ออกแบบที่ทำงานให้เป็นมิตรต่อครอบครัว: อะไรคือสิ่งที่ภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถทำได้

การลงทุนเพื่อจัดทำนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวดีต่อทั้งครอบครัว ธุรกิจ และเศรษฐกิจ

ยูนิเซฟ
พอลล่า เทเลอร์ บัทเทอรี่ เฟรนด์ออฟยูนิเซฟ กำลังพูดคุยกับคุณแม่และลูกน้อยของเธอในระหว่างการลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
UNICEF Thailand/2015/Thuentap

06 มิถุนายน 2019

การลงทุนในการจัดทำนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีต่อทั้งครอบครัว ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจ แต่สำหรับพ่อแม่จำนวนมากทั่วโลก นโยบายอย่าง การลาคลอดบุตรแบบได้รับค่าจ้าง ช่วงเวลาพักสำหรับให้นมลูก บริการดูแลเด็ก และเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงเด็กเล็ก ยังไม่ใช่ความเป็นจริงสำหรับพวกเขา

เมื่อปราศจากนโยบายเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่จำนวนมากจึงไม่อาจสร้างสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างตัวพวกเขาและลูก ในช่วงเวลาเริ่มแรกของชีวิตที่สำคัญนี้ได้ ช่วงเวลาที่หลักฐานจากงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า เมื่อได้รับโภชนาการที่เหมาะสม ได้อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม จะช่วยในเรื่องของพัฒนาการทางสมองของเด็ก ให้พวกเขาได้เริ่มต้นอย่างดีที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเขา

นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ไม่เพียงแต่ให้ผลตอบแทนในรูปของเด็กที่มีสุขภาพดี ได้เรียนรู้อย่างดี มีความเท่าเทียมกันทางเพศมากกว่า มีการเติบโตและพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยให้ผลิตภาพของการทำงานดีขึ้น ธุรกิจสามารถดึงดูด สร้างแรงจูงใจ และรักษาพนักงานเอาไว้ได้มากขึ้นด้วย

ข่าวดีก็คือ แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงนี้มีเพิ่มมากขึ้น มีธุรกิจจำนวนมากที่เริ่มมองเห็นคุณค่าของการจัดให้มีนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว

แต่กระบวนการในภาคธุรกิจและโลกของนโยบายยังคงมีความเชื่องช้า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก สิ่งนี้ดีต่อทั้งตัวเด็ก คุณแม่ ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจ

ขอให้มีการลงทุนในนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัว

ยูนิเซฟขอเรียกร้องให้ภาครัฐและภาคธุรกิจ ออกแบบสถานที่ทำงานแห่งอนาคต สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พ่อแม่ได้มอบโอกาสเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดแก่ลูกน้อยของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยเพิ่มผลิตภาพและเสริมอำนาจให้แก่สตรี โดยอาจจัดให้มีนโยบายดังต่อไปนี้

  1. การลาคลอดบุตรโดยได้รับค่าจ้างอย่างน้อย 6 เดือน สำหรับทั้งคุณพ่อและคุณแม่
  2. พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการให้นมลูก และจัดให้มีช่วงเวลาหยุดพักแบบได้รับค่าจ้างสำหรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สำหรับคุณแม่ที่กลับมาทำงานแล้ว
  3. จัดให้มีบริการเลี้ยงดูเด็กเล็กที่มีคุณภาพดี ในราคาย่อมเยา
  4. เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก สำหรับทุกครอบครัวที่มีลูก

การลงทุนในนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน
 

ดีต่อพวกเด็กๆ

  • การลงทุนเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ ความสามารถ ของพวกเด็กๆ ซึ่งส่งผลต่อผลิตภาพของพวกเขาในอนาคต ทว่า ยังคงมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ถึงร้อยละ 43  หรือราวๆ 250 ล้านคนทั่วโลก ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุถึงศักยภาพอย่างเต็มที่ ด้วยสาเหตุอันเนื่องมาจากความยากจน สุขภาพและโภชนาการที่ไม่ดี และการขาดการกระตุ้นอย่างเหมาะสมในช่วงปฐมวัย
  • ในขณะที่พ่อแม่อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกๆ ของพวกเขา พ่อแม่จำนวนมากกลับไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกเหนือจากการทำงานอย่างหนัก ส่งผลให้พวกเขาต้องอยู่ห่างจากบ้าน ไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ของพวกเขาได้
  • มีเพียง 42 ประเทศเท่านั้นที่มีนโยบายระดับชาติในการมอบทรัพยากร (การลาคลอดบุตรแบบได้รับค่าจ้าง  6 เดือนสำหรับคุณแม่ และการลาช่วยเลี้ยงดูบุตรแบบได้รับค่าจ้าง 4 สัปดาห์สำหรับคุณพ่อ) แก่พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กเพื่อดูแลลูกๆ ของพวกเขา

ดีต่อตัวคุณแม่

  • บริการเลี้ยงดูเด็กที่ราคาย่อมเยาช่วยให้คุณแม่สามารถทำงานหาเงินช่วยเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งดีต่อทั้งเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ จากรายงานของ McKinsey ในปี 2015 ชี้ว่าการให้ผู้หญิงได้ทำงานอย่างเท่าเทียมกับผู้ชายจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจโลกถึง 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025
  • การเข้าถึงบริการเลี้ยงดูเด็กที่ใส่ใจต่อเพศสภาพ และการมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมลำทางเพศ และส่งเสริมการมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งเพศชายและหญิง

ดีต่อภาคธุรกิจ

  • ในหลายๆ ประเทศ ภาคธุรกิจได้เริ่มเห็นคุณค่าในการจัดให้มีนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวแล้ว ทั้งนี้เพราะนโยบายดังกล่าวช่วยในเรื่องของการรักษาพนักงาน ลดการลางาน และลดต้นทุนในการสรรหาพนักงาน นโยบายเหล่านี้ช่วยให้ผู้ปกครอง โดยเฉพาะคุณแม่ มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งนำไปสู่ความภักดีต่อองค์กรที่เพิ่มขึ้น มีขวัญและกำลังใจมากขึ้น เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัท สามารถดึงดูดพนักงานที่เก่งๆ เสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร และสอดคล้องต่อมาตรฐานการพัฒนาที่ยังยืนในระดับโลก
  • นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นที่คุณแม่จะกลับมาทำงานหลังจากการลาคลอดบุตร นโยบายที่เป็นกลางไม่แบ่งแยกเพศ ช่วยลดสิ่งที่เรียกว่า "ภาษีของคุณแม่" การแบ่งหน้าที่การดูแลภายในบ้าน ให้คุณพ่อได้แบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูลูก ช่วยให้คุณแม่มีแนวโน้มที่จะลาออกน้อยลง ลดช่องว่างระหว่างเพศ ช่วยส่งเสริมผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

ดีต่อเศรษฐกิจ

  • นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศ
  • นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวที่มีในกลุ่มประเทศนอร์ดิกในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา มีส่วนช่วยในการเพิ่มการจ้างงานผู้หญิง ช่วยเพิ่มจีดีพีต่อประชากรราวร้อยละ 10-20

วิสัยทัศน์ของยูนิเซฟ

ยูนิเซฟสนับสนุนให้มีการเพิ่มการสนับสนุนนโยบายการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่พอเพียง การจัดให้มีช่วงหยุดพักเพื่อให้นมลูกโดยได้รับค่าจ้าง การจัดให้มีบริการเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพและราคาย่อมเยา และการให้มีเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กโดยภาครัฐและภาคธุรกิจ

วาระเรื่องนโนบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวของยูนิเซฟ มุ่งหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

  • จาก "การลาคลอดบุตร" ของคุณแม่ มาเป็น "การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร" ของทั้งคุณพ่อและคุณแม่: สิ่งสำคัญสำหรับพัฒนาการของเด็กคือเวลาและการสนับสนุนจากพ่อและแม่ การเปลี่ยนจากการลาคลอดบุตรของคุณแม่ เป็นการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรของทั้งคุณพ่อและคุณแม่ เป็นอีกวิธีในการเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตัวเด็กและพ่อแม่
  • จาก "โครงสร้าง" มาเป็น "ผู้คน": เราต้องลงทุนให้กับครอบครัว ไม่ใช่แค่การจัดให้มีโครงสร้างอย่างห้องให้นมลูก เพื่อให้พ่อแม่สามารถให้เวลาและการสนับสนุนเลี้ยงดูแก่ลูกๆ ของพวกเขาได้
  • จาก "เรื่องของคนคนเดียว" มาเป็น "รับผิดชอบร่วมกัน": สมดุลระหว่างงานและครอบครัวไม่ใช่เรื่องของคนเพียงคนเดียว มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครอบครัว
  • จาก "การลดความเครียดของพ่อแม่" มาเป็น "สร้างเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว": นโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัวช่วยลดความเครียดของการเลี้ยงดูเด็ก และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พ่อแม่ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นไปอีกสำหรับพวกเด็กๆ

รู้จักกับยูนิเซฟให้มากกว่านี้