อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กคืออะไร
สิทธิเด็กที่เราทุกคนควรรู้
- English
- ไทย
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ที่ได้มีการรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในที่ประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดในโลกถึง 196 ประเทศ ข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์นี้คือ การที่ผู้นำทั่วโลกได้มาร่วมให้คำมั่นว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการคุ้มครอง ดูและ และมีโอกาสเติบโตอย่างเต็มศักยภาพและเท่าเทียมกัน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา อนุสัญญาฯ ฉบับนี้ ได้กลายเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนสิทธิเด็กทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ ในปี พ.ศ. 2535
อย่างไรก็ดี ยังมีเด็ก และเยาวชนหลายล้านคนทั่วโลกที่ยังตกหล่น ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่นานาประเทศได้ให้สัญญาไว้เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ มากมาย เช่น ความยากจน ความรุนแรงต่อเด็ก รวมถึงความไม่เท่าเทียม เด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมากยังไม่ได้รับโอกาสที่จะมีบทบาทเข้ามามีส่วนร่วม หรือได้รับการรับฟัง แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายใหม่ ๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านสุขภาพจิต ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
วันนี้ สิทธิเด็ก จึงไม่ใช่เพียงคำมั่นในอดีต แต่คือภารกิจที่เราทุกคนต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเด็กทุกคน ยูนิเซฟขอเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้สังคมได้เข้ามาร่วมกันเติมเต็มสัญญา และยืนหยัดเคียงข้างเด็ก ๆ ที่กำลังลุกขึ้นมาด้วยศักยภาพของตนเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกเพื่อเด็กทุกคน
พลังแห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
“เด็ก” คือบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี (เว้นแต่กฎหมายของประเทศจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น) เป็นผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านต่างๆ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งประเทศไทยลงนามภาคยานุวัติรับรอง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 นั่นหมายความว่า รัฐบาลมีพันธะผูกพันที่จะดำเนินการให้เด็ก ๆ ทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันตามอนุสัญญาฯ รวมทั้งรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติด้วย
สิทธิเด็กที่ผู้ใหญ่ต้องรู้ มีอะไรบ้าง?
อนุสัญญาฯ ทั้งหมด 54 ข้อ จะประกอบไปด้วยสาระสำคัญเรื่องสิทธิของเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม และตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ และถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง มาทำความเข้าใจและความสำคัญของแต่ละด้านกันดีกว่า
เด็กทุกคนควรได้เริ่มต้นชีวิตอย่างแข็งแรง
แต่ความจริง เด็กจำนวนมากยังคงเข้าไม่ถึงอาหารที่จำเป็นและสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่พวกเขาสมควรได้รับ
1. สิทธิที่จะมีชีวิตรอด
เริ่มตั้งแต่เมื่อแรกเกิด เด็ก ๆ มีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด ได้รับการจดทะเบียนเกิด มีสิทธิที่จะมีชื่อ ได้สัญชาติ และได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดาของตน ไม่ถูกแยกจากครอบครัว รวมทั้งได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสม โดยรัฐมีหน้าที่ประกันสิทธิเหล่านี้ และจัดหาบริการพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีชีวิตรอด และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็น การสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานในยามเจ็บป่วย ในด้านโภชนาการ ก็ต้องมีอาหารที่ดีมีประโยชน์ที่เหมาะสำหรับเด็ก มีน้ำดื่มที่สะอาด ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชน ที่สะอาด ตลอดจนโอกาสเข้าถึงการพัฒนาต่อไปในอนาคต ฯลฯ
2. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง
เมื่อเด็ก ๆ ได้เกิดและรอดชีวิตมาแล้ว สิ่งต่อมาที่พวกเขาควรได้รับคือการปกป้องคุ้มครอง คือได้รับความคุ้มครองจากการใช้ความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ และยังรวมไปถึงการคุ้มครองจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย การทำงานอันตราย หรือขัดขวางการศึกษา ในเรื่องสารเสพติดก็เช่นกัน เด็ก ๆ จะต้องได้รับการคุ้มครองจากสารอันตราย สารมีพิษ และสิ่งเสพติดต่าง ๆ อีกหนึ่งการให้ความคุ้มครองที่สำคัญยิ่ง ก็คือ คุ้มครองจากการค้ามนุษย์ การขายและการลักพาเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และการแสวงประโยชน์กับเด็กในทุกรูปแบบโดยรัฐจะมีหน้าที่ต้องฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรีอีกด้วย
ในแง่ของกระบวนการกฎหมาย แม้จะเป็นเด็กก็มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน และมีลักษณะเฉพาะตัวอีกด้วย นั่นคือ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การให้ปากคำ ตลอดจนถึงการพิจารณาคดี จะต้องถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ สำหรับเด็กที่ถูกพรากจากครอบครัว จะต้องได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเหมาะสม ตามภูมิหลังทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมของเด็ก ในภาวะสงคราม เด็กๆ ต้องได้รับการคุ้มครองจากภัยสงคราม ไม่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร หรือมีส่วนร่วมในการสู้รบ ในกรณีที่เด็กเป็นผู้ลี้ภัย จะได้รับการช่วยเหลือ และได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ
3. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา
เพราะเด็กในวันนี้คืออนาคตของชาติในวันข้างหน้า การศึกษาและพัฒนาการจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เริ่มตั้งแต่ที่เด็ก ๆ จะต้องได้รับบริการพัฒนาปฐมวัย และได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่หลากหลาย โดยมีพ่อแม่เป็นผู้คอยช่วยแนะนำ ขณะที่เด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ เช่น เด็กพิการ ก็ต้องได้รับการดูแลให้มีชีวิตที่ปกติสุข ได้รับโอกาสพัฒนาและการศึกษาที่เหมาะสม ให้สามารถเติบโตพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในชุมชน สิทธิด้านการพัฒนานี้นี้ยังหมายรวมถึงการต่อยอดไปสู่ทักษะเฉพาะต่าง ๆ การพัฒนาความสามารถทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ที่จะทำให้เด็ก ๆ ได้ก้าวไปสู่อนาคตที่สดใส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต
4. สิทธิที่จะมีส่วนร่วม
เด็ก ๆ ก็คือสมาชิกคนหนึ่งในสังคม อาจจะตัวเล็กสักหน่อย แต่ก็มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัว ทั้งการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หรือเข้ามามีบทบาทในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะกับเรื่องที่ส่งผลกระทบ หรือมีส่วนโดยตรงกับตัวเด็กและเยาวชนเอง โดยความคิดเห็นดังกล่าวของเด็กจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังตามสมควรแก่อายุและวุฒิภาวะของเด็กคนนั้น
เด็กและเยาวชนแทบทุกคนมีศักยภาพที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย ในขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่ที่จะเอื้ออำนวยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับชุมชนเป็นต้นไป ทุกภาคส่วนก็ควรจะมีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กๆ และเยาวชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ได้แสดงความคิดเห็น มีพื้นที่ในการใช้ศักยภาพของตนเอง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคม
เพราะเสียงของพวกเขา... เราให้ความสำคัญ
แน่นอนว่าไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะได้รับสิทธิที่ตัวเองพึงมี เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้ใหญ่อย่างเราจะให้ความช่วยเหลือเด็ก ๆ อย่างไรดี?
ในประเทศไทยยังมีเด็กที่ตกหล่นไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก กว่า 13% ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังเตี้ยแคระแกร็น 1 ใน 4 ของเด็กอายุ 3-5 ปี ไม่ได้เข้าเรียนหลักสูตรพัฒนาการเด็กปฐมวัย ยังมีเด็กวัยมัธยมอีกอย่างน้อย 15% ที่ไม่ได้เรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และราว ๆ ครึ่งหนึ่งของเด็กอายุ 1-14 ปี ลงโทษด้วยความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือคุกคามทางจิตใจ เยาวชนและวัยรุ่นเป็นจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงข้อมูลที่จำเป็นด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะ และไม่ได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
เราในฐานะผู้ใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเคารพ คุ้มครอง และสนับสนุนสิทธิเด็กและเยาวชนทุกคน เพราะสิทธิเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยฟูมฟักศักยภาพ เปิดประตูโอกาสในชีวิตให้กับพวกเขาทุกคน และเมื่อเด็กและเยาวชนได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม พวกเขาจะสามารถมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น และมีบทบาทในเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตในสังคมร่วมกับชุมชน สังคม และประเทศได้อย่างมีความหมาย
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็กเป็นข้อตกลงสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมกันเพื่อให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความคุ้มครองสิทธิเด็ก
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอธิบายคำจำกัดความของคำว่าเด็ก สิทธิทั้งหมด และหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐ สิทธิทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน มีความสำคัญเท่าเทียมกัน และไม่สามารถลิดรอนไปจากเด็กได้
ดาวน์โหลด อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฉบับ Child-Friendly และร่วมเป็นกระบอกเสียงเรื่องสิทธิเด็ก เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่เป็นสถานที่ของเด็กทุกคนได้แล้ววันนี้
เงินบริจาคของคุณช่วยเด็กได้อย่างไร?
เด็กทั่วโลกจำนวนมากกำลังเติบโตท่ามกลางความขัดแย้ง ภัยพิบัติ และความยากจนขั้นรุนแรง ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา น้ำสะอาด และการปกป้องคุ้มครองได้ การสนับสนุนของคุณช่วยให้ยูนิเซฟสามารถส่งมอบความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่เด็กทั่วโลก
สุขภาพและการอยู่รอด
เราจัดหาการดูแลทางการแพทย์ วัคซีน และโภชนาการช่วยชีวิต เพื่อให้เด็ก ๆ อยู่รอดและเติบโตได้แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด
น้ำสะอาดและสุขาภิบาล
เรานำน้ำดื่มสะอาดและระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัยไปสู่ครอบครัว ช่วยปกป้องเด็กจากโรคต่าง ๆ
การศึกษา
เราช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในห้องเรียน ชุมชน และแม้แต่ในช่วงวิกฤต
การปกป้องคุ้มครองเด็ก
เราทำงานร่วมกับครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อปกป้องเด็กจากความรุนแรง การแสวงประโยชน์ และอันตรายต่าง ๆ พร้อมช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างปลอดภัย