ความเปราะบางและการต่อสู้: กลุ่มคนขาดโอกาสในวิกฤตโควิด-19

เมื่อไม่มีงานทำ พวกเขาก็ไม่สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวให้มีข้าวกินครบสามมื้อ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

สิรินยา วัฒนสุขชัย
คนขับแท็กซี่ชายวันกลางคน ในเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกำลังยืนดื่มน้ำภายในบ้านของเขา
UNICEF Thailand/2020/Sukhum Preechapanich
28 พฤษภาคม 2020

สุทัศน์ นามกาสา เบาใจที่รู้ว่ายังเหลือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อสุดท้ายจากถุงยังชีพเป็นอาหารมื้อเย็น แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่าจะหาเงินจากไหนมาผ่อนค่ารถแท็กซี่งวดถัดไป

เขาตัดสินใจหยุดขับรถแท็กซี่ไปพักนึงเพราะรู้สึกไม่คุ้มกับการเสียเวลาและแก๊สวิ่งรอบกรุงเทพเพื่อแลกเงินไม่ถึง 100 บาทต่อวัน หรือในวันที่แย่กว่านั้นอาจหาเงินได้เพียง 50 บาท เพราะตอนนี้แทบไม่มีใครเดินทางไปไหนมาไหนอีกแล้ว

“ผมยังนึกไม่ออกว่าจะจัดการยังไง” คนขับแท๊กซี่วัย 51 ปีเล่า  เขาไม่ได้สิทธิรับเงินเยียวยา 5,000 บาทจากรัฐบาลเพราะเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มเกษตรกร ไม่ต้องพูดถึงเงิน 72,000 บาทที่ต้องใช้ผ่อนรถแท็กซี่สี่งวดสุดท้ายเพราะรายได้อันน้อยนิดที่เขาหาได้ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าอาหารสามมื้อของเขาและน้องนาเดีย หลานสาววัย 5 ขวบ ซึ่งแม่และพ่อเลี้ยงทำงานอยู่ทางภาคอีสานฝากไว้ให้ดูแลเลยด้วยซ้ำ

ป้ายไฟแอลอีดีบนแท็กซี่ เขียนเอาไว้ว่า "ว่าง"
UNICEF Thailand/2020/Sukhum Preechapanich
A taxi LED sign saying "vacant".

หลังจากปิดเมือง 7 สัปดาห์และมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมุ่งหวังจะลดปริมาณการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา ประเทศไทยมียอดผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหลายจังหวัดตัวเลขเป็นศูนย์ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ามาตรการล็อคดาวน์ ซึ่งบังคับให้ทุกคนอยู่กับบ้าน เป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการหยุดแพร่และรับเชื้อไวรัสที่สร้างความหวาดผวาไปทั่วโลก แต่สำหรับคนหลายล้านคน การทำงานจากบ้านเป็นสิ่งที่ยากที่จะเป็นไปได้ เมื่อไม่มีงานทำ พวกเขาก็ไม่สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวให้มีข้าวกินครบสามมื้อ ส่งผลให้เด็กจำนวนมากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

มือของผู้ชายกำลังแตะอยู่บนกระดาษโน้ตที่ติดไว้บนกำแพง เป็นบิลที่เขียนค่าน้ำและค่าไฟเอาไว้
UNICEF Thailand/2020/Sukhum Preechapanich

ก่อนประกาศปิดเมือง วิถีชีวิตคนหาเช้ากินค่ำอย่างสุทัศน์ก็ยังพอปากกัดตีนถีบให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน ทุกเช้าเขาจะป้อนข้าวน้องนาเดียประมาณ 8 โมงที่บ้านเด็กอ่อนของมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ซึ่งคอยดูแลให้หลานสาวได้กินอิ่มนอนหลับตลอด 8 ชั่วโมงที่เขาออกไปขับรถตระเวนหาผู้โดยสารทั่วกรุงเทพมหานครก่อนจะกลับมารับในช่วงเย็น ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งบ้านเด็กอ่อนปิด หลานก็จะนั่งเบาะหน้าข้างตาสุทัศน์ไปทำงานด้วยตลอดทั้งวัน

ในยามปกติก่อนช่วงโควิด-19 เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรจำนวนเดือนละ 600 บาทบวกกับรายได้จากการขับแท็กซี่วันละประมาณ 300-500 บาท ก็ทำให้สุทัศน์สามารถผ่อนรถแท็กซี่และเลี้ยงหลาน โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ อย่างค่าขนม ค่าอาหารเย็นของตาและหลานได้อย่างไม่ลำบากนัก

แต่การปิดเมืองทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป นอกจากสุทัศน์ไม่สามารถทำงานหาเงินได้แล้ว บ้านเด็กอ่อนยังต้องปิดชั่วคราว ทำให้เขาไม่สามารถซื้ออาหารและนมให้หลานได้ น้องนาเดียต้องอยู่ในภาวะสารอาหารไม่เพียงพอ เขาจึงยอมตัดใจพาหลานรักของตากลับไปฝากไว้กับแม่และพ่อเลี้ยงในต่างจังหวัดชั่วคราว  ด้วยความหวังว่าความเป็นอยู่ที่นั่นจะทำให้หลานรักได้กินอิ่มนอนหลับกว่าอยู่ในเมืองกรุงยามวิกฤตเช่นนี้

คนขับแท็กซี่วัยกลางคนกำลังนั่งอยู่ในรถแท็กซี่สีบานเย็น
UNICEF Thailand/2020/Sukhum Preechapanich

ปัจจุบันมีเด็กประมาณ 1.3 ล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เด็กที่มีสิทธิรับเงินอุดหนุนจะต้องมีสัญชาติไทย (อย่างน้อยพ่อหรือแม่มีสัญชาติไทย) พ่อแม่เป็นบุคคลที่มีรายได้ต่ำโดยสามารถลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท จนกระทั่งบุตรมีอายุ 6 ขวบ

แต่ในความเป็นจริงแล้วเงินอุดหนุนดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวรายได้ต่ำโดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเมืองยังชีพได้เลย และยิ่งยากขึ้นไปอีกในวิกฤตเช่นนี้สำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีสถานะการเงินเปราะบางและสูญเสียรายได้จากการปิดเมือง

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาความเจริญเติบโตของเด็กอย่างน่าเป็นห่วง เพราะในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต สมองของเด็กจะได้รับการพัฒนาสูงสุดและเป็นรากฐานของพัฒนาการด้านทักษะอื่น ๆ ในอนาคต  โดยในช่วง 3 ขวบปีแรก สมองจะมีการพัฒนามากกว่าร้อยละ 80 ดังนั้น สารอาหารร้อยละ 75 ที่ร่างกายได้รับไปจะถูกส่งไปเลี้ยงสมอง การพูดคุยกับเด็กวันละ 15 นาที จะช่วยกระตุ้นการทำงานประสานกันของส่วนรับสัมผัสของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

“การได้รับสารอาหารหรือการกระตุ้นที่ไม่เพียงพอในวัยเด็กจะทำให้พัฒนาการของเด็กสะดุดและทำให้มีพัฒนาการที่ล่าช้า” ขวัญพลอย ชีช้าง เจ้าหน้าที่นโยบายสังคมจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

“มีเพียงกลุ่มคนรายได้ต่ำเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร” ขวัญพลอยอธิบาย “การระบาดของไวรัสในครั้งนี้ส่งผลให้คนจำนวนมากอยู่ในสภาพไร้เงินและไร้งาน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ทำให้พ่อแม่กลุ่มนี้สามารถลงทะเบียนขอรับเงินอุดหนุนการเลี้ยงบุตรได้ เพราะเงินอุดหนุนนี้จะถูกแจกจ่ายให้กับพ่อแม่รายได้น้อยที่ลงทะเบียนเอาไว้แล้วเท่านั้น ไม่ใช่พ่อแม่ที่ได้รับผลกระทบจนกลายเป็นคนรายได้น้อยเพราะสถานการณ์ไวรัสระบาด”

ไม่ควรมีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง องค์การยูนิเซฟขอเรียกร้องให้เด็กทุกคนควรได้รับเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรไม่ว่าพวกเขาจะมาจากครอบครัวระดับใดก็ตาม เงินอุดหนุนนี้ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในเวลาวิกฤตเช่นนี้ เพราะมันจะเป็นหลักประกันให้กับครอบครัวที่มีลูกเล็กว่าพวกเขาจะสามารถซื้อสิ่งของจำเป็นให้กับลูก ๆ ได้ เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรแบบถ้วนหน้าจะช่วยให้เด็กเหล่านี้ไม่ตกหล่นไปอยู่ในกลุ่มยากจนและพัฒนาการในวัยเด็กจะไม่สะดุด เพราะเด็กในวันนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า และจะกลายเป็นกำลังคนคุณภาพที่จะพัฒนาประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชนจึงควรได้รับการสนับสนุน

สุทัศน์ไม่ใช่คนเดียว ยังมีคนอีกหลายล้านคนที่ต้องกระเสือกกระสนเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและเด็ก ผู้ปกครองจำนวนมากโดยเฉพาะพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวตามภูมิภาคต่าง ๆ ก็ต้องประสบกับชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน

อารี ในลาง เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสามที่ย้ายจากบ้านบนดอยในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มาหางานทำที่จังหวัดเชียงใหม่  โดยเช่าห้องพักอยู่แถวอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับพ่อแม่และน้องสาว 

หลังจากมีประกาศปิดเมือง อารีตัดสินใจส่งลูกคนโตสองคนอายุ 9 และ 6 ขวบ กลับไปอยู่บ้านบนดอยพร้อมกับพ่อแม่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะร้านทำผมที่อารีเคยมีรายได้เดือนละ 9,000 บาท ปิดตัวลงชั่วคราวมากว่า 6 สัปดาห์แล้ว

อารีเป็นคนเดียวในครอบครัวที่โชคดีได้รับเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท จากรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเธอได้แบ่งเงิน 3,000 บาท จากจำนวนนี้เพื่อเป็นค่าเดินทางของพ่อแม่และลูกสองคน รวมถึงค่าใช้จ่ายเมื่อกลับไปอยู่บ้าน เธอเหลือเงินไว้เพียง 2,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง ลูกคนเล็กวัย 3 ขวบ และน้องสาวที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน
ทุกวันนี้เธอและน้องสาวมีรายได้เพียงอาทิตย์ละ 200 ถึง 300 บาท จากการส่งพวงมาลัยขายที่ตลาด เพราะฉะนั้นพวกเธอจึงต้องอาศัยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋องและข้าวสารที่ได้รับบริจาคมา หรือบางครั้งเธอก็ได้ไข่มาจากการนำพวงมาลัยไปแลกกับแม่ค้าที่ตลาด

“ยังไงเราก็ต้องอยู่ให้ได้” อารีพูด เงินน้อยนิดที่ร่อยหรอลงทุกวันจะประคองเธอไปได้สักกี่วัน หรือเธอจะได้เงินเยียวยางวดที่สองและสามที่รัฐบาลสัญญาเอาไว้หรือไม่ และตอนนี้เงินที่เธอยืมมาจากญาติพี่น้องก็หมดไปแล้ว

อารีเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอเคยได้รับเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตรจำนวน 600 บาทสำหรับลูกคนเล็ก ทำให้เธอมีเงินสำหรับซื้อผ้าอ้อมและนมให้ลูกได้ดื่มเป็นประจำ แต่จู่ ๆ เงินจำนวนนี้ก็ไม่ได้รับโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ลูกของเธอไม่ได้ดื่มนมเหมือนเช่นเคย 

อารีไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากเฝ้ารออย่างอดทนในเมืองเชียงใหม่ เธอกลับบ้านบนดอยไม่ได้เพราะที่นั่นเธอไม่มีแม้แต่ที่ดินจะปลูกผักกินหรือบ้านอยู่อาศัย ที่สำคัญกว่านั้นคือลูก ๆ ของเธอเรียนหนังสือในเมืองเชียงใหม่

“ถ้าสถานการณ์ปิดเมืองยังคงดำเนินต่อไปอีกเดือนหรือ 2 เดือน ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูกและน้องสาว หรือแม้แต่จ่ายค่าเทอมให้เด็ก ๆ “ อารีพูด