ห้องทะเบียนเคลื่อนที่ในโรงเรียน

ก้าวสำคัญของการแก้ปัญหาเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

วันดี สันติวุฒิเมธี
อาสาสมัครโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่กำลังช่วยเด็ก ๆ จัดเตรียมเอกสาร
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
28 ธันวาคม 2021

ไม่มีใครอยากเป็นเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หรือไร้ตัวตน แต่เมื่อเลือกเกิดไม่ได้ เด็กกลุ่มหนึ่งจึงมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ถูกลดทอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ความฝันถึงอนาคตไปได้ไม่ไกลนัก

“หนูไม่เคยมีบัตรอะไรเลย เวลาไปทำกิจกรรมที่ให้กรอกเลขประจำตัวหนูก็ไม่มีโอกาสเข้าร่วม เวลาจะเดินทางไปไหนก็กลัวถูกจับ” เด็กหญิงน้ำฝน (นามสมมติ) วัย 14 ปี กล่าวด้วยสีหน้ากังวลใจ เธอเป็นบุตรสาวแรงงานข้ามชาติในอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งยังไม่เคยมีหลักฐานยืนยันตัวตนในระบบทะเบียนราษฎรของประเทศไทยมาก่อน

น้ำฝน (นามสมมติ) ปัจจุบันอายุ 14 ปี น้ำฝนและแม่เป็นหนึ่งในมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
น้ำฝน (นามสมมติ) ปัจจุบันอายุ 14 ปี น้ำฝนและแม่เป็นหนึ่งในมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”

วันนี้น้ำฝนเดินทางมาที่โรงเรียนบ้านต้นโชคที่อำเภอไชยปราการ เพื่อมาลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่” หรือ Mobile Registration Unit ซึ่งดำเนินการโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรแตร์ เด ซอม เยอรมัน (Terre des Hommes) และเครือข่ายคุ้มครองเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสถานะให้แก่เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวน 32,000 คนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของประเทศไทย

เด็ก ๆ และครอบครัวมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
เด็ก ๆ และครอบครัวมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”

ระหว่างเดือนกันยายน 2564 ถึง พฤษภาคม 2565 อาสาสมัครห้องทะเบียนเคลื่อนที่จะเข้าไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เพื่อลงทะเบียน เตรียมความพร้อม จัดทำ และ รวบรวมเอกสารต่าง ๆ  ในการพัฒนาสถานะให้แก่เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในระบบโรงเรียน ถึงแม้เด็กกลุ่มนี้จะได้รับการสำรวจในระบบโรงเรียน มีรหัสประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยตัว G (Generate)  แต่พวกเขากลับไม่มีตัวตนทางกฎหมายของประเทศไทย เนื่องจากไม่ได้มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย นั่นคือ ไม่มีเลข 13 หลักนั่นเอง แม้เด็กกลุ่มนี้จะมีสิทธิในการศึกษา แต่ก็ขาดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านอื่น ๆ เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิการเดินทาง พวกเขาไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่การศึกษาได้ยกเว้นได้รับอนุญาตจากอำเภอ

ส่วนเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เด็กไร้สัญชาติที่เป็นลูกหลานกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มนี้เกิดในประเทศไทย มีหลักฐานการเกิดและมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร คือมีเลข 13 หลัก แต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ซึ่งอาสาสมัครก็จะเข้าไปช่วยเตรียมความพร้อม รวมรวมเอกสารและให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่เด็ก ๆ และครอบครัวในการขอสัญชาติไทย

อาสาสมัครโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่กำลังช่วยเด็ก ๆ จัดเตรียมเอกสาร ซึ่งอาสาสมัครและโรงเรียนจะนำส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่อำเภอเพื่อพิจารณาและอนุมัติต่อไป
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
อาสาสมัครโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่กำลังช่วยเด็ก ๆ จัดเตรียมเอกสาร ซึ่งอาสาสมัครและโรงเรียนจะนำส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่อำเภอเพื่อพิจารณาและอนุมัติต่อไป

หลังจากจัดทำและรวบรวมเอกสารต่าง ๆ แล้ว อาสาสมัครโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่และโรงเรียนก็จะนำส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่อำเภอเพื่อพิจารณาและอนุมัติต่อไป  ทั้งหมดนี้ถือเป็นการลดภาระงานของครูและเจ้าหน้าที่อำเภอ อีกทั้งทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ในการพัฒนาสถานะบุคคลของเด็ก ๆ  รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

บ่ายวันนั้น น้ำฝนเขียนความฝันของเธอลงบนกระดาษระหว่างรอคิวจัดเตรียมเอกสารพร้อมกับเด็กคนอื่น ที่ตั้งหน้าตั้งตามารอลงทะเบียน  “ตอนนี้ฉันเรียนอยู่ชั้น ม.2 ฉันอยากเรียนให้จบปริญญาตรี ฉันฝันอยากเป็นดารา นักเต้น หมอ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง  อยากมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงครอบครัวให้สบายขึ้น อยากมีอาชีพอะไรก็ที่ทำให้เรามีความสุข ฉันมีความฝันหลายอย่าง และจะตั้งใจทำมันให้ได้”

แม่ของน้ำฝนที่มาพร้อมกับเธอวันนั้นบอกด้วยรอยยิ้มว่า “แม่ดีใจมากที่ลูกจะมีบัตรประจำตัว [ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน] เหมือนคนอื่น เพราะเขาเป็นเด็กผู้หญิง แม่เป็นห่วงเขามาก กลัวถูกหลอก กลัวถูกจับ กลัวไปหมด ลูกเป็นเด็กเรียนดี ตั้งใจเรียน แม่ตั้งใจส่งให้เขาเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้”

แม่ของน้ำฝนเป็นหนึ่งในมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
แม่ของน้ำฝนเป็นหนึ่งในมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”

ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น

เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนทันทีหลังเกิด มีสิทธิที่จะมีชื่อและได้รับสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง ซึ่งรัฐต้องประกันสิทธิเหล่านี้ตามกฎหมายภายในและพันธกรณีที่มีอยู่ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กตกอยู่ในสถานะไร้สัญชาติ ทั้งหมดนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีประชากรที่ต้องตกอยู่ในภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยปี 2563 ระบุว่า มีบุคคลไร้สัญชาติมากกว่า 539,000 คนในประเทศไทย  ซึ่งเป็นเด็กราว 297,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 40

หนึ่งในมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
หนึ่งในมากกว่า 10 ครอบครัวที่มารอการลงทะเบียนขอบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนผ่านโครงการ “ห้องทะเบียนเคลื่อนที่”

“เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมายในชีวิต ทั้งอุปสรรคด้านการศึกษา การเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข การเดินทาง และปัญหาเรื่องการทำงานในอนาคต รวมถึงสิทธิหรือสวัสดิการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ การถูกละเมิด การถูกแสวงผลประโยชน์ และการเลือกปฏิบัติ ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการเติบโตและอนาคตของเด็กทั้งชีวิต” ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

ปริญญากล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกฎหมายและนโยบายของประเทศไทยมีการพัฒนาไปมาก ซึ่งถือว่าก้าวหน้า ชัดเจน และครอบคลุมการแก้ปัญหาเด็กไร้สัญชาติในแต่ละกลุ่ม  แต่แม้จะมีความพยายามอย่างหนักทั้งจากภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและองค์กรระหว่างประเทศ ที่ร่วมกันพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถยุติปัญหาลงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เด็กชายสามคน กำลังเล่นกันอยู่
UNICEF Thailand/2010/ChumSak

เมื่อเดือนเมษายน 2564 ยูนิเซฟได้เผยแพร่การศึกษาฉบับใหม่ ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น: 48 ปี สถานการณ์เด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย (2515-2563) (Invisible Lives: 48 Years of the Situation of Stateless Children in Thailand (1972-2020) ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้รับการสนับสนุนของสหภาพยุโรปและยูนิเซฟ  การศึกษาฉบับนี้ได้วิเคราะห์อุปสรรคที่เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยต้องเผชิญในการพัฒนาสถานะและขอสัญชาติในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา พร้อมให้ข้อเสนอแนะทางนโยบายและการปฏิบัติ ตลอดจนจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการพัฒนาสถานะและสัญชาติไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ยูนิเซฟได้ออกแคมเปญรณรงค์ ชีวิตที่มีตัวตน (Lives Untold: Invisible No More) เพื่อให้ผู้คนในสังคมรับรู้และเข้าใจปัญหาที่เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติต้องเผชิญมากขึ้น

การศึกษาฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า  อุปสรรคของการพัฒนาสถานะของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยยังอยู่ที่ขั้นตอนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการมีเจ้าหน้าที่และงบประมาณไม่เพียงพอ การกำหนดขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น หรือการที่เจ้าหน้าที่บางคนยังมีทัศนคติเชิงลบต่อเด็กและบุคคลไร้สัญชาติ นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ ที่เกิดจากกลุ่มบุคคลไร้สัญชาติเอง เช่น พ่อแม่ไม่ทราบขั้นตอนการจดทะเบียนการเกิด ทำให้เด็กขาดหลักฐานการเกิด หรือเด็กและครอบครัวขาดข้อมูลในการขอสถานะทางกฎหมายหรือการขอสัญชาติ หรือกลัวที่จะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่

 

ประสานความร่วมมือ เร่งพัฒนาสถานะบุคคล

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในระบบโรงเรียน (รหัสขึ้นต้นด้วย G) แต่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฏรอยู่ราว 80,000 คน  ซึ่งเป็นเด็กที่อยู่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน รวมกันราว 30,000 คน

ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรปและยูนิเซฟ เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2564 โรงเรียน องค์กรท้องถิ่นและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านนี้ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding – MoU) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลงทะเบียนและพัฒนาสถานะบุคคลให้แก่เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ภาคเหนือ

จิระชาติ ซื่อตระกูล นายอำเภอไชยปราการ
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
จิระชาติ ซื่อตระกูล นายอำเภอไชยปราการ

จิระชาติ ซื่อตระกูล นายอำเภอไชยปราการ ทำหน้าที่ประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ณ ที่ว่าการอำเภอไชยปราการ กล่าวว่า “ปัญหาเรื่องสถานะบุคคลที่ผ่านมาดำเนินงานล่าช้าเพราะต่างคนต่างทำงาน และแต่ละหน่วยงานก็มีภาระงานของตนเองหลายอย่าง ทำให้บุคคลากรไม่เพียงพอต่อการทำงาน การเซ็น MoU วันนี้ ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับเด็กที่จะได้รับ ไม่ไร้รัฐอีกต่อไป เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน”

สันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน
UNICEF Thailand/2021/Patinya Panyayot
สันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน

สันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน และผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า โครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่ชี้ให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่าง ครู เจ้าหน้าที่อำเภอ และตัวแทนจากภาคประชาสังคมเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ มีโอกาสได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้เร็วยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนจะทำหน้าที่เสมือนเป็น “เจ้าบ้าน” ที่รับรองการมีตัวตนของเด็กในสถานศึกษาอย่างถูกกฎหมาย สร้างความไว้วางใจระหว่างครูและเด็ก ตลอดจนลดช่องโหว่จากการหาผลประโยชน์จากการทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยมีองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่มาช่วยจัดเตรียมเอกสารข้อมูลของเด็ก ๆ เพื่อส่งมอบให้ทางอำเภอเพื่อ พิจารณา และอนุมัติต่อไป

“การร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้การทำงานเร็วขึ้น และผลประโยชน์จะตกอยู่กับเด็กที่จะได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานมากขึ้น รวมทั้งรัฐไทยเองก็สามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และความมั่นคง” สันติพงษ์กล่าว


ติดตามข่าวสารจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

ไม่พลาดทุกการอัปเดต สมัครรับข่าวสารทางอีเมลกับเรา

สมัครเลย