เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเด็กข้ามชาติ
การศึกษาไร้พรมแดน
- English
- ไทย
ภาสุทธิดา ลุงกู่, ป. 5 โรงเรียนป่าเป้า อำเภอเมือง เชียงใหม่
หนูเกิดที่รัฐฉาน ประเทศพม่า หนูย้ายมาเชียงใหม่กับพ่อแม่ตอนอายุ 11 ปี ตอนนี้หนูอายุ 14 ปีแล้ว สามปีที่เรียนหนังสือที่นี่ทำให้ภาษาไทยหนูดีขึ้นมาก
กิจวัตรประจำวันของหนูเริ่มขึ้นตั้งแต่หกโมงเช้า หนูจะตื่นขึ้นมาเตรียมกับข้าวให้ทั้งบ้านก่อนจะออกไปโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า พอโรงเรียนเลิกตอนบ่ายสามโมงครึ่ง หนูก็จะเดินไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟและเก็บโต๊ะที่ร้านอาหาร หนูได้ค่าจ้างวันละ 300 บาทจากการทำงานตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงตีสี่
ถึงหนูได้นอนวันละประมาณสองชั่วโมง แต่หนูไม่เคยเหนื่อยหรือง่วงที่โรงเรียนเลย ผลการสอบก็ค่อนข้างใช้ได้ หนูสอบได้ที่สี่จากนักเรียนทั้งหมด 21 คนในห้อง
ทุกคนในครอบครัวเราต้องทำงานเพราะเราต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละสามพันกว่าบาท พี่ๆ ก็ทำงานเป็นแรงงานก่อสร้างในเมือง ครอบครัวเรามี 7 คนที่อยู่ด้วยกันให้ห้องพักขนาดประมาณ 16 ตารางเมตร
หนูอยากเป็นครูในประเทศไทย ถ้าตอนนี้หนูอยู่บ้านที่รัฐฉานคงได้เรียนหนังสือแค่ป. 5 และไม่ค่อยจะมีอะไรให้พวกเราทำมากนัก แต่อยู่ที่นี่มีกิจกรรมให้เด็กๆ ทำเยอะแยะ
หนูไม่อยากกลับบ้านเพราะอยากเรียนหนังสือ แต่หนูก็คิดถึงบ้านกับยายมากๆ ถ้าทั้งครอบครัวกลับบ้านพร้อมกันเราต้องใช้เงิน 2-3 หมื่นบาทนั่งรถไปทางแม่สาย พ่อกับแม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านแล้ว แต่ถ้าให้กลับไปทั้งครอบครัว พวกเราคงจ่ายไม่ไหว
หมายเหตุ บทสัมภาษณ์นี้สื่อสารด้วยภาษาไทย
จิ่ง ลุงสา, พ่อวัย 27 ปีมีลูกชายอยู่ชั้นป. 3 โรงเรียนบวกครกน้อย อำเภอเมือง เชียงใหม่
ผมหนีจากบ้านเกิดในรัฐฉานตอนลูกชายผมอายุแค่หกเดือน เพราะผมมองไม่เห็นอนาคตที่นั่น ผมมาเชียงใหม่เมื่อแปดปีที่แล้วผ่านทางด่านท่าขี้เหล็ก แม่สายหลังจากที่โดนเรียกเกณฑ์ทหารเพราะบ้านผมมีสงครามตลอดเวลา หลังจากห้าปีในเชียงใหม่ผมไม่เพียงแค่ได้งานที่มั่นคงเป็นช่างทำกุญแจ แต่ยังมองเห็นหนทางให้ลูกชายได้เรียนหนังสืออีกด้วย ผมตัดสินใจกลับบ้านไปรับลูกมาอยู่ที่นี่ด้วยกันตอนเขาอายุได้สามขวบ
ถ้าอยู่ที่รัฐฉานเราต้องจ่ายค่าเทอมประมาณ 5 แสนจ๊าต (ประมาณหนึ่งหมื่นบาท) ให้ลูกได้เรียนวิชาที่เอาไปใช้ในอาชีพการงานได้เลย ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่าที่นี่เด็กทุกคนเรียนฟรี แต่ผมก็เลือก MEP (mini English programme) ให้กับลูกถึงแม้ว่าเราต้องจ่ายค่าเทอมเทอมละ 6,500 บาทเพราะมันคุ้มค่าการลงทุน
ลูกชายผมโตที่นี่เลยมีภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ตอนนี้เขาอายุ 8 ขวบและเรียนอยู่ชั้นป. 3 แล้วก็อ่านและเขียนภาษาไทยได้ดีกว่าผม แต่ผมยังพูดและเขียนภาษาไทใหญ่ได้ดีกว่าลูกชาย โชคดีที่ภาษาไทใหญ่และภาษาไทยมีความคล้ายกันมากทำให้เขาเข้าใจญาติๆ เวลาพูดคุยกันได้ค่อนข้างง่าย
ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ผมได้แต่หวังว่าจะได้อยู่ในเมืองไทยไปเรื่อยๆ ถ้าใบอนุญาตทำงาน [สำหรับแรงงานต่างด้าว] ได้ต่อทุกสองปีและพาสปอร์ตทุกสี่ปี ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจะได้อยู่ต่อในเมืองไทย ลูกชายผมจะได้เรียนหนังสือที่นำไปใช้งานได้จริงในอนาคต
ผมเข้าใจถ้าต่อไปเขาไม่อยากจะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในรัฐฉาน เพราะที่นั่นไม่ได้มีอะไรให้พวกเราทำมากนักโดยเฉพาะสำหรับเขา ที่นั่นมีแต่สงครามกับการเกณฑ์ทหาร และสถานการณ์คงไม่เปลี่ยนเร็วนัก
หมายเหตุ บทสัมภาษณ์นี้สื่อสารด้วยภาษาไทย
เมธาวี (นาง เมีย อู), 17 ปี ชั้นป. 1 โรงเรียนป่าเป้า อำเภอเมือง เชียงใหม่
พ่อแม่ของฉันทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดที่โรงพยาบาลในเชียงใหม่มา 10 ปีแล้ว ฉันอาศัยอยู่ในเมืองตองจี เมืองหลวงของรัฐฉานกับปู่ย่าตายายและน้องชายอายุ 15 ขวบ แต่น้องชายไม่อยากมาเมืองไทย
ฉันมาเชียงใหม่เมื่อห้าเดือนก่อนหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาในตองจี ตอนนี้ฉันกำลังเรียนชั้นป. 1 ที่โรงเรียนป่าเป้า
แต่ฉันไม่ได้วางแผนที่จะอยู่ประเทศไทย ฉันแค่อยากมาเรียนภาษา ตอนนี้ฉันพูดภาษาไทใหญ่ ภาษาเมียนมาร์ และภาษาอังกฤษได้ ฉันเรียนภาษาไทยที่นี่ [โรงเรียนป่าเป้า] เรียนภาษาอังกฤษที่ Burma Study Centre หลังเลิกเรียน และภาษาจีนกลางทุกวันอาทิตย์
ฉันอยากเป็นวิศวกร อีกสี่เดือนฉันจะกลับไปสอบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในตองจี (ประมาณปลายปี 2562) ฉันอยากหัดพูดภาษาไทยเพราะมันน่าจะช่วยให้หางานได้ง่ายขึ้น
หมายเหตุ บทสัมภาษณ์นี้สื่อสารด้วยภาษาไทย
บัวผัด ลุงซอ, อายุ 14 ปี ม. 1 โรงเรียนบวกครกน้อย อำเภอเมือง เชียงใหม่
หนูต้องย้ายจากโรงเรียนเก่าในอำเภอสารภีเพราะพ่อแม่ลาออกจากงานเป็นช่างทำไม้กวาดที่รายได้น้อยมาเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ห้างในตัวเมืองเชียงใหม่ ครอบครัวของหนูย้ายมาเชียงใหม่ครั้งแรกตอนหนูอายุได้สองขวบ พ่อแม่เล่าว่ารายได้ที่บ้านไม่ดี หนูจำอะไรเกี่ยวกับเมียนมาร์แทบไม่ได้เลย
ตอนที่ย้ายมาที่นี่หนูต้องสอบถึงสองรอบกว่าจะได้เข้าเรียนชั้นป. 3 ที่โรงเรียนบวกครกน้อย เพราะที่สารภีหนูไม่ค่อยได้เรียนอะไรมากนัก หนูเลยอ่านและเขียนได้ไม่ค่อยดี เทอมแรกที่นี่ยากมากเพราะหนูเรียนไม่ทันเพื่อน แต่หนูก็ยังโชคดีที่คุณครูวันเพ็ญที่สอนภาษาไทยสังเกตเห็นว่าหนูอ่อนภาษาไทย
คุณครูวันเพ็ญสอนภาษาไทยให้หนูตัวต่อตัวครั้งละครึ่งชั่วโมงอยู่หลายเดือน ทุกพักกลางวันและตอนเย็นหลังเลิกเรียนคุณครูจะมีเกมมาให้เล่นเพื่อสอนพยัญชนะ สระและการผสมคำ สนุกด้วยได้ความรู้ด้วยจนทำให้ภาษาไทยหนูดีขึ้นและเรียนตามเพื่อนๆ ทัน จากเกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ ทำให้หนูได้เกรดเฉลี่ยเกือบสามในเทอมถัดมา หลังจากนั้นหนูก็ไม่เคยได้เกรดต่ำกว่าสี่อีกเลยจนป. 6
หนูสอบภาษาไทยโอเน็ตตอบจบป. 6 ได้ 70 คะแนนแต่เพื่อนผู้ชายคนไทยบางคนได้แค่ 40 ส่วนคะแนนวิทยาศาสตร์หนูก็ได้ 70 คะแนนเหมือนกัน
หลายคนถามว่าทำไมหนูไม่ไปสอบโรงเรียนยุพราชตอนมัธยมเพราะทุกคนคิดว่าโรงเรียนนั้นดีกว่า แต่หนูยังชอบเพื่อนๆ และคุณครูที่โรงเรียนนี้ แต่หนูจะลองไปสอบเข้าโรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียนตอนมัธยมปลาย เพราะหนูชอบกิจกรรมของโรงเรียนนั้น
โตขึ้นหนูอยากเรียนต่อคณะบริหารธุรกิจเพราะหนูอยากทำธุรกิจที่นี่ อยากจะเปิดคาเฟ่สัตว์เลี้ยงเพราะเด็กๆ จะได้มานั่งเล่น เจอเพื่อน และเล่นกับหมาแมว
หมายเหตุ บทสัมภาษณ์นี้สื่อสารด้วยภาษาไทย
อิ่ง ลุงหลู่, แม่วัย 30 ปี และลูกสาวผ่องศรี ลุงหลู่อายุ 10 ขวบ ป. 2 โรงเรียนป่าบง อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่
ลูกสาวฉันไม่เคยได้ไปโรงเรียนเลยจนกระทั่งสองปีก่อน ฉันคิดว่าลูกควรจะไปโรงเรียนตอนที่ครูจากโรงเรียนป่าบงมาชักชวนให้เด็กๆ แถวนี้ไปโรงเรียนสองสามปีที่แล้ว ฉันอยากให้ลูกอ่านออกเขียนได้แล้วจะได้ทำงานที่ดีกว่าเก็บพริกแบบฉัน เขาอยากเป็นครู
ทุกเช้ารถโรงเรียน [รถกระบะที่ดัดแปลงให้มีที่นั่งสามแถวด้านหลัง] จะมารับเด็กๆ ตรงริมถนนใหญ่และมาส่งตอนบ่ายเวลาที่ฉันต้องไปทำงานในไร่ เวลาลูกไปโรงเรียนก็จะมีข้าวกลางวันให้กินมีนมโรงเรียนให้ดื่มทุกวัน
ฉันพอจะอ่านและเขียนภาษาไทใหญ่ได้นิดหน่อย แต่ลูกสาวอ่านหรือเขียนไม่ได้เลย จะไปสอนเขาตอนไหน ฉันไม่มีเวลาหรอก แต่ฉันอ่านหรือเขียนภาษาไทยไม่ได้เลย ภาษาพูดก็พอสื่อสารได้เท่านั้น ลูกสาวเก่งภาษาไทยกว่าเยอะ
เราย้ายมาอยู่ที่ไร่พริกนี่ [ประมาณ 52 กิโลเมตรจากตัวเมืองเชียงใหม่] ประมาณสี่ปีที่แล้ว ฉันเลิกเก็บสตรอเบอรี่ที่ไร่บนดอยในห้วยสามสบใกล้ๆ สะเมิงเพราะรายได้ไม่ดี
ฉันอยากอยู่ที่เมืองไทยไปเรื่อยๆ เพราะที่หมู่บ้านเล็กๆ ของเราในรัฐฉานไม่มีอะไรทำมากนอกจากปลูกข้าวโพด ถั่ว และข้าวไร่ไว้กินในครอบครัว
ถ้าลูกเป็นครูได้จริง ก็ไม่กลับพม่าแล้ว (คนให้สัมภาษณ์เรียก “พม่า” ไม่ใช่เมียนมาร์)
หมายเหตุ บทสัมภาษณ์นี้สื่อสารด้วยภาษาไทย โดยมีครูช่วยในการสื่อสารบางประโยค
เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ในการเข้าถึงการศึกษา ได้รับการสนับสนุนโดยความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและยูนิเซฟ
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในสื่อนี้เป็นความรับผิดชอบของยูนิเซฟแต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความคิดเห็นของสหภาพยุโรป