10 วิธีที่ภาคธุรกิจจะสนับสนุนครอบครัวของพนักงานได้มากขึ้น

นายจ้างจะสามารถช่วยให้พนักงานที่เป็นพ่อแม่ได้ให้การเริ่มต้นที่ดีที่สุดแก่ลูกน้อยได้อย่างไร

UNICEF
คุณแม่และลูกๆ ทั้ง 3 คนของเธอ ในกัวเตมาลา คุณแม่กำลังอุ้มลูกคนเล็ก ในขณะที่ลูกๆ ของเธออีกสองคนก็กำลังกอดเธออยู่
UNICEF/UN0148749/Volpe

17 เมษายน 2019

ช่วงเวลา 1,000 วันแรกของชีวิตเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดอนาคตของเด็กตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา เพราะในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่สมองของพวกเขามีพัฒนาการในอัตราที่สูงที่สุด

มีหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่าการได้รับโภชนาการที่เหมาะสม ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมไปด้วยความรัก เอาใจใส่ และกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการ หรือ กินให้เป็น เล่นให้สุด ไม่หยุดรัก เป็นปัจจัยสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดของพวกเด็กๆ

แต่ด้วยจำนวนชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ทำให้พ่อแม่วับทำงานจำนวนมากต้องพลาดโอกาสที่ดีที่สุดในช่วงขวบปีแรกๆ ของลูกน้อยของพวกเขาไป เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก

นโนบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เช่น การลาดูแลลูกหลังคลอดโดยที่ยังได้รับเงินเดือน หรือ การให้มีเวลาพักสำหรับเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ยังไม่ใช่สิ่งที่พนักงานที่เป็นพ่อแม่ทั่วโลกส่วนใหญ่ได้รับจากนายจ้างของพวกเขา

คนเป็นพ่อแม่ต้องการเวลาและการสนับสนุน เพื่อที่จะให้ลูกๆ ของพวกเขาได้เริ่มต้นชีวิตอย่างดีที่สุด แล้วในเรื่องนี้ภาคธุรกิจจะมีส่วนช่วยสนับสนุนอย่างไรได้บ้าง? ต่อไปนี้คือ 10 แนวทางที่ภาคธุรกิจสามารถทำเพื่อช่วยให้สถานที่ทำงานของคุณ เป็นมิตรต่อครอบครัวมากขึ้นได้:

  1. การันตีว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เป็นคุณแม่ หรือมีภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเงื่อนไขการจ้างงาน เงินเดือน หรือโอกาสทางอาชีพการงาน
  2. จัดให้มีนโยบายการลาเพื่อดูแลบุตรโดยที่ยังได้รับเงินเดือนอย่างน้อยหกเดือน สำหรับคุณแม่ และ สี่สัปดาห์สำหรับคุณพ่อ เพื่อช่วยสนับสนุนให้พ่อแม่สามารถอยู่กับลูกน้อยของพวกเขาในช่วงเวลาที่ลูกน้อยต้องการพ่อแม่ดูแลอย่างใกล้ชิดมากที่สุด
  3. สนับสนุนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน ด้วยการจัดให้มีช่วงเวลาพักให้นมลูก จัดให้มีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  4. สนับสนุนการเข้าถึงบริการดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเด็กๆ จะสามารถเข้าถึงการศึกษาช่วงปฐมวัย และได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อพวกเขาในการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
  5. จัดให้มีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ผ่านนโยบายการทำงานจากที่บ้าน และมาตรการอื่นๆ
  6. ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ในมากกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เช่น ระดับเงินเดือนที่สอดคล้องกับภาระค่าครองชีพของครอบครัวในปัจจุบัน
  7. แก้ปัญหาความท้าทายเฉพาะด้านที่แรงงานต่างด้าว หรือลูกจ้างชั่วคราวเฉพาะฤดูกาลกำลังเผชิญอยู่ เช่น การสนับสนุนให้ลูกจ้างได้โยกย้ายทั้งครอบครัว การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ครอบครัวแรงงานต่างด้าวได้เอกสารยืนยันตน และเขาถึงบริการพื้นฐานต่างๆ
  8. ส่งเสริมการเลี้ยงลูกเชิงบวกในหมู่พนักงาน เช่น จัดแคมเปญการฝึกอบรมและสร้างความตระหนักรู้ ถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย
  9. ส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ให้ซัพพลายเออร์และพันธมิตรทางธุรกิจรายอื่นๆ ปฏิบัติตาม
  10. สร้างความตระหนักรู้แก่ลูกค้าและผู้บริโภค ให้ทราบถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงโซเชียลมีเดีย

มีกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นชัดว่า การลงทุนในนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวนั้นช่วยเพิ่มผลิตภาพของพนักงาน และช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับภาคธุรกิจในการดึงดูด และรักษาพนักงานของตนเอาไว้

นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวเป็นประโยชน์ต่อทั้งนายจ้าง ครอบครัวพนักงานและสังคม การลงทุนในเด็กตั้งแต่ช่วงเวลาเริ่มต้นของชีวิตของพวกเขาไม่เพียงแต่จะเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ยังเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดอีกด้วย เพราะช่วงเวลาเริ่มต้นนั้นสำคัญที่สุด

รู้จักกับยูนิเซฟให้มากกว่านี้