แตกต่างแต่ไม่แตกแยก

มีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของเด็กข้ามชาติ และยังต้องเพิ่มเติมทักษะในการเป็นพลเมืองโลก ตลอดจนการสร้างความเคารพในความแตกต่าง หลากหลาย

เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา
Two young male and female students are shaking hands
UNICEF Thailand/2019/Roengrit Kongmuang

27 พฤษภาคม 2019

วัชระพงษ์ วัย 16 ปี อาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กริมฝั่งแม่น้ำเมย ติดชายแดนไทย-เมียนมา ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พ่อและแม่ชาวเมียนมาของเขาทำงานรับจ้างอยู่ในฝั่งเมียนมา ส่วนน้องสาววัย 15 ปี ของเขามีอาชีพเป็นบริกรอยู่ในคาสิโนที่นั่น ทุก ๆ วันวัชระพงษ์และอารยา น้องสาวอีกคนหนึ่งวัย 12 ปี จะเดินเท้าราวครึ่งชั่วโมงเพื่อมายังโรงเรียนบ้านท่าอาจ ซึ่งเป็นโรงเรียนบัฟเฟอร์ สคูล ที่จัดการเรียนรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน โดยเน้นการเรียนการสอนภาษาอาเซียนหนึ่งภาษา ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ใด สำหรับกรณีของโรงเรียนบ้านท่าอาจนี้จึงเป็นภาษาเมียนมา

ลักษณะเฉพาะของโรงเรียนบ้านท่าอาจคือแม้จะตั้งอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ 88 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดกลับเป็นชาวเมียนมา

“ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่นี่ราว 14 ปีก่อน เพราะเศรษฐกิจที่เมียนมาไม่ดี” วัชระพงษ์กล่าว เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างเล็กเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน “ผมยังจำวันแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่ได้ วันนั้นผมใส่ชุดอยู่บ้านไปเพราะไม่มีชุดนักเรียน และไม่เข้าใจสิ่งที่ครูพูดเลยแม้แต่คำเดียว เพราะผมไม่เข้าใจภาษาไทย”

วัชระพงษ์เป็นหนึ่งในเด็กนักเรียนกว่า 13,600 คน ที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยแต่ได้รับการศึกษาอยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ภายใต้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ข้อมูลสถิติของรัฐบาลระบุว่าที่นี่มีเด็กนักเรียนที่ไม่ได้สัญชาติไทยถึง 28.5 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้เพราะจังหวัดตากถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้อพยพเข้ามาอาศัยและทำงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีพื้นที่ฝั่งตะวันตกอยู่ติดกับชายแดนเมียนมา มีข้อมูลจากกรมการปกครองในปี พ.ศ. 2559 ระบุว่า มีประชากรมากกว่า 102,000 คน หรือประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย จากจำนวนประชากรในจังหวัดทั้งหมดกว่า 632,000 คน

A young male student is sitting cross-legged, smiling.
UNICEF Thailand/2019/Roengrit Kongmuang

เมื่อพิจารณาถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายในโรงเรียน และความท้าทายด้านการศึกษาที่เด็กนักเรียนข้ามชาติเหล่านี้ต้องเผชิญ ทำให้ตระหนักได้ว่าการยอมรับในความแตกต่างและความหลากหลายของตัวตนทั้ง วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา เพศ ตลอดจนความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์จัดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กทุกคน

“ยูนิเซฟเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของเด็กข้ามชาติ และยังต้องเพิ่มเติมทักษะในการเป็นพลเมืองโลก ตลอดจนการสร้างความเคารพในความแตกต่าง หลากหลาย โดยเฉพาะในขณะนี้ที่เราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน”  ดร.รับขวัญ ธรรมาภรณ์พิลาศ เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

องค์การยูเนสโก ให้คำจำกัดความของความเป็นพลเมืองโลกไว้ว่า คือความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่กว้างขึ้น รวมถึงการมีบทบาทที่เกี่ยวข้องในฐานะสมาชิกของสังคมทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศและระดับโลก นั่นหมายรวมถึงใจที่เปิดกว้างยอมรับต่อผู้คนต่างวัฒนธรรม ความเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่นและเห็นคุณค่าในความแตกต่างของมนุษย์ ความเป็นพลเมืองโลกนับเป็นส่วนสำคัญของทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่กับการใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ในวันที่โลกแห่งความแตกต่างถูกเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน

A group of students sitting in a class. One boy is looking at something while taking notes.
UNICEF Thailand/2019/Roengrit Kongmuang

องค์การยูนิเซฟ เริ่มทำงานร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ด้วยการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสหภาพยุโรป ในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาและบูรณาการทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองโลก รวมถึงบรรจุแนวคิดการเคารพในความแตกต่าง หลากหลาย ไว้ในวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จุดเริ่มต้นดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่จะต่อเนื่องไปอีกหลายปี ระหว่างองค์การยูนิเซฟ สหภาพยุโรป รัฐบาลไทย และภาคประชาสังคม ที่จะปกป้องเด็กซึ่งได้รับผลกระทบจากจากอพยพย้ายถิ่นฐาน ผ่านการผลักดันให้เกิดนโยบายที่เข้มแข็ง การสร้างทัศนคติทางสังคม และการดูแลเด็กข้ามชาติและเด็กพลัดถิ่นในประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างนโยบาย บริการ ทัศนคติทางสังคม และการปฏิบัติต่อเด็กข้ามชาติและเด็กไร้สัญชาติที่ดีขึ้น

โครงการนำร่องได้เริ่มต้นที่โรงเรียนรัฐบาล 5 แห่งในเขตอำเภอแม่สอด แม่ระมาด และท่าสองยาง ได้แก่ โรงเรียนบ้านท่าอาจ โรงเรียนบ้านห้วยม่วง โรงเรียนบ้านแม่กุเหนือ โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง และโรงเรียนบ้านแม่สลิดหลวงวิทยา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนบัฟเฟอร์ สคูล ที่เริ่มต้นส่งเสริมทักษะดังกล่าวให้แก่เด็กนักเรียนมาแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ซึ่งผลที่ได้รับล้วนเป็นที่น่าพอใจ

“ด้วยการเรียนรู้ ทักษะ ค่านิยมและทัศนคติที่ดีในความเป็นพลเมืองโลก รวมถึงการเคารพในความหลากหลาย นักเรียนจากต่างวัฒนธรรมและพื้นเพจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียวโดยปราศจากการแบ่งแยก” วรปรัชญ์ อินต๊ะสุข วัย 40 ปี ครูสอนวิชาสังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนบ้านท่าอาจ กล่าว

A group of students are interacting with each other in the class.
UNICEF Thailand/2019/Roengrit Kongmuang

เณริศา พสุกลมาศ ครูโรงเรียนบ้านแม่กุเหนือ กล่าวว่า การนำแนวคิดเรื่องความเป็นพลเมืองโลกบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ใช่เพียงแค่กับโรงเรียนในจังหวัดตากเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์กับโรงเรียนอื่น ๆ ที่มีทั้งนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติเรียนร่วมกันด้วย “หลักสูตรที่จะนำไปใช้ในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในจังหวัดซึ่งมีความหลากหลายและความแตกต่างทางวัฒนธรรม เชื้อชาติและพื้นฐานทางสังคมนั้น จะช่วยเชื่อมโยงความต่างและก่อเกิดเป็นความกลมเกลียวในสังคมได้”

ในความคิดเห็นของ ด.ช. ธนากร บัวตูม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วัย 14 ปี จากโรงเรียนบ้านห้วยม่วง เขาคิดว่าการทำกิจกรรมในโรงเรียนช่วยให้เขาเข้าใจหนึ่งในคุณค่าที่สำคัญ นั่นคือ ‘ความเท่าเทียมกัน’ “ผมคิดว่านักเรียนไทยก็เหมือนกับนักเรียนเมียนมา เราเป็นคนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องดูถูกเหยียดหยามพวกเขา ก็เหมือนกับคนรวยและคนจนที่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทั้งนั้น”

องค์การยูนิเซฟกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ที่จะนำโครงการดังกล่าวขยายไปสู่จังหวัดอื่น ๆ ครอบคลุมทั้งเมืองหลวงและในชนบทที่มีการรับนักเรียนข้ามชาติเข้าศึกษาร่วมกันในโรงเรียน

“สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความกลมเกลียวให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนที่เข้าใหม่รวมถึงนักเรียนข้ามชาติสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้เกิดความสงบสุขในสังคมได้อีกด้วย” ดร.รับขวัญกล่าว

รู้จักกับยูนิเซฟให้มากกว่านี้