อุปสรรคของครูและนักเรียนของศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในช่วงโควิด-19

ปัญหาของการจัดการเรียนการสอนแก่กลุ่มเด็กข้ามชาตินั้นนับว่ามีความซับซ้อน

UNICEF Thailand
ชุมชนของเด็กข้ามชาติและครอบครัว
UNICEF Thailand
08 กันยายน 2020

ปัญหาของการจัดการเรียนการสอนแก่กลุ่มเด็กข้ามชาตินั้นนับว่ามีความซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวโยงกับหลายประเด็นย่อย เช่น เอกสารหรือการลงทะเบียนด้านอัตลักษณ์ สุขภาพ ชุมชนที่อยู่อาศัย แรงงาน และความปลอดภัย ซึ่งความท้าทายที่เกี่ยวโยงกันเหล่านี้ มักจะปรากฏให้เห็นชัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้น 

ขณะที่เด็ก ๆ ในโรงเรียนรัฐได้กลับมาโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เด็กกลุ่มข้ามชาติที่ได้กลับบ้านในประเทศตัวเองยังไม่สามารถเดินทางกลับมายังประเทศไทยได้เนื่องจากมีการปิดชายแดน ทำให้พวกเขาต้องขาดการเรียนรู้และติดตามบทเรียนได้ยากขึ้นเมื่อสามารถกลับมาเรียน

ขณะที่เด็กข้ามชาติที่ลงทะเบียนเรียนกับศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ (Migrant Learning Centre - MLC) เป็นกลุ่มที่กำลังได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน เพราะยังคงต้องเรียนจากที่บ้านและชุมชนที่ตัวเองอาศัยต่อไปจนกว่าทางศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (Migrant Education Coordination Center - MECC) จะพิจารณาร่วมกับผู้ประสานงาน MLC ว่าสามารถเปิดได้ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้งในเดือนตุลาคม

ข้อมูลจากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group - MWG) ในปี 2562 ระบุว่ามีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยราว 19,410 คน  ที่ลงทะเบียนเรียนใน MLC ทั่วประเทศ ซึ่งจังหวัดตากถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีประชากรเด็กข้ามชาติมากเป็นลำดับต้น ๆ ของประเทศ และเป็นจังหวัดที่มีศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติมากที่สุด โดยมีเด็กข้ามชาติในศูนย์ฯ รวมกว่า 12,000 คน

การที่ MLC ทุกแห่งยังไม่สามารถกลับมาเปิดสอนได้นั้น เนื่องจาก MECC และผู้ประสานงานยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ และ MLC ทุกแห่งยังต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับเด็กเช่นเดียวกับเกณฑ์ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีทั้งหมด 44 ข้อ เช่น การคัดกรองวัดไข้ให้กับนักเรียน ครู และผู้เข้ามาติดต่อทุกคน การจัดเตรียมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยสำรองไว้ให้กับนักเรียน และการจัดห้องเรียน ที่นั่งในโรงอาหาร ที่นั่งพัก ให้เว้นระยะห่างระหว่างกัน อย่างน้อย 1-2 เมตร ซึ่งการดำเนินการเพื่อให้ผ่านทุกข้อนั้นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจาก MLC หลายแห่งยังขาดแคลนสิ่งจำเป็นตามที่ระบุหรือขาดแคลนเงินสนับสนุนเพื่อจัดซื้อสิ่งของเหล่านั้น 

เด็กชาวเมียนมาร์กำลังเรียนหนังสืออยู่
UNICEF Thailand

การขยายเวลาปิดศูนย์ฯ MLC ในตอนนี้กำลังส่งผลกระทบแก่เด็ก ๆ ทั้งในแง่ของการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การไม่ได้ไปโรงเรียนเป็นเวลานาน อาจลดทอนความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก และส่งผลกระทบต่อผลการเรียน ทำให้กิจวัตรประจำวันของเด็กเสียระบบ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงที่เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับความรุนแรง และการถูกแสวงผลประโยชน์

ยูนิเซฟได้เดินทางไปลงพื้นที่ในชุมชนแรงงานเมียนมาร์แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองอำเภอแม่สอด เพื่อเยี่ยมชมการเรียนการสอน และชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กและครอบครัว จ่าเท เจ้าหน้าที่ชาวเมียนมาร์ของมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน หรือ HWF (Help Without Frontiers) นำเรามาถึงชุมชนและเล่าว่าศูนย์การเรียนรู้ได้ปรับแผนโดยให้ครูออกไปสอนเด็ก ๆ ถึงในชุมชน หรือ “Home-based learning school” แต่ตอนนี้ครูหลายคนเดินทางกลับประเทศเมียนมาร์และยังไม่สามารถกลับมาประเทศไทยได้ จึงทำให้ MLC มีครูไม่พอ และทำให้ครูที่เหลืออยู่ต้องแบ่งตารางกันออกไปสอนเด็ก ๆ ให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ การเดินทางไปสอนในแต่ละชุมชนก็ต้องอาศัยยานพาหนะ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ยังมีอยู่จำนวนจำกัด อย่างครูทั้งสามคนที่มาสอนเด็ก ๆ ในบ่ายวันนั้นก็เดินทางมาด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันเดียวกัน 

จ่าเทนำเราเดินดูห้องเรียนที่อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ท่ามกลางชุมชนพร้อมบอกว่า ”บ่ายวันนี้ เด็ก ๆ ที่นี่จะได้เรียนวิชาวาดภาพ เรขาคณิตขั้นต้น และเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว” 

คุณครูกำลังดูนักเรียนทำสวนครัวในโรงเรียนอยู่
UNICEF Thailand

ศูนย์การเรียนรู้ New Day ได้ขึ้นทะเบียนกับ MECC และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 ในปี พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมีนักเรียนข้ามชาติที่เข้ามาลงทะเบียนเรียนใน 12 ระดับแล้วกว่า 300 คน  

ดอว์ ยูซานา ผู้อำนวยการของศูนย์การเรียนรู้ New Day ได้เล่าถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นในตอนนี้ว่า การที่จะกลับมาเปิดศูนย์การเรียนรู้ได้นั้น จะต้องผ่านการประเมินและแนวปฏิบัติทั้ง 44 ข้อ อุปสรรคคือที่นี่มีนักเรียนเยอะแต่มีพื้นที่จำกัด ทำให้การจัดพื้นที่เว้นระยะห่างทำได้ยาก การจัดเตรียมรถรับ-ส่งนักเรียนที่ต้องเว้นระยะห่างบนรถก็ทำได้ยากเช่นกัน นอกจากนี้ เธอยังได้เผยถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตให้มาเปิดศูนย์การเรียนรู้ว่า “ก่อนหน้านี้เคยทำงานเพื่อให้ความรู้แรงงานเรื่องสิทธิต่าง ๆ ที่พวกเขาควรได้รับ วันหนึ่งเคยเข้าสำรวจโรงงานเหล็กและพบว่ารอบ ๆ โรงงานมีเด็ก ๆ จำนวนมาก พอมีเจ้าหน้าที่มา ก็ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ เห็นว่าไม่มีใครอยู่ดูแลพวกเขาช่วงกลางวัน จึงเกิดความคิดที่อยากจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมา ตั้งชื่อว่า New Day เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นของอนาคตใหม่”

ดอว์ ยูซานา ผู้อำนวยการของศูนย์การเรียนรู้ New Day
UNICEF Thailand

ยูซานา กล่าวว่า “จริง ๆ แล้ว การเลื่อนปิดศูนย์ไปจนถึงเดือนตุลาคม ก็เป็นประโยชน์ในแง่ของความปลอดภัยของเด็ก แต่ด้วยจำนวนครูผู้สอนที่ลดลงอย่างมาก เพราะครูที่เป็นคนเมียนมาร์หลายคนได้เดินทางกลับบ้านในช่วงที่ประเทศไทยมีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน จนถึงตอนนี้ก็ยังกลับมาไม่ได้ เลยต้องแบ่งตารางกันออกไปสอน นอกจากนี้ ชุมชนส่วนใหญ่ที่ไปเป็นชุมชนเล็ก ๆ มีพื้นที่จำกัด ทำให้เด็กโตและเด็กเล็กต้องมานั่งเรียนรวมกัน คุณครูต้องพยายามอย่างมากที่จะจัดการเรียนการสอนให้ได้”

การที่ต้องเดินทางออกไปสอนเด็กในหลายชุมชน ในช่วงแรกก็ทำให้ครูหลายคนมีความกังวลต่อการติดเชื้อโควิด-19 จากชุมชนที่ไปสอน ยูซานาจึงเห็นว่าการป้องกันที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นที่ตัวครูเอง “ทางศูนย์การเรียนรู้จะให้ครูทุกคนติดตามสถานการณ์และหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสนับสนุนให้ครูเข้าร่วมการอบรมที่เป็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ด้วย เมื่อครูมีความรู้ที่เพียงพอ มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดไปยังคนในชุมชน ก็จะเกิดความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย”

ฮัน นี จ่อ ครูของศูนย์การเรียนรู้ New Day ซึ่งได้เข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยูนิเซฟจัดขึ้น เล่าถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นว่า “การเข้าร่วมอบรมกับทางยูนิเซฟทำให้ได้รับข้อมูลที่จำเป็นอย่างรอบด้าน มีประโยชน์มาก สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ก็คือ การไม่ตื่นกลัว เพราะหากมัวแต่กลัวหรือวิตกไปก็ไม่มีประโยชน์ และหลังอบรมก็ได้ส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นให้กับครูคนอื่น ๆ และก็ได้เอาความรู้เรื่องโควิด-19 และวิธีป้องกันการแพร่ระบาดไปสอนให้เด็กและครอบครัวในชุมชนได้รู้ด้วย”

ฮัน นี จ่อ ครูของศูนย์การเรียนรู้ New Day
UNICEF Thailand

ยูนิเซฟ และยูเอสเอดได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิ HWF Help Without Frontiers ในการจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปทั้งสามครั้งระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพันธมิตรที่ร่วมให้การสนับสนุนได้แก่ คลินิกแม่ตาว MECC สมาคมครูแรงงานเมียนมาร์ (Burmese Migrant Teachers’ Association - BMTA) องค์กร TeacherFOCUS และ PlayOnSide ซึ่งกิจกรรมเวิร์คช็อปที่จัดขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ครู นักเรียน และชุมชนต่าง ๆ ปลอดภัยจากการแพร่ระบาด ซึ่งข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เข้าถึงครู 361 คนจากศูนย์ MLC 56 แห่งในจังหวัดตาก ครอบคลุมประเด็นสำคัญได้แก่ ข้อมูลของโรคโควิด-19 การดูแลสุขภาพจิตของเด็ก การวางแผนด้านการเรียนการสอนที่บ้าน และการปฐมพยาบาลทางด้านสุขภาพจิต

ยูนิเซฟได้จัดส่งสิ่งช่วยเหลือจำเป็น เช่น หน้ากากอนามัย สบู่ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รวมถึงข้าวสาร อาหารแห้งให้กับครอบครัวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงของการแพร่ระบาด ซึ่งสิ่งของจำเป็นเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับศูนย์การเรียนรู้ New Day และศูนย์ MLC อีกแห่ง เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดและเตรียมการกลับมาเปิดศูนย์ฯ อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ยูนิเซฟ กำลังนำสิ่งของช่วยเหลือจากยูนิเซฟ และ ยูเอสเอด ไปให้แก่เด็กและครอบครัวในชุมชน
UNICEF Thailand

ฮัน นี จ่อ เล่าว่า “ปกติเวลาที่ออกไปสอนเราจะเอาสบู่ที่ได้รับแจกออกไปด้วย พอถึงชุมชนก็จะเอาไปไว้ที่จุดล้างมือให้เด็กและคุณครูล้างทั้งก่อนและหลังเรียน ถ้าวันไหนชุมชนที่ไปขาดแคลนน้ำ หรือจุดล้างมือหายาก ก็จะต้องเอาเจลแอลกอฮอล์ล้างมือออกมาใช้แทนสบู่ ส่วนหน้ากากอนามัยก็จะให้ทั้งครูและเด็กขณะเรียน สิ่งที่เราต้องการเพิ่มในตอนนี้ก็คือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สบู่ และหน้ากากอนามัย”

ขณะที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็ก ๆ ชุมชนข้ามชาติจำนวนมากในประเทศไทยต่างก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยจากการแพร่ระบาด