คำแนะนำด้านความปลอดภัยเมื่อเผชิญกับคลื่นความร้อน

เรียนรู้วิธีช่วยให้บุตรหลานและครอบครัวของคุณปลอดภัยในสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ยูนิเซฟ
เด็กหญิงสองคนยืนอยู่ในทุ่งที่แห้งแล้งและแตกระแหงใต้ท้องฟ้าที่แจ่มใส
UNICEF Thailand/2024/Kongmuang
02 กันยายน 2024

คลื่นความร้อนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ ความร้อนและความชื้นที่มากเกินไปอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและสามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อทารก เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ความร้อนที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคลมแดดและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ยังส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนยาวนานขึ้น บ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้น อีกด้วย

ต่อไปนี้ คือ ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้ครอบครัวของคุณปลอดภัยในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน ตลอดจนถึงวิธีการสังเกตสัญญาณของโรคลมแดด และแนวทางปฏิบัติในกรณีฉุกเฉิน

รู้ข้อเท็จจริง
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน
รู้จักอาการของโรคลมแดด
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับโรคลมแดด

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลื่นความร้อน

เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงยินอยู่ใต้ท้องฟ้าแดดจัด เอากระเป๋านักเรียนบังแดด
UNICEF Thailand/2023/Preechapanich

คลื่นความร้อนคืออะไร

คลื่นความร้อนเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่าปกติเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน และเมื่อมีความชื้นร่วมด้วย ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกร้อนมากขึ้น

อะไรทำให้เกิดคลื่นความร้อน

คลื่นความร้อนเกิดจากอากาศร้อนที่ถูกกักไว้ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ปัจจุบัน ความรุนแรงและความถี่ของการเกิดคลื่นความร้อนกำลังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นผลจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้ความร้อนถูกกักเก็บไว้นานขึ้น

ใครที่มีความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนมากที่สุด

ความร้อนมากเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทุกคน โดยเฉพาะต่อทารก เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความเครียดจากความร้อน (Heat stress) เป็นอย่างยิ่ง

ความร้อนที่มากเกินไปสามารถเป็นอันตรายต่อทารกและเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ในเด็ก อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ร่างกายของเด็กไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีเท่ากับของผู้ใหญ่ เด็กจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ในการปกป้องพวกเขาจากความร้อน

สตรีมีครรภ์ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ความร้อนที่มากเกินไปและการขาดน้ำอาจทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักแรกเกิดต่ำ การคลอดก่อนกำหนด หรือแม้แต่การเสียชีวิตในครรภ์ นอกจากนี้ สตรีมีครรภ์เองอาจเผชิญกับภาวะไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด การเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ อีกด้วย

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในช่วงเกิดคลื่นความร้อน

เด็กชายสองคนนั่งอยู่บนเรือลำเล็กที่ล้อมรอบด้วยสระบัวใต้ท้องฟ้าที่มีเมฆครึ้ม
UNICEF Thailand/2024/Roisiri

เตรียมตัวให้พร้อม

  • ตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้ารายวัน สัปดาห์ เดือน เพื่อวางแผนกิจกรรมกลางแจ้งให้เหมาะสมกับความร้อนและความชื้น
  • เตรียมชุดปฐมพยาบาลฉุกเฉินเอาไว้ที่บ้าน ซึ่งประกอบด้วย ผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำให้กับร่างกาย ปรอทวัดอุณหภูมิ น้ำดื่ม ผ้าขนหนูหรือผ้าชุบน้ำเพื่อคลายร้อน พัดลมมือถือหรือเครื่องพ่นละอองน้ำที่ชาร์จแบตเตอรี่เต็ม และรายการตรวจสอบ (เช็กลิสต์) เพื่อระบุและรักษาอาการเครียดจากความร้อน
  • รู้วิธีขอความช่วยเหลือ จดข้อมูลติดต่อของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ หรือรถพยาบาล/บริการขนส่งที่ใกล้ที่สุด ให้เห็นได้ชัดเจน

รักษาระดับอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นสบาย

  • หากเป็นไปได้ ให้ปิดม่านในช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของวัน และเปิดหน้าต่างในเวลากลางคืนเพื่อให้บ้านเย็นลง
  • ใช้พัดลมและเครื่องปรับอากาศหากมี

หนีห่างจากอากาศร้อน

  • หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ควรออกไปข้างนอกในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน พยายามจัดตารางกิจกรรมต่าง ๆ ของคุณเอาไว้ในช่วงเช้าหรือเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นกว่า
  • เมื่อออกไปข้างนอก ควรทาครีมกันแดดและพยายามอยู่ในที่ร่ม ใช้หมวกหรือร่มเพื่อปกป้องตัวเอง

รักษาความเย็นและระดับน้ำให้กับร่างกาย

  • หมั่นดื่มน้ำเป็นระยะ ๆ ก่อนที่คุณจะรู้สึกกระหายน้ำ
  • การสวมเสื้อผ้ามากเกินไปในสภาพอากาศร้อนจะทำให้ร่างกายร้อนขึ้นและเกิดภาวะขาดน้ำได้เร็วขึ้น ดังนั้น ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่บางเบาและหลวม โดยเฉพาะผ้าฝ้ายซึ่งเหมาะที่สุดในวันที่อากาศร้อน เพราะช่วยลดผดผื่นจากความร้อนและดูดซับเหงื่อได้ดี นอกจากนี้ ควรใช้ผ้าปูที่นอนที่ทำจากผ้าฝ้ายแทนวัสดุที่ไม่ระบายอากาศ
  • พกขวดน้ำและผ้าขนหนูผืนเล็กติดตัว เพื่อที่จะใช้ดื่มและใช้คลายความร้อนโดยการวางผ้าขนหนูเปียกไว้บนคอของคุณ
  • หากมีศูนย์การค้า หรือ คอมมูนิตี้มอลล์ ในละแวกบ้าน คุณก็สามารถใช้เป็นที่พักหลบร้อนชั่วคราวได้

คำแนะนำสำหรับทารก เด็ก และสตรีมีครรภ์

สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ไม่ควรทำ
ทารกและเด็ก

ควร หมั่นตรวจสอบว่าบุตรหลานของคุณมีอาการกระหายน้ำ เหงื่อออก รู้สึกร้อน อาเจียน ปากแห้งเหนียว หรือปวดหัวหรือไม่ หากบุตรหลานของคุณมีการตอบสนองที่ไม่ปกติ มีไข้สูง เวียนศีรษะ หรือหายใจเร็ว ให้รีบนำบุตรหลานไปสถานพยาบาลทันที

ควร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าของบุตรหลานคุณหลวมพอเหมาะ ซึ่งจะช่วยป้องกันผื่นร้อนและช่วยให้ไม่ร้อนเกินไป

ควร ตรวจสอบว่าเด็กดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ เพราะตัวเด็กเองอาจไม่ทราบว่าภาวะขาดน้ำและความเครียดจากความร้อนเป็นอย่างไร สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรให้นมแม่เท่านั้น คุณแม่ที่ให้นมบุตรควรดื่มน้ำให้มาก เนื่องจากภาวะขาดน้ำอาจส่งผลต่อการผลิตน้ำนมได้ เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปควรดื่มน้ำเป็นประจำตลอดทั้งวัน

ไม่ควร ให้ยาทารกในกรณีทารกมีอาการตัวร้อนโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

ไม่ควร ปล่อยทารกและเด็กไว้ในพื้นที่ปิดที่ไม่มีการระบายอากาศ เช่น ในรถยนต์หรือห้องที่ปิดหน้าต่าง

ไม่ควร ปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นนอกบ้านเป็นเวลานานในสภาพอากาศร้อนโดยไม่มีการดูแล กรณีที่เด็ก ๆ ออกกำลังกายหรือเล่นนอกบ้าน ควรให้พวกเขาพักผ่อนทุก ๆ 30 นาที ทั้งนี้เพราะการออกกำลังกายหรือเล่นในอุณหภูมิที่สูงอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและส่งผลร้ายต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

หญิงมีครรภ์

ควร นัดพบแพทย์และทำกิจกรรมอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่อากาศไม่ร้อนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายและทารกในครรภ์สัมผัสกับความร้อน

หากเป็นไปได้ ควร นอนในบริเวณที่อากาศร้อนน้อยกว่า เช่น ชั้นล่างของอาคาร 

ไม่ควร ทำกิจกรรมหักโหมเกินไปเมื่ออากาศภายนอกร้อนจัด พยายามหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกหากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หรือ 104 องศาฟาเรนไฮต์ การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญและควรแบ่งเบาภาระงานกับผู้อื่น สตรีมีครรภ์สามารถออกกำลังกายแบบเบา ๆ หรือปานกลางได้ตามความเหมาะสมและต้องดื่มน้ำกับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

อาการและสัญญาณของการเจ็บป่วยโรคลมแดด

นักเรียนโรงเรียนบ้านสมเด็จ จังหวัดอุบลราชธานี
UNICEF Thailand/2023/Preechapanich นักเรียนโรงเรียนบ้านสมเด็จ จังหวัดอุบลราชธานี

อาการของความเครียดจากความร้อนที่รุนแรงจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน

หากสมาชิกในครอบครัวมีอาการร้ายแรงดังที่ได้ระบุไว้ด้านล่างนี้ ควรโทรเรียกรถพยาบาลหรือจัดหายานพาหนะไปยังสถานพยาบาลทันที

เชื่อสัญชาตญาณของคุณและอย่าลังเลที่จะโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์

อาการไม่รุนแรง - รักษาที่บ้านอาการรุนแรง - นำส่งโรงพยาบาลทันที
อาการทั่วไป
  • ริมฝีปากแห้ง น้ำลายเหนียว
  • กระหายน้ำมากเกินไป
  • เหงื่อออกมากเกินไป
  • อ่อนแรง เวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีตุ่มเล็ก ๆ หรือผื่นเล็ก
  • มีผื่นจากความร้อน
  • มีไข้ต่ำ
  • เลือดกำเดาไหล
  • เป็นตะคริว มักเกิดบริเวณแขนและขา
  • สับสน หรือแสดงอาการโต้ตอบแบบงุนงง อาการชัก อาการโคม่า ปลุกไม่ตื่น (อาการรุนแรงที่สุด)
  • อุณหภูมิร่างกายสูงมากเป็นเวลาเกิน 2 ชั่วโมง (40 องศาเซลเซียส/104 องศาฟาเรนไฮต์)
  • เป็นลม
  • ไม่ปัสสาวะนานกว่า 8 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีคล้ำ
  • หัวใจเต้นเร็วและหายใจเร็ว
  • อาจไม่มีเหงื่อออก (แต่ผิวหนังอาจเปียก)
ทารกและเด็ก (อายุต่ำกว่า 3 ปี)
  • ผื่นจากความร้อนบริเวณที่สวมใส่ผ้าอ้อม
  • เด็กรู้สึกระคายเคือง และ/หรือ ร้องไห้
  • ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
  • หงุดหงิดอย่างรุนแรง
  • พบจำนวนผ้าอ้อมเปียกลดลง
  • อาเจียนหรือท้องเสีย
  • ตาโหล และ/หรือ หน้าผากยุบ
เด็กและวัยรุ่น (อายุประมาณ 4-19 ปี)
  • อาการคลื่นไส้
  • อาการปวดหัว
  • ตะคริวกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะหลังจากการออกกำลังกายกลางแจ้ง)
  • มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่ลึกหรือรุนแรง (โดยเฉพาะหลังจากการออกกำลังกายกลางแจ้ง)
สตรีมีครรภ์
  • ผื่นจากความร้อนในบริเวณร่างกายที่มีการเสียดสีกัน
  • เป็นตะคริวบริเวณท้อง
  • คลื่นไส้อย่างรุนแรง
  • การบีบตัวของมดลูกก่อนกำหนด
  • หัวใจเต้นเร็วหรือหายใจเร็ว
  • เป็นลม
  • อาการบวมของอวัยวะต่าง ๆ ตามร่างกาย
  • กล้ามเนื้อเป็นตะคริวอย่างรุนแรง

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับโรคลมแดด

เด็กชายคนหนึ่งดื่มน้ำจากแก้วในห้องที่มีแสงสลัวและผนังคอนกรีต แสงแดดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบานเล็กที่อยู่ด้านหลัง
UNICEF Thailand/2024

ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของคนที่คุณรักให้เย็นลง ชดเชยน้ำในร่างกายให้พวกเขา และช่วยให้พวกเขาอาการดีขึ้น

หากสมาชิกในครอบครัวมีอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่รุนแรง สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ ต้องทำให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลงก่อน แล้วจึงค่อยเคลื่อนย้ายผู้มีอาการ

ช่วยประคองผู้ป่วยให้อยู่ในท่านั่งหรือนอนในบริเวณที่ร่ม อากาศเย็น และมีการระบายอากาศที่ดี อาจรูดปิดผ้าม่านเพื่อช่วยให้มีร่มเงามากขึ้น เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศร่วมด้วยหากมี ประคบผ้าเปียกบริเวณศีรษะ คอ รักแร้ และขาหนีบ

ทารกและเด็ก: ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก

สตรีมีครรภ์: ถ้าเป็นไปได้ จัดหาพื้นที่ส่วนตัวให้สตรีมีครรภ์ปลดเปลื้องเสื้อผ้าชิ้นที่ไม่จำเป็นออก แล้วให้พวกเขานอนตะแคงด้านซ้ายหรือนอนเอนตัวไปทางซ้าย

หากผู้ป่วยหมดสติหรืออาเจียน ช่วยจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนตะแคงระหว่างรอรถที่จะนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาล

หากไม่มีอาการรุนแรงให้รักษาที่บ้านและดำเนินการต่อขั้นตอนที่ 2: ลดอุณหภูมิร่างกาย

ขั้นแรกคือย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่ที่อากาศเย็น รูดปิดผ้าม่านเพื่อเพิ่มร่มเงา  เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศหากมี

ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือใช้น้ำเย็นลูบไล้ที่ร่างกาย โดยเฉพาะที่ศีรษะ คอ รักแร้ และขาหนีบ เปลี่ยนผ้าหรือชุบน้ำเย็นบ่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับความเย็นอย่างสม่ำเสมอ

หากมีพัดลมหรือสเปรย์ฉีดน้ำ ให้ใช้พัดลมและฉีดน้ำเย็นลงบนร่างกายแล้วใช้ผ้าเช็ดตัว พร้อม ๆ กับการเปิดพัดลมช่วย ประคบน้ำแข็งหรือผ้าขนหนูเปียกที่บริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ โดยเปิดพัดลมเอาไว้ด้วย หากไม่มีพัดลมให้ใช้พัดแทน

แช่มือและเท้าในน้ำเย็นเพื่อช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายเย็นลงเร็วขึ้น สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ สามารถแช่ตัวในน้ำเย็น (แต่ไม่เย็นจัด) หากเป็นไปได้ หรืออาบน้ำเย็นก็ได้

ไม่ควร จุ่มทารกและเด็กเล็กลงในน้ำเย็นจัด

ไม่ควร หันพัดลมไปที่ใบหน้าโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทารก

ไม่ควร ให้พาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดใด ๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคคลากรทางการแพทย์

ดำเนินการต่อขั้นตอนที่ 3: ชดเชยระดับน้ำในร่างกาย

ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน: ให้ใช้วิธีการให้นมแม่เพื่อเป็นการชดเชยระดับน้ำในร่างกายให้กับทารก ผู้เป็นแม่ควรดื่มน้ำให้มากขึ้นในระหว่างช่วงที่ให้นมบุตร

สำหรับทารกและเด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อย: ให้พวกเขาดื่มน้ำ โดยเริ่มจากปริมาณน้อย ๆ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับการดื่มน้ำ

หากเด็กเหงื่อออกมาก ให้เติมผงเกลือแร่ (ORS) ลงไปในน้ำให้กับเด็กเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายตามคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด หากไม่มีคำแนะนำกำกับไว้ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้:

  • เด็กอายุต่ำกว่าสองปี ให้ผงเกลือแร่ ORS อย่างน้อย 1ใน 4 ของแก้ว ถึง ครึ่งแก้ว ของแก้วใหญ่ (250 มล.)
  • เด็กอายุตั้งแต่สองปีขึ้นไปจะต้องการผงเกลือแร่ ORS อย่างน้อย ครึ่งแก้ว ถึง หนึ่งแก้วใหญ่ (250 มล.)

หากไม่มีผงเกลือแร่ ORS สำเร็จรูป ให้ละลายน้ำตาล 6 ช้อนชา และเกลือครึ่งช้อนชา ในน้ำสะอาด 1 ลิตร

เด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อยและสตรีมีครรภ์:  กรณีมีเหงื่อไหลออกมาก ให้เติมผงเกลือแร่ ORS ลงไปในน้ำเพื่อดื่ม ควรดื่มผงเกลือแร่ ORS ปริมาณ  100 มล. ทุก ๆ 5 นาที จนกว่าอาการจะดีขึ้น