เช้าวันอาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หอประชุมเต็มไปด้วยพลังและเสียงพูดคุยของนักศึกษากว่า 150 คนที่กำลังรอคอยผู้บรรยายพิเศษ พวกเขามาที่นี่เพื่อฟังเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจาก ชนันตริ์ ไชยกิจวาณิชย์กุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฉาน” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเส้นทางการลดน้ำหนัก แต่เรื่องราวของเขาลึกซึ้งกว่าตัวเลขบนเครื่องชั่ง
กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “กินไรดี” ของยูนิเซฟ การรณรงค์ระดับประเทศเพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และผู้ปกครองเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยมุ่งเน้นกลุ่มวัย Gen Z อายุ 13–24 ปี รวมถึงครอบครัวที่มีลูกเล็ก เป้าหมายคือสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงของภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม พร้อมนำเสนอทางเลือกที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
ปัญหานี้ถือว่าน่ากังวลสำหรับเด็กและเยาวชนไทย เนื่องจากอัตราภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน เด็กอายุ 6–14 ปี ร้อยละ 13 และวัยรุ่นอายุ 15–18 ปี ร้อยละ 14 มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป สหพันธ์โรคอ้วนโลกคาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 เด็กอายุ 5–19 ปีกว่าร้อยละ 60 ในประเทศไทยจะมีภาวะดังกล่าว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
ท่ามกลางวิกฤตนี้ แคมเปญ “กินไรดี” จึงมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน และที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นผ่านการพูดคุยตรงไปตรงมาเรื่องอาหาร การใช้ชีวิต และสุขภาพ
“กินน้อยกว่าใช้และเลือกกิน”
บนเวที ฉานขึ้นพูดพร้อมกับพี่สาว เล่าประสบการณ์ตรงของการเผชิญโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็กที่มาพร้อมความเหนื่อยล้า ความเครียด และการถูกล้อเลียน “มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เครียดและสูญเสียความมั่นใจ” เขาเล่า จุดเปลี่ยนของเขาไม่ได้มาจากการลดน้ำหนักแบบหักโหม แต่จากการปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยั่งยืน
“เราไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองมากจนเกินไป หรือเปลี่ยนวิธีการกินแบบสุดโต่ง” ฉานอธิบาย “เรายังกินสิ่งที่เราชอบได้ แต่กินให้น้อยลง และเลือกกินให้ดีขึ้น เคล็ดลับง่าย ๆ ของผมคือ กินให้น้อยกว่าที่ใช้”
ฉานยังยกตัวอย่างที่ทำตามได้จริง เช่น ยังกินหมูสามชั้นได้แต่เลือกชิ้นที่มันน้อยกว่า กินข้าวหนึ่งจานแทนสองจาน ลดน้ำจิ้มเวลาทานชาบู และเพิ่มผักในทุกมื้อ เขาเล่าว่าเริ่มจากปรับพฤติกรรมการกิน ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมเบา ๆ เช่น เดินรอบบ้านหรือรอบเก้าอี้ แล้วจึงขยับไปสู่ออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้เวลาเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็พยายามเลือกอาหารที่แปรรูปน้อยลง
ทั้งห้องเงียบฟังอย่างตั้งใจ นักศึกษาหลายคนจดโน้ต ถ่ายรูป แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตั้งคำถาม หลายคนบอกว่าคำแนะนำของฉานจับต้องได้จริง และเหมาะกับชีวิตประจำวัน
เสียงสะท้อนจากนักศึกษา
พรไพลิน เก็บเข็น นิสิตชั้นปีที่ 2 อายุ 19 ปี เล่าว่า “หนูชอบกินหม่าล่ามาก กินบ่อยสุด ถ้าวันไหนเหนื่อยต้องไปกินหม่าล่า มันเค็มและมัน แต่อร่อยมาก กินเสร็จก็ต้องกินของหวานต่อตลอด”
“แต่วันนี้ได้แรงบันดาลใจค่ะ” พรไพลินกล่าว “ไม่ใช่แค่เรื่องลดน้ำหนัก แต่คือการเลือกกิน เพราะแก่ไปสุขภาพจะแย่ลง ต้องเริ่มฝึกกินดีตั้งแต่ตอนนี้ อย่างที่พี่ฉานบอก อย่าไปเปลี่ยนมาก เพราะมันจะทำให้รู้สึกไม่มีความสุขในการกินอีกต่อไป ให้ลองกินแบบเดิม แต่กินน้อยลง นี่คือแรงบันดาลใจหลักเลย”
อารยา พงษ์สว่าง อายุ 19 ปี เพื่อนร่วมชั้น กล่าวถึงความยากในการเปลี่ยนนิสัยการกิน “ที่มหาวิทยาลัยมีร้านสุขภาพเยอะค่ะ แต่ไม่เคยกินเลย เพราะรสชาติยังไม่ใช่รสที่เราคุ้นปาก ตอนนี้มีร้านอาหารคลีนมาเปิดใหม่ มีคนต่อคิวเยอะ หลายคนบอกว่าอร่อย แรก ๆ อาจจะยาก แต่หลัง ๆ ก็จะเริ่มชินในรสชาติ” เธอยังสะท้อนภาพใหญ่ของสังคมว่า “อาหารฟาสต์ฟู้ดหากินง่ายมากตั้งแต่ในโรงเรียน พอเด็กคุ้นกับรสชาติแบบนี้ก็จะรู้สึกว่าอร่อย ถ้าเราสร้างสภาพแวดล้อมทางอาหารที่ดีให้กับเด็กตั้งแต่แรก ก็น่าจะช่วยได้มาก”
มหาวิทยาลัยคือตัวแปรสำคัญ
การเสวนายังชี้ให้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนสุขภาพของนิสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรัสวดี อรุณวราภรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “นักศึกษามักเลือกกินตามความชอบและความสะดวก ร้านในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยตระหนักเรื่องการลดโซเดียม หรือน้ำตาล ทำให้เด็ก ๆ เข้าถึงอาหารที่ทำให้อ้วนได้ง่าย”
เธอเสริมว่า มหาวิทยาลัยกำลังทำงานร่วมกับร้านค้าในการสร้างความตระหนักและปรับสูตรอาหารเพื่อลดเค็มและหวาน “โครงการกับยูนิเซฟมีประโยชน์มาก เพราะสร้างความตระหนักในกลุ่มนักศึกษา และแสดงให้เห็นว่าการกินดีไม่จำเป็นต้องเข้มงวดเกินไป แต่ปรับได้ตามงบและไลฟ์สไตล์ของตนเอง ซึ่งนักศึกษาสามารถนำไปใช้จริงได้”
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดี “เราต้องการให้ความรู้แก่ร้านค้า ให้เข้าใจและตระหนักมากขึ้น เช่น ปรับสูตรให้น้อยเค็ม ลดหวาน หรือถามความต้องการเรื่องน้ำตาลกับลูกค้า เพื่อให้นักศึกษามีทางเลือกที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน” เธอกล่าว
สร้างแรงกระเพื่อม
หลังเวิร์กช็อป นักศึกษาจะรวมกลุ่มกันผลิตคลิปวิดีโอสั้น ถ่ายทอดเคล็ดลับและตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อเผยแพร่ต่อในมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เสียงสะท้อนจากเพื่อนสู่เพื่อนเหล่านี้จะช่วยต่อยอดพลังของเรื่องราวฉาน และตอกย้ำสารหลักของแคมเปญ: ความสมดุล ความพอดี และสุขภาพที่ยั่งยืน
สำหรับยูนิเซฟ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น “อาหารแปรรูปที่มีน้ำตาล เกลือ และไขมันไม่ดีในปริมาณสูง กำลังแพร่หลายอยู่รอบตัวเด็ก ๆ และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการกินของเด็กมากกว่าการเลือกด้วยตัวเอง” ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัยรุ่น องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “การช่วยสร้างความตระหนักในกลุ่มเยาวชนและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านอาหารรอบตัวพวกเขา คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างอนาคตที่แข็งแรงและยั่งยืน”
เมื่อการเสวนาสิ้นสุด นักศึกษายังคงพูดคุยถึงอาหารจานโปรดและไอเดียใหม่ ๆ ข้อความที่ชัดเจนคือ สุขภาพที่ดีไม่ใช่การเลิกกินสิ่งที่ชอบ แต่เริ่มจากการทำสิ่งเล็ก ๆ ง่าย ๆ เช่น ลดน้ำจิ้ม กินข้าวหนึ่งจานแทนสอง หรือทดลองผักชนิดใหม่
หรืออย่างที่ฉานสรุปไว้อย่างเรียบง่ายว่า: “กินให้น้อยกว่าที่ใช้”