ส่งมอบความห่วงใยและฟื้นฟูชุมชนจากอุทกภัย
ความเข้มแข็งและสามัคคีของชุมชนคือปราการสำคัญที่ช่วยป้องกันและฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วมในอยุธยา
- English
- ไทย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติและความเดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำท่วม ชุมชนหลายแห่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิม พร้อมยื่นมือช่วยเหลือกันและกันในยามทุกข์ เฉกเช่นชาวบ้านในหมู่บ้านตะกู อำเภอบางบาล จังหวัดอยุธยา ผู้เผชิญหน้ากับบทเรียนอันหนักหน่วงจากเหตุการณ์น้ำท่วมตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2565 ซึ่งเป็นหนึ่งในอุทกภัยครั้งสาหัสที่สุดที่พวกเขาเคยเผชิญ
“ปีนี้น้ำมาเร็วมาก ชาวบ้านย้ายของหนีน้ำแทบจะไม่ทัน ยังไม่ทัน 5 วันดี น้ำก็สูงท่วมหัวแล้ว” วรรณา ทองสีจัด ผู้ใหญ่บ้านชุมชนตะกูเล่า เธอคือหัวหน้าหมู่บ้านที่ดูแลชาวบ้านให้ฟันฝ่าอุปสรรคมานานร่วม 10 ปี
จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ยูนิเซฟได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างทันท่วงที ด้วยการร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ต่างๆ ที่จัดให้อำเภอบางบาลเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ชุมชนแห่งนี้ร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกันเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนในหมู่บ้านปลอดภัยภายใต้การนำของผู้ใหญ่บ้านวรรณา แม้ชาวบ้านหลายคนจะสูญเสียบ้านจากน้ำท่วม แต่กลุ่มคนทำงานของเธอก็สามารถจัดหาเต๊นท์มาทำเป็นที่พักชั่วคราวบนถนนหลักที่ตัดผ่านหมูบ้าน ซึ่งได้รับการยกสูงพ้นน้ำ ส่วนรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านก็นำไปจัดเก็บไว้ที่ศูนย์พักพิงของหมู่บ้าน ที่ซึ่งอาสาสมัครหมู่บ้านทั้งชายและหญิงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนช่วยกันเฝ้าเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง
ผลจากน้ำท่วมทำให้พื้นที่แห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น น้ำประปาก็ถูกตัด การออกไปซื้ออาหารเป็นเรื่องยาก เป้าหมายสำคัญของการต่อสู้กับน้ำท่วมคือต้องทำให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับอาหารและน้ำดื่มเพียงพอ ครัวกลางของหมู่บ้านถูกตั้งขึ้นริมถนนเพื่อทำอาหารเลี้ยงทุกคน โดยอาศัยเงินทุนและสิ่งของบริจาคจากทุกแห่งหนที่พวกเขาหาได้ รวมทั้งเงินบริจาคจากธุรกิจต่างๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
แต่ความท้าทายไม่เพียงอยู่ที่การดูแลผู้คนที่อาศัยอยู่ในเต็นท์ชั่วคราวบนถนนเท่านั้น ชาวหมู่บ้านตะกูยังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ใครถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก คนชรา และคนยากจน
ศิริธร เกตุงาม วัย 62 ปี คือหนึ่งในชาวบ้านยากจนที่ต้องอยู่ติดบ้านที่มีน้ำรายรอบ เธอไม่สามารถย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้เนื่องจากต้องคอยดูแลคุณแม่วัย 85 ปีที่ป่วย ดูแลหลานชายวัย 8 ขวบที่เรียนออนไลน์ที่บ้าน รวมทั้งดูแลหลานสาววัยกำลังหัดเดิน ในขณะที่ลูกชายของเธอ ซึ่งเป็นเรี่ยวแรงหลักของบ้านในการหาเงินให้ครอบครัว ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้ขาดรายได้
“ตอนนั้นเครียดมาก แล้วก็เหนื่อยมาก เราต้องทนอยู่กับน้ำท่วมอย่างนั้นถึง 2 เดือน” ศิริธรเล่าให้ฟัง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านในอำเภอบางบาลต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วม พื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักแทบทุก 3 ปี จากปริมาณน้ำฝนในฤดูมรสุมช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ย้อนหลังกลับไปเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ชาวหมู่บ้านตะกูต้องติดอยู่กลางน้ำท่วมนานถึง 6 เดือน แต่แม้รอบนี้น้ำจะไม่ได้ท่วมเป็นวงกว้างและนานเท่าปี 2554 แต่น้ำท่วมในปี 2564 นั้น ก็มีความรุนแรงและปริมาณน้ำขึ้นเร็วกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ชาวบ้านต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำท่วมในอำเภอบางบาลนั้นรุนแรงขึ้นทุกปี เนื่องจากมีการสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำขึ้นมากมาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า 11 อำเภอจากทั้งหมด 16 อำเภอในอยุธยาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2564 มีบ้านเรือนในอยุธยาเกือบ 55,000 ครัวเรือน และโรงเรียนอีกจำนวนมากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้
เพื่อมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ยูนิเซฟและมูลนิธิรักษ์ไทยได้ช่วยเหลือชาวบ้านในการทำความสะอาดชุมชนหมู่บ้านหลังน้ำลด เพื่อให้ทุกคนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ และให้ความรู้ด้านการรักษาสุขอนามัย รวมถึงการป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 หรือโรคที่มากับน้ำท่วม ตลอดจนการป้องกันตัวเองจากสัตว์มีพิษที่ออกมากับน้ำท่วม นอกจากนี้ ยูนิเซฟและมูลนิธิรักษ์ไทยได้มอบอุปกรณ์ทำความสะอาด การจัดการขยะ พร้อมชุดป้องกันโควิด-19 ให้กับชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชุมชนและป้องกันตนเองจากภัยโรคร้ายที่ยังคงระบาด
“เราทำงานร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่นี้ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 เราพบว่านอกจากความขาดแคลนในเรื่องของอาหารน้ำดื่มแล้ว การช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์รักษาสุขอนามัย และอุปกรณ์ทำความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน กระบวนการทำความสะอาดหลังน้ำท่วมนั้นกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ชาวบ้านต้องใช้จ่ายไป เช่น จากเดิมที่ชาวบ้านเคยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำหนึ่งขวดสำหรับ 3 เดือน แต่ตอนนี้ต้องใช้มากขึ้นเพื่อขจัดสิ่งสกปรกเช่นเศษดินออกไปจากบ้าน ในขณะที่ชาวบ้านเองก็ขาดรายได้เพราะน้ำท่วม สวนกล้วยไม้ หรือนาข้าวที่ปลูกไว้ก็เสียหายไปพร้อมกับเงินที่ลงทุนไว้ บางครอบครัวก็ตกงานจากค่าแรงรายวันที่เคยทำกับโรงงานในพื้นที่ ดังนั้นการซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดเหล่านี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่เดือดร้อน” สุธิรัตน์ คชสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าว
น้ำท่วมไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนเท่านั้น แต่มีโรงเรียนอีกกว่า 50 แห่งในอยุธยาที่ถูกน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อนักเรียนกว่า 5,000 คนที่สูญเสียห้องเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนไปกับน้ำ
ที่โรงเรียนวัดตะกู โรงเรียนเล็กๆ พร้อมนักเรียน 53 ชีวิต และครูอีก 4 คน ต่างช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียนอย่างเร่งด่วนหลังน้ำลด ห้องเรียนทั้ง 10 ห้องได้รับความเสียหายทั้งหมด รัชนี ธาระนารถ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตะกู กำหนดให้การทำความสะอาดโรงเรียนเป็นภารกิจหลักของทุกคน เพื่อเตรียมโรงเรียนให้ทันต่อการกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2564
“จริงๆ ก่อนหน้านี้เราเพิ่งตกแต่งห้องเรียนใหม่ให้กับเด็กอนุบาลด้วยงบประมาณ 100,000 บาท แต่ทุกอย่างก็เสียหายหมดจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ หลังจากที่น้ำลด เราไม่มีงบประมาณที่จะว่าจ้างใครมาช่วยทำความสะอาด เราจึงขอความร่วมมือจากชุมชนและเด็กนักเรียนมาช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียนด้วยกัน” ผอ.รัชนี กล่าวระหว่างรับมอบอุปกรณ์ทำความสะอาด ซึ่งเธอมองว่าเป็นสิ่งของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการฟื้นฟูโรงเรียนหลังน้ำท่วม
นอกเหนือจากการทำความสะอาดแล้ว ความท้าทายอีกประการหนึ่งของครูคือ ช่วยให้นักเรียนติดตามการเรียนให้ทันก่อนกลับมาในห้องอีกครั้งหลังจากที่เด็กๆ ใช้เวลาหลายเดือนเรียนผ่านห้องเรียนออนไลน์
โดยในขณะที่นักเรียนบางคนอย่าง ด.ช.จักรพรันธ์ ทรัพย์น้อย วัย 9 ปี และด.ช.ธนภัทร สัญญพร วัย 8 ขวบ สามารถเรียนออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่จากบ้านน้ำท่วม หรือจากเต๊นท์พักพิงชั่วคราวบนถนน แต่ยังมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่สามารถตามเนื้อหาการเรียนได้ทันเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ ดังนั้นภารกิจของครูที่นี่คือการเร่งสอนเนื้อหาให้กับเด็กที่เรียนไม่ทันในช่วงเช้า และใช้เวลาช่วงบ่ายในการทำความสะอาดโรงเรียนด้วยกัน
นอกเหนือจากเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง ผู้ใหญ่บ้านวรรณาและชาวบ้านในชุมชน ร่วมมือกันขจัดก้อนโคลนที่สูงท่วมเข่าออกจากถนนหมู่บ้าน วัด และโรงเรียน เธอและชาวบ้านใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์ในการทำความสะอาดท้องถนนให้กลับมาสามารถใช้งานได้อีกครั้ง รวมทั้งให้ยืมเครื่องมืออุปกรณ์ทำความสะอาดให้กับหมู่บ้านอื่นๆ ที่ขอความช่วยเหลือเข้ามาด้วย
“ยูนิเซฟรู้สึกดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทยที่ช่วยเหลือในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เช่นในพื้นที่น้ำท่วมบ้านตะกู การส่งมอบอุปกรณ์ทำความสะอาดเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับครอบครัวทั้งหลาย ช่วยเหลือให้พวกเขาได้สร้างสุขอนามัยที่ดี และทำความสะอาดสิ่งของที่ได้รับความเสียหายภายในบ้านและชุมชนให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง” มาก สิรภพ รักทองสุข เจ้าหน้าที่โครงการของยูนิเซฟ กล่าว
นอกจากนี้ ยูนิเซฟและมูลนิธิรักษ์ไทย ยังได้ส่งมอบชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด และชุดเพื่อสุขอนามัยกว่า 1,500 ชุดให้แก่ชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2564 เช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่า ครอบครัวเหล่านี้จะมีอุปกรณ์ป้องกันตนเองจากโรคระบาดโควิด-19 และทำความสะอาดบ้านหลังจากที่น้ำลดแล้ว
“สิ่งที่เราได้เห็นจากชุมชนบ้านตะกูคือการที่ชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันภายใต้การนำของผู้นำที่ดี และคอยช่วยเหลือดูแลกันอย่างดี เราช่วยสนับสนุนอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้พวกเขาได้ฟื้นฟูหมู่บ้าน และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้งในเร็ววัน” มาก สิรภพ กล่าวทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
ไม่พลาดทุกการอัปเดต สมัครรับข่าวสารทางอีเมลกับเรา