ลมหายใจที่ไม่เท่ากัน

เมื่อฝุ่น PM2.5 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของเด็ก ๆ

Nattha Keenapan
ผู้หญิงสวมหน้ากากอนามัยถือหน้ากากอีกชิ้นไว้ตรงหน้าเด็กเล็ก ขณะนั่งอยู่ด้วยกันภายในอาคาร โดยมีเด็กและผู้ใหญ่คนอื่นที่สวมหน้ากากอยู่ด้านหลัง
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul
31 สิงหาคม 2026

แสงยอน ลุงต่า วัย 12 ปี ไม่เคยได้ยินคำว่า PM2.5 มาก่อน เช่นเดียวกับคำอ่อง พี่สาววัย 14 ปี และ หมวยผอง น้องสาววัย 2 ปี สามพี่น้องเดินทางมาจากเมียนมาพร้อมพ่อแม่เมื่อราวหนึ่งปีก่อน ครอบครัวรับจ้างเก็บส้มแถบอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดทั้งปีนั้น เด็กทั้งสามอาศัยอยู่ในสวนส้ม ช่วยกันดูแลน้องคนเล็ก โดยไม่ได้ไปโรงเรียน

จนกระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว พวกเธอถึงได้เริ่มมาเรียนที่ศูนย์เตรียมความพร้อมบ้านจงรัก ซึ่งเป็นศูนย์เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในสวนส้ม แสงยอนชอบที่นี่มาก เพราะได้เรียนภาษาไทย ได้มีเพื่อน ได้วิ่งเล่น แต่เธอไม่รู้เลยว่าอากาศที่สูดหายใจเข้าไปด้วยความสุขนั้น กำลังทำร้ายเธออยู่ทุกขณะ

เด็กหญิงสามคนต่างวัยยืนอยู่ด้วยกันหน้ากำแพงสีฟ้า โดยเด็กที่อายุน้อยที่สุดกำลังดื่มนมจากกล่อง
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul

กว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เชียงใหม่เผชิญคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับโลก ค่าฝุ่นพุ่งเกินระดับอันตรายต่อสุขภาพ ค่าดัชนีคุณภาพอากาศแตะหลักหลายร้อยถึงเกือบพันในหลายพื้นที่ หมอกควันจากการเผา ไฟป่า และฝุ่นควันข้ามแดน กลายเป็นภาพปกติของภาคเหนือ

แต่ในวิกฤตเดียวกันนี้ คนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือกลุ่มที่ปกป้องตัวเองได้น้อยที่สุด รวมถึงเด็กเล็ก 

ศูนย์เตรียมความพร้อมบ้านจงรักเป็นห้องเล็ก ๆ ขนาดราว 20 ตารางเมตร มีหน้าต่างสองบาน เด็กราว 23 คน อายุตั้งแต่ 1- 14 ปี ใช้ห้องนี้ทำทุกอย่าง ทั้งเรียนหนังสือ กินข้าว เล่น และนอน ในห้องมีพัดลมสองตัว ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ไม่มีเครื่องวัดค่าฝุ่น

ภูมิทัศน์เนินเขาและแนวต้นไม้หลายชั้นถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศหนาแน่น ทำให้ทัศนวิสัยบริเวณเส้นขอบฟ้าลดลง
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul
เด็กกลุ่มหนึ่ง หลายคนสวมหน้ากากอนามัย รวมตัวทำกิจกรรมกลางแจ้งบนพื้นดินสีแดง โดยมีเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกควันอยู่ด้านหลัง
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul

"เด็กๆ ถามว่าทำไมข้างนอกมันขุ่นมัวจัง" ครูแสงดาว วงปา เล่า "เขาไม่รู้ว่ามันคือ PM2.5 ในความเข้าใจของเขา ฝุ่นต้องเป็นของที่มองเห็นได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เสื้อผ้าเลอะตอนวิ่งเล่น"

ไม่นานมานี้ ครูแสงดาวได้แจกหน้ากากให้กับเด็กๆ สำหรับเด็กหลายคน นั่นคือหน้ากากชิ้นแรกในชีวิต 

ไม่กี่วันก่อน หมวยผอง วัย 2 ขวบ เดินเข้ามาหาครู แล้วชี้นิ้วไปที่คอตัวเอง เธอบอกไม่ได้ว่าเจ็บตรงไหน มีแต่เสียงไอแห้ง ๆ กับแววตาของเด็กน้อยที่คิดว่ามีอะไรติดคอเธออยู่

ครูแสงดาวบอกว่า ผู้ปกครองของเด็กทุกคนที่นี่ไม่มีใครรู้จัก PM2.5 เมื่อลูกกลับบ้านพร้อมอาการไอแห้ง ๆ พ่อแม่มักคิดว่าเป็นหวัด และซื้อยาแก้ไอให้กิน "เราพยายามให้ความรู้กับเด็กและผู้ปกครองว่า ฝุ่นPM2.5 เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ครูแสงดาวบอก

เด็กเล็กสวมหน้ากากอนามัยนั่งบนพื้นและประสานมือไว้ ขณะที่เด็กคนอื่นที่สวมหน้ากากนั่งอยู่ใกล้กันภายในอาคาร
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul

ห่างจากอำเภอฝางลงมาทางใต้ราว 160 กิโลเมตร ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี ที่นี่มีเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศ 5 เครื่อง ช่วงนี้เด็ก ๆ งดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด อยู่แต่ในห้อง ต่อเลโก้ ปั้นดินน้ำมัน ฟังนิทาน ในวันที่ค่าฝุ่นเลวร้าย เด็กเกือบครึ่งชั้นเรียนหยุดเรียน หลายคนป่วย

"เด็ก ๆ มักมีอาการภูมิแพ้กำเริบ” จีระพร แก้วยศ หัวหน้าสถานศึกษา กล่าว “เราต้องอธิบายแบบเดียวกับตอนโควิด-19 ว่าถ้าไม่ใส่หน้ากาก พวกเขาอาจจะป่วยได้"

สารภีเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ต่ำที่สุดของเชียงใหม่ เปรียบเสมือน “ก้นกระทะ” ที่กักมลพิษให้หมุนวนอยู่ ผู้ปกครองของเด็กเล็กส่วนใหญ่มีรายได้น้อย มีเพียงประมาณหนึ่งในสิบครอบครัวเท่านั้นที่มีเครื่องฟอกอากาศใช้ในบ้าน

เด็กชายตัวเล็กสวมเสื้อสีแดงโน้มตัวเข้าไปมองเครื่องฟอกอากาศสีขาวอย่างใกล้ชิดภายในอาคาร
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul

แม้ทางเทศบาลจะพยายามแจกหน้ากากให้กับชุมชน แต่ท้ายที่สุด หลายครอบครัวก็ทำได้เพียงอดทนและเฝ้ารอให้ฝนมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์

ในย่านเมืองเชียงใหม่ ชญาภัทร ลิมปนารมณ์ “มะนาว” วัย 8 ขวบ มีเลือดกำเดาไหลทุกปีมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ บ้านของเธอมีเครื่องฟอกอากาศ 8 เครื่อง พ่อของเธอพยายามติดแผ่นกรองอากาศไว้ที่หน้าต่างห้องน้ำและทุกซอกมุมที่หาได้ พวกเขาปิดหน้าต่างทุกบาน เปิดแอร์ แต่แม้กระนั้น เช้าวันที่ค่าฝุ่นสูง มะนาวก็ยังตื่นมาด้วยอาการเจ็บคอและแสบตา

“ปีนี้มีลิ่มเลือดออกมาเร็วกว่าปกติค่ะ ทุกครั้งที่เลือดไหล หนูต้องใช้ทิชชู่เยอะมาก" มะนาวบอก “ทั้งบ้านมีเครื่องฟอกตั้ง 8 เครื่องแล้ว แต่ก็ต้านไม่ไหว”

เด็กผู้หญิงสวมหน้ากากอนามัยถือสมาร์ตโฟนที่แสดงภาพเด็กหญิงซึ่งมีผ้าพันแผลที่มือทั้งสองข้าง
UNICEF Thailand

มลพิษทางอากาศได้กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสุขภาพเด็กที่ร้ายแรงที่สุดในโลก รายงานสภาวะอากาศโลก ปี 2567 โดย Health Effects Institute และยูนิเซฟ ระบุว่า มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 คร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คนทั่วโลกในปี 2564 หรือเกือบ 2,000 คนต่อวัน และกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในเด็กเล็กอันดับสอง รองจากภาวะทุพโภชนาการ

ในประเทศไทย ยูนิเซฟประเมินว่ามีเด็กถึง 13.6 ล้านคนที่เสี่ยงต่อ PM2.5 มากกว่าเด็กที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้งรวมกัน

สิ่งที่น่ากังวลคือ อนุภาค PM2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถซึมลึกเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้โดยตรง สำหรับเด็กเล็กซึ่งปอดและสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผลกระทบอาจเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และความผิดปกติด้านพัฒนาการ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับโรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

“เด็กกลุ่มเปราะบางที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน เด็กเล็ก เด็กพิการ เด็กในพื้นที่เสี่ยง เด็กอพยพ คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด” วราภรณ์ รักษาพราหมณ์ เจ้าหน้าที่โครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “พวกเขาไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ไม่มีห้องปิดสนิท และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

A girl helps another child adjust the ear loop of her colorful face mask while they stand together outdoors.
UNICEF Thailand/2026/Meksophawannakul

อย่างไรก็ตาม แม้ต้องเผชิญฝุ่นพิษทุกปี ผู้ปกครองจำนวนมากยังขาดความตระหนักถึงผลกระทบของ PM2.5 โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ในวันที่ค่าฝุ่นสูง เด็ก ๆ จำนวนมากยังคงทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่ใส่หน้ากาก

ขณะนี้ ภาคประชาสังคมได้เรียกร้องให้รัฐบาลหยิบยกร่าง พรบ.อากาศสะอาดมาพิจารณาต่อและเร่งผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบและปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน 

จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี เป็นหนึ่งในเยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่เข้าร่วมแคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟ เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 หลังจากเมื่อสองปีก่อน เธอสูญเสียแม่จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งมีสาเหตุเชื่อมโยงกับการสัมผัสฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน

“เราทนมานานแล้ว แล้วเราต้องทนอีกนานแค่ไหน เราต้องเปลี่ยนรัฐบาลไปอีกกี่ชุด หรือต้องให้สูญเสียกันอีกกี่ชีวิตถึงจะมองว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่เราต้องเร่งแก้ไข” จิรวรรณกล่าว “หนูหวังว่าจะมีสักวัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นไหม ที่เราสามารถกลับมาหายใจได้อย่างเต็มปอดอีกครั้ง”