล่าได้
ต้นหอมปิดท้ายคำนำของเธอด้วยความหวัง ถึงคราวที่เราต้องเปลี่ยนความหวังให้เป็นการลงมือทำ
อ่านรายงานฉบับเต็ม
Highlights
รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ของยูนิเซฟ ประเทศไทย ฉบับนี้ได้บันทึกความก้าวหน้าสำคัญ เพื่อเด็กทุกคนในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายมากมายตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่กฎหมายที่ห้ามการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ทำให้ยูนิเซฟสามารถช่วยเด็กไร้สัญชาติกว่า 33,000 คนในการขอสถานะบุคคลทางกฎหมาย อีกทั้งยังแสดงให้เราได้เห็นว่า การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงและยั่งยืนได้อย่างไร รายงานนี้ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเด็กและเยาวชนในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยมีเด็กและเยาวชนกว่า 21,000 คนร่วมให้ข้อเสนอแนะต่อยุทธศาสตร์ระดับชาติ 10 ปี ของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังรวบรวมความสำเร็จที่สำคัญตลอดปี 2568 ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ การคุ้มครองเด็ก และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่ายังมีงานอีกมากที่ต้องเดินหน้าต่อไป
หัวใจของรายงานฉบับนี้คือเรื่องราวของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็งและเสียงของพวกเขา และผลลัพธ์ของการลงทุนเพื่ออนาคตของเด็ก ว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยในภาพรวมได้อย่างไร ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือการวางรากฐานระบบเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ยูนิเซฟและพันธมิตรยังคงยึดเด็กเป็นศูนย์กลางของการทำงานในทุกมิติ
อ่านเรื่องราวต่าง ๆ ได้จากรายงานฉบับเต็มนี้











