ลมหายใจที่ไม่เท่ากัน
เมื่อฝุ่น PM2.5 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของเด็ก ๆ
- English
- ไทย
แสงยอน ลุงต่า วัย 12 ปี ไม่เคยได้ยินคำว่า PM2.5 มาก่อน เช่นเดียวกับคำอ่อง พี่สาววัย 14 ปี และ หมวยผอง น้องสาววัย 2 ปี สามพี่น้องเดินทางมาจากเมียนมาพร้อมพ่อแม่เมื่อราวหนึ่งปีก่อน ครอบครัวรับจ้างเก็บส้มแถบอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดทั้งปีนั้น เด็กทั้งสามอาศัยอยู่ในสวนส้ม ช่วยกันดูแลน้องคนเล็ก โดยไม่ได้ไปโรงเรียน
จนกระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว พวกเธอถึงได้เริ่มมาเรียนที่ศูนย์เตรียมความพร้อมบ้านจงรัก ซึ่งเป็นศูนย์เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในสวนส้ม แสงยอนชอบที่นี่มาก เพราะได้เรียนภาษาไทย ได้มีเพื่อน ได้วิ่งเล่น แต่เธอไม่รู้เลยว่าอากาศที่สูดหายใจเข้าไปด้วยความสุขนั้น กำลังทำร้ายเธออยู่ทุกขณะ
กว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เชียงใหม่เผชิญคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับโลก ค่าฝุ่นพุ่งเกินระดับอันตรายต่อสุขภาพ ค่าดัชนีคุณภาพอากาศแตะหลักหลายร้อยถึงเกือบพันในหลายพื้นที่ หมอกควันจากการเผา ไฟป่า และฝุ่นควันข้ามแดน กลายเป็นภาพปกติของภาคเหนือ
แต่ในวิกฤตเดียวกันนี้ คนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือกลุ่มที่ปกป้องตัวเองได้น้อยที่สุด รวมถึงเด็กเล็ก
ศูนย์เตรียมความพร้อมบ้านจงรักเป็นห้องเล็ก ๆ ขนาดราว 20 ตารางเมตร มีหน้าต่างสองบาน เด็กราว 23 คน อายุตั้งแต่ 1- 14 ปี ใช้ห้องนี้ทำทุกอย่าง ทั้งเรียนหนังสือ กินข้าว เล่น และนอน ในห้องมีพัดลมสองตัว ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ไม่มีเครื่องวัดค่าฝุ่น
"เด็กๆ ถามว่าทำไมข้างนอกมันขุ่นมัวจัง" ครูแสงดาว วงปา เล่า "เขาไม่รู้ว่ามันคือ PM2.5 ในความเข้าใจของเขา ฝุ่นต้องเป็นของที่มองเห็นได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เสื้อผ้าเลอะตอนวิ่งเล่น"
ไม่นานมานี้ ครูแสงดาวได้แจกหน้ากากให้กับเด็กๆ สำหรับเด็กหลายคน นั่นคือหน้ากากชิ้นแรกในชีวิต
ไม่กี่วันก่อน หมวยผอง วัย 2 ขวบ เดินเข้ามาหาครู แล้วชี้นิ้วไปที่คอตัวเอง เธอบอกไม่ได้ว่าเจ็บตรงไหน มีแต่เสียงไอแห้ง ๆ กับแววตาของเด็กน้อยที่คิดว่ามีอะไรติดคอเธออยู่
ครูแสงดาวบอกว่า ผู้ปกครองของเด็กทุกคนที่นี่ไม่มีใครรู้จัก PM2.5 เมื่อลูกกลับบ้านพร้อมอาการไอแห้ง ๆ พ่อแม่มักคิดว่าเป็นหวัด และซื้อยาแก้ไอให้กิน "เราพยายามให้ความรู้กับเด็กและผู้ปกครองว่า ฝุ่นPM2.5 เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ครูแสงดาวบอก
ห่างจากอำเภอฝางลงมาทางใต้ราว 160 กิโลเมตร ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี ที่นี่มีเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศ 5 เครื่อง ช่วงนี้เด็ก ๆ งดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด อยู่แต่ในห้อง ต่อเลโก้ ปั้นดินน้ำมัน ฟังนิทาน ในวันที่ค่าฝุ่นเลวร้าย เด็กเกือบครึ่งชั้นเรียนหยุดเรียน หลายคนป่วย
"เด็ก ๆ มักมีอาการภูมิแพ้กำเริบ” จีระพร แก้วยศ หัวหน้าสถานศึกษา กล่าว “เราต้องอธิบายแบบเดียวกับตอนโควิด-19 ว่าถ้าไม่ใส่หน้ากาก พวกเขาอาจจะป่วยได้"
สารภีเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ต่ำที่สุดของเชียงใหม่ เปรียบเสมือน “ก้นกระทะ” ที่กักมลพิษให้หมุนวนอยู่ ผู้ปกครองของเด็กเล็กส่วนใหญ่มีรายได้น้อย มีเพียงประมาณหนึ่งในสิบครอบครัวเท่านั้นที่มีเครื่องฟอกอากาศใช้ในบ้าน
แม้ทางเทศบาลจะพยายามแจกหน้ากากให้กับชุมชน แต่ท้ายที่สุด หลายครอบครัวก็ทำได้เพียงอดทนและเฝ้ารอให้ฝนมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์
ในย่านเมืองเชียงใหม่ ชญาภัทร ลิมปนารมณ์ “มะนาว” วัย 8 ขวบ มีเลือดกำเดาไหลทุกปีมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ บ้านของเธอมีเครื่องฟอกอากาศ 8 เครื่อง พ่อของเธอพยายามติดแผ่นกรองอากาศไว้ที่หน้าต่างห้องน้ำและทุกซอกมุมที่หาได้ พวกเขาปิดหน้าต่างทุกบาน เปิดแอร์ แต่แม้กระนั้น เช้าวันที่ค่าฝุ่นสูง มะนาวก็ยังตื่นมาด้วยอาการเจ็บคอและแสบตา
“ปีนี้มีลิ่มเลือดออกมาเร็วกว่าปกติค่ะ ทุกครั้งที่เลือดไหล หนูต้องใช้ทิชชู่เยอะมาก" มะนาวบอก “ทั้งบ้านมีเครื่องฟอกตั้ง 8 เครื่องแล้ว แต่ก็ต้านไม่ไหว”
มลพิษทางอากาศได้กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสุขภาพเด็กที่ร้ายแรงที่สุดในโลก รายงานสภาวะอากาศโลก ปี 2567 โดย Health Effects Institute และยูนิเซฟ ระบุว่า มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 คร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คนทั่วโลกในปี 2564 หรือเกือบ 2,000 คนต่อวัน และกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในเด็กเล็กอันดับสอง รองจากภาวะทุพโภชนาการ
ในประเทศไทย ยูนิเซฟประเมินว่ามีเด็กถึง 13.6 ล้านคนที่เสี่ยงต่อ PM2.5 มากกว่าเด็กที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้งรวมกัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ อนุภาค PM2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถซึมลึกเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้โดยตรง สำหรับเด็กเล็กซึ่งปอดและสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผลกระทบอาจเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และความผิดปกติด้านพัฒนาการ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับโรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่
“เด็กกลุ่มเปราะบางที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน เด็กเล็ก เด็กพิการ เด็กในพื้นที่เสี่ยง เด็กอพยพ คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด” วราภรณ์ รักษาพราหมณ์ เจ้าหน้าที่โครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “พวกเขาไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ไม่มีห้องปิดสนิท และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม แม้ต้องเผชิญฝุ่นพิษทุกปี ผู้ปกครองจำนวนมากยังขาดความตระหนักถึงผลกระทบของ PM2.5 โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ในวันที่ค่าฝุ่นสูง เด็ก ๆ จำนวนมากยังคงทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่ใส่หน้ากาก
ขณะนี้ ภาคประชาสังคมได้เรียกร้องให้รัฐบาลหยิบยกร่าง พรบ.อากาศสะอาดมาพิจารณาต่อและเร่งผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบและปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน
จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี เป็นหนึ่งในเยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่เข้าร่วมแคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟ เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 หลังจากเมื่อสองปีก่อน เธอสูญเสียแม่จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งมีสาเหตุเชื่อมโยงกับการสัมผัสฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน
“เราทนมานานแล้ว แล้วเราต้องทนอีกนานแค่ไหน เราต้องเปลี่ยนรัฐบาลไปอีกกี่ชุด หรือต้องให้สูญเสียกันอีกกี่ชีวิตถึงจะมองว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่เราต้องเร่งแก้ไข” จิรวรรณกล่าว “หนูหวังว่าจะมีสักวัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นไหม ที่เราสามารถกลับมาหายใจได้อย่างเต็มปอดอีกครั้ง”