#มนุษย์กรุงเทพฯxUNICEF
แม่เคยอยู่ตรงนี้: บทสัมภาษณ์ 'ไทม์' จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี ที่สูญเสียแม่ไปเพราะสถานการณ์ PM2.5 ที่เลวร้ายในเชียงใหม่
"เชียงใหม่ในความทรงจำของเราเป็นเมืองที่อากาศดี ตอนเราเป็นเด็ก ตื่นเช้ามาแล้วเจออากาศเย็นๆ แม้ว่าเป็นช่วงฤดูร้อนก็ตาม บ้านของเราอยู่อำเภอดอยสะเก็ต ขับรถไปไม่ไกลก็เจอธรรมชาติแล้ว แต่ช่วงเราเรียน ม.ปลาย อากาศในเมืองร้อนมากขึ้นชัดเจน ขนาดอยู่ในร่มยังรู้สึกเหมือนโดนเผา อีกการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือ มีฝุ่น PM2.5 เยอะในเชียงใหม่ มีข่าวออกมาว่าเป็นฝุ่นขนาดเล็กที่ส่งผลต่อร่างกาย ทางโรงเรียนเตือนให้ใส่แมสก์ ห้องที่มีแอร์ต้องมีเครื่องฟอกอากาศเพิ่มอีก ช่วงแรกเราคิดว่าไม่หนักมาก คงมาแล้วไป เท่าที่เห็นในตอนนั้น หลายคนก็ไม่ได้มองเป็นเรื่องร้ายแรง"
"เราเริ่มรู้สึกแปลกๆ ตอนเห็นเพื่อนเลือดกำเดาไหล และตัวเองเริ่มมีอาการภูมิแพ้ น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เป็น เวลามาเรียนที่กรุงเทพฯ (คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ) ก็ไม่มีอาการอะไร และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 แม่ของเราที่อายุห้าสิบกว่า เริ่มไอเยอะ ไอแรง และมีเสมหะเป็นเลือด ตอนแรกคิดว่าเป็นอาการ Long COVID เพราะเขาเพิ่งหายจากโควิดได้ไม่นาน แต่เวลาผ่านไปเขาไม่มีแรงและเดินไม่ค่อยไหว พอไปตรวจกับคณะแพทย์ ม.เชียงใหม่ ผลออกมาว่าเขาเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 เมื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด หมอบอกว่าเกิดจากยีนส์กลายพันธุ์ที่เป็นผลมาจาก PM2.5"
"ทุกคนในครอบครัวตกใจ ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะแม่เป็นคนที่แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ หน้าที่การงานกำลังไปได้ดี เป็นคณบดี (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่) เป็นศาสตราจารย์ อยู่ๆ ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เราไม่กล้าถามอะไรเยอะ เน้นพูดให้กำลังใจกัน แม่เคยโทรมาเล่าความรู้สึกตัวเอง เราเข้าใจแม่นะ เขาพยายามมากๆ ชีวิตกำลังไปได้ดี สุดท้ายมาเจอแบบนี้ ครั้งนั้นเราบอกแม่ว่า ถ้าเมื่อก่อนความสุขคือความสำเร็จเหล่านั้น แต่มองย้อนกลับไปอีก สมัยเด็กๆ ของแม่ก็มีความสุขอีกแบบ คงต้องเซ็ตความสุขใหม่ เช่น ตอนนี้แม่ยังมีสามีและลูกๆ ยังได้กินของที่ชอบ"
"การรักษาของแม่เริ่มจากใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) แต่อาการไม่ดีขึ้น เลยต้องเปลี่ยนมาใช้เคมีบำบัดและฉายแสง ช่วงนั้นแม่ผมร่วง เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เราเซนส์ได้ว่าเขาคงเสียความมั่นใจ เลยคอยหาร้านวิกให้ ช่วงนั้นร่างกายของแม่ค่อยๆ แย่ลง เสียงหาย ตอบแชทน้อยลง วันที่เรากลับไปบ้าน เห็นร่างกายของเขาผอมลงกว่าเมื่อก่อนมาก ในใจเราหดหู่มาก แต่เราไม่พูดเรื่องเศร้ากับเขา บางครั้งต้องแอบไปร้องไห้คนเดียว เราคุยกับพี่สาวว่าคงต้องเตรียมใจไว้ด้วย ช่วงนั้นเราเศร้าเยอะมาก จนเหนื่อยที่จะเศร้า เริ่มปลง แล้วยอมรับว่าสักวันเขาจะจากไป มันไม่อยากรับหรอก แต่ก็ต้องรับให้ได้"
"แม่ที่เคยอยู่ตรงนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่มีเขาแล้ว สำหรับเรามันน่ากลัวมาก ทั้งเรื่องการเงินในบ้าน และวันที่ทักแชทไปแล้วจะไม่มีเขาตอบ วันที่กลับบ้านแล้วไม่เจอเขา บ้านคงเงียบเหงา (เงียบคิด) เราเคยเล่าความกังวลให้แม่ฟัง ตอนนั้นแม่เริ่มไปทางธรรมะ เลยยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เขาบอกเราว่า ต้องยอมรับความจริง บางเรื่องไม่ต้องไปกังวล เขาเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของลูกๆ ไว้แล้ว ช่วงท้ายแม่ทรมานกับการรักษามาก เขาเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) และเช้าวันที่ 3 เมษายน 2567 วันนั้นเรากลับมาเรียนที่กรุงเทพฯ พี่สาวโทรมาบอกว่า ‘แม่ไปแล้วนะ’ ตอนนั้นเราทั้งเศร้าและโล่งใจ"
"เราย้อนไปอ่านเฟซบุ๊กของแม่ ตอนแม่ยังไม่รู้ว่าป่วย เขาเคยพิมพ์ว่า ‘ตอนที่ไทม์เรียนจบ แม่คงอายุ 57 แล้ว’ ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเรื่องนี้ PM2.5 ในเชียงใหม่เกิดขึ้นจากการเผา เราไม่ได้โกรธเกษตรกรที่เผา เพราะบางคนอาจไม่มีทางเลือก การเผาเป็นวิธีที่ง่ายและต้นทุนต่ำ แต่เราโกรธคนใหญ่ๆ ทั้งหลาย ทั้งรัฐบาลที่ไม่จัดการอะไรและไม่เสนอทางเลือกวิธีอื่น รวมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ที่เห็นแก่ตัวและมักง่าย อีกคนที่ทำให้เราโกรธมากๆ คือ คนในเน็ตที่ไม่ยังเข้าใจว่า PM2.5 มันร้ายแรง เคยมีคนพิมพ์ว่า ‘เสียใจแทนคุณแม่ด้วยที่ภูมิคุ้มกันทำงานไม่ดี’ ทุกวันนี้ผลกระทบของ PM2.5 มีให้เห็นชัดเจน เราเลยอยากเป็นอีกเสียงที่บอกว่า PM2.5 ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าที่คิด"
"ช่วงท้ายที่แม่ยังรับรู้ได้ เราเคยบอกเขาว่า ‘ไทม์อยู่คนเดียวได้ แม่สบายใจได้นะ ทุกคนที่เหลือจะประคับประคองกันไป’ เราสนใจการพากย์เสียง แม่เคยให้เงินไปเรียน ตอนนั้นเราบอกเขาด้วยว่า ‘ตอนนี้ไทม์มีงานพากย์เสียงแล้วนะ’ แม่ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ บางครั้งเอาไปอวดเพื่อน (เงียบ) แม่เป็นคนที่หวังดีต่อเราที่สุด (น้ำตาไหล) ซัพพอร์ตความฝันตลอด เมื่อก่อนแม่ไม่ได้มีฐานะ แต่สามารถขยับจากตรงนั้นมา ทำให้ลูกๆ ไม่รู้สึกขาด ไม่ใช่แค่คนในครอบครัว วันที่จัดงานศพ หลายคนเข้ามาบอกว่าได้รับการช่วยเหลือจากแม่ เขาคอยซัพพอร์ตคนตลอด จนบางครั้งมากกว่าซัพพอร์ตตัวเองอีก เราภูมิใจในตัวเขามาก"
รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 (State of Global Air -SoGA) ระบุว่า มลพิษทางอากาศได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองต่อการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก รวมถึงในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยในปี 2564 มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนสูงถึง 8.1 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ของการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลก (ประมาณ 7.8 ล้านคน) มีสาเหตุมาจาก PM 2.5
เด็ก คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งต่อตัวเอง คนใกล้ตัว และความไม่แน่นอนของชีวิตในอนาคต แต่ความต้องการของพวกเขามักถูกมองข้ามจากผู้ใหญ่ เสียงที่ส่งออกมาอาจมีคนได้ยินบ้าง แต่น้อยคนที่เปิดใจรับฟัง
ยูนิเซฟจึงเปิดตัวแคมเปญ #CountMeIn เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบที่เด็กๆ เผชิญ เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้บอกเล่าความคิดเห็นและความต้องการของพวกเขา
เราต้องการให้เด็กและเยาวชนอยู่ในสมการเรื่องการพูดคุยและการแก้ไขเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นั่นเพราะพวกเขาคือคนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นคนที่ต้องอยู่บนโลกใบนี้ไปอีกนาน
ยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้มีอำนาจตัดสินใจเร่งปกป้องเด็กๆ จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น โดยปรับบริการต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก และเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตในสภาวะของโลกที่เปลี่ยนไป ตลอดจนจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาด้านนี้ที่ให้ความสำคัญกับเด็ก
ในประเทศไทย ยูนิเซฟทำงานร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตร เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการพูดคุยและแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ
บทสัมภาษณ์ต้นฉบับเผยแพร่บนเพจ มนุษย์กรุงเทพฯ