เด็กหนุ่มผู้วาดแผนที่บรรเทาวิกฤตน้ำมันให้บ้านเกิด

เมื่อนักศึกษาวัย 21 ปี ใช้ข้อมูลและความรู้ในพื้นที่สร้างแผนที่สถานีบริการน้ำมันแบบเรียลไทม์ให้ชาวอุตรดิตถ์ในช่วงวิกฤตน้ำมัน

สิรินยา วัฒนสุขชัย
เด็กหนุ่มกำลังสาธิตการใช้งานแพลตฟอร์มที่เขาพัฒนาบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บูธนิทรรศการ ขณะที่ชายอีกคนใช้สมาร์ตโฟนบันทึกการสาธิต
UNICEF Thailand
17 สิงหาคม 2026
ชายหนุ่มยิ้มให้กล้องขณะยืนอยู่หน้ากลุ่มนักเรียนจำนวนมากที่กำลังนั่งร่วมกิจกรรมของโรงเรียน
UNICEF Thailand พลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ ในงานแฟร์ที่โรงเรียนของเขา

พลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ หรือเชล เป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดจากเมืองเล็กๆ ที่ไม่แตกต่างจากเด็กคนอื่น เขาตื่นแต่เช้า ไปเรียน แล้วรีบไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ทำให้กลับบ้านไม่ได้ก่อนเที่ยงคืน เขาหาเงินเองมาตั้งแต่วัยรุ่น สิ่งที่ทำให้เขาต่างออกไปไม่ใช่ความสามารถพิเศษหรือทรัพยากรที่มากกว่าใคร แต่เป็นความตั้งใจที่จะลงมือทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วิกฤตน้ำมันที่ลุกลามมาจากทั่วโลกทำให้ราคาพุ่งสูง และความตื่นตระหนกก็มาถึงอุตรดิตถ์อย่างรวดเร็ว น้ำมันเริ่มหมดไปจากปั๊มทีละแห่ง สำหรับเชลซึ่งในตอนนั้นยังทำงานเป็นไรเดอร์ขับมอเตอร์ไซค์รับส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ในวันที่งานหนัก เขาต้องวิ่งรถมากถึง 250 กิโลเมตร และทุกออเดอร์ที่รับก็คือน้ำมันที่หมดไปโดยไม่รู้ว่าจะหาเติมได้จากที่ไหน

วันที่ 16 มีนาคม 2569 หน้าปั๊มน้ำมันในตัวเมืองเริ่มมีรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เข้าคิวกันยาวเหยียด ส่วนปั๊มนอกเมืองกลับเป็นภาพที่ต่างออกไป แกลลอนพลาสติกหลากสีวางเรียงรายต่อคิวแทนเพราะชาวบ้านในพื้นที่ต้องการน้ำมันสำหรับรถไถ เครื่องสูบน้ำ และเรือ ไม่ใช่รถยนต์เหมือนคนในเมือง ตัวเขาเองก็ต้องยกเลิกออเดอร์ส่งของนอกเมือง เพราะหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้เลยแม้แต่แห่งเดียว และนั่นทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จังหวัดเราวิกฤตขนาดนี้เลยเหรอ”

เชลเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนยูนิเซฟ ประเทศไทย ประจำปี 2025–2026 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเสียงของเยาวชนในแง่มุมต่างๆ เข้าสู่กระบวนการการตัดสินใจที่ส่งผลต่อเด็กและชุมชนทั่วประเทศ 

ถังบรรจุน้ำมันจำนวนมากวางเรียงรายรอบตู้จ่ายน้ำมัน ขณะที่ผู้คนกำลังเติมน้ำมันใส่ถังภายในสถานีบริการน้ำมันที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น
UNICEF Thailand ปั๊มน้ำมันนอกเมืองมักมีแกลลอนพลาสติกหลากสีวางเรียงต่อคิวแทนรถยนต์ เพราะชาวบ้านในพื้นที่ซื้อน้ำมันไปใช้กับรถไถ เครื่องสูบน้ำ และเรือ มากกว่าจะเติมให้รถยนต์เหมือนผู้คนในเมือง

ในช่วงวิกฤต เขาไม่ใช่คนเดียวที่ตั้งคำถามเรื่องน้ำมัน ผู้คนในอุตรดิตถ์ต่างตั้งคำถามเดียวกันวนไปทุกๆ 5-10 นาทีบนกลุ่มเฟซบุ๊ก "อุตรดิตถ์บ้านเรา" ว่า ปั๊มไหนยังมีน้ำมัน มีประเภทไหนบ้าง เหลืออยู่เท่าไร ทุกคนล้วนต้องการข้อมูลเดียวกัน แต่ไม่มีใครมีคำตอบ จนเขารู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง

"ผมคิดอยู่ตลอดว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง" เขาบอก "นี่คือโอกาสที่จะนำสิ่งที่ตัวเองทำได้ไปทำประโยชน์ให้คนอื่น"

คืนวันที่ 17 มีนาคม เขาใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงสร้างแพลตฟอร์มบน Google My Maps แสดงตำแหน่งปั๊มน้ำมัน ประเภทน้ำมันที่มี และสถานะล่าสุดผ่านรหัสสี แดงคือหมด เหลืองคือเหลือน้อย เขียวคือมีเพียงพอ ชั่วข้ามคืนแพลตฟอร์มก็เสร็จเรียบร้อยและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วหลังจากนักการเมืองช่วยแชร์ออกไปในเช้าวันรุ่งขึ้น จากนั้นไม่นานเขาก็เปิดห้อง OpenChat ใน LINE ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 900 คนที่ช่วยกันรายงานสถานการณ์แบบทันที

ภาพคอลลาจโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์และภาพกิจกรรม แสดงแพลตฟอร์มค้นหาปั๊มน้ำมันในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่พัฒนาโดยนักศึกษา พร้อมคิวอาร์โค้ด แผนที่ปั๊มน้ำมัน หน้าจอแพลตฟอร์ม และการสาธิตผลงานต่อสาธารณะ
UNICEF Thailand แพลตฟอร์มของพลาธิปได้รับความสนใจอย่างมาก และถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัดอุตรดิตถ์

ทั้งหมดนี้กินเวลาไม่ถึงสัปดาห์ วันที่ 24 มีนาคม รัฐบาลเปิดตัวแพลตฟอร์ม PumpRadar ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เชลล์จึงปิดระบบของตัวเองในวันถัดมา แต่ก็ยังมีคนกลับมาถามหาอยู่เรื่อย ๆ  เพราะแพลตฟอร์มระดับประเทศที่มีข้อมูลจากทุกจังหวัดค่อนข้างซับซ้อน ใช้งานไม่ง่ายเหมือนกับแผนที่ที่เชลสร้างขึ้นสำหรับอุตรดิตถ์โดยเฉพาะ

สิ่งที่ได้จากประสบการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม แต่คือความเข้าใจว่าคนตัวเล็ก ๆ อย่างเขาที่หลงใหลข้อมูลและภูมิศาสตร์ ผนวกกับความใส่ใจที่จะทำประโยชน์ให้สังคม สามารถสร้างสิ่งที่มีความหมายได้ภายในคืนเดียวและแทบไม่ต้องการทรัพยากรอะไรเลย จึงไม่แปลกที่เขามีโครงการผุดขึ้นมาในใจแล้วอีกสองโครงการ

กลุ่มเยาวชนนั่งล้อมวงบนพื้น พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีบันทึกและอุปกรณ์เครื่องเขียนวางอยู่ตรงกลาง
UNICEF Thailand พลาธิปเข้าร่วมเวิร์กชอปของคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนยูนิเซฟ (YPAB) ที่กรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา

โครงการแรก คือ แผนที่เส้นทางขนส่งสาธารณะของจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาตั้งเป้าหมายว่าจะรวบรวมเส้นทางการเดินรถในจังหวัด ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 20 สายที่จัดการเดินรถโดยเทศบาล เอกชน และผู้ประกอบการอิสระ ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว

โครงการที่สองต่อยอดจากการเรียนสาขาเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นั่นคือแพลตฟอร์มพยากรณ์น้ำท่วม โดยใช้แบบจำลองเส้นทางการไหลของน้ำจากพื้นที่สูงสู่ที่ต่ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เชลเล่าว่าอุตรดิตถ์มีน้ำท่วมทุกปี แต่แทบไม่เคยท่วมซ้ำที่เดิม เพราะเป็นการท่วมที่เกิดจากปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก ไม่ใช่การกีดขวางของสิ่งก่อสร้างเหมือนที่อื่น ทำให้การคาดคะเนเส้นทางน้ำและระดับความสูงของน้ำเป็นไปได้ไม่ซับซ้อนนัก

ในอนาคต เชลอยากทำงานในองค์กรอย่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ มันอาจจะดูเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินฝันสำหรับนักศึกษาจากอำเภอเล็กๆ แต่สำหรับคนมุ่งมั่นอย่างเชลที่ต้องทำงานเสิร์ฟในร้านหมูกระทะจนถึงเที่ยงคืน ตื่นไปเรียนตอนแปดโมงเช้า ควบคู่กับงานในฐานะสมาชิก YPAB และยังเจียดเวลามาสร้างแพลตฟอร์มเพื่อบรรเทาวิกฤตให้จังหวัดในช่วงพักระหว่างรับออเดอร์ ความฝันของเขาดูไม่เกินเอื้อม