วัยรุ่นจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โชว์พลังสุดสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่รอบตัว

ที่งาน Generation Unlimited Challenge ปี 2

วรวุฒิ ชูมณี
ภาพหมู่ของเยาวชนและเจ้าหน้าที่ยูนิเซฟ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมประกวดไอเดีย Generation Limited เยาวชนกล้าคิด สะกิดสังคม
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang
10 พฤศจิกายน 2020

“ผมเคยถูกคนรอบข้างมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา เป็นคนผิดบาป คนตัดสินว่าผมชอบโดดเรียนไปทำเรื่องไม่ดี ทั้งที่จริงแล้ว ผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม เป็นเด็กกิจกรรมเลยไม่ค่อยได้เข้าเรียน มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นตัวปัญหา จนมีจุดหนึ่งที่ผมเคยคิดว่าจะออกจากโรงเรียน” นายฮาฟิซ หละบิลลา นักศึกษาชั้นปีที่ 4  มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาได้เล่าถึงปัญหาที่เขาเคยตกอยู่ในความสับสนและไม่สบายใจในช่วงรอยต่อขณะกำลังจะขึ้น ม. ปลาย

นายฮาฟิซ หละบิลลา นักศึกษาชั้นปีที่ 4  มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

แต่หลังจากช่วงเวลาของความสับสนนั้นไม่นาน ฮาฟิซก็ได้พบกับรุ่นพี่ที่ทำกิจกรมด้วยกันที่ได้เข้ามาพูดคุย ให้คำปรึกษา และคำแนะนำจนพบทางออก และเปลี่ยนใจเรียนต่อจนจบ จุดนั้นเองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากที่จะลุกขึ้นมาสร้าง “ที่ปรึกษา” สำหรับเด็ก ๆ ที่มีปัญหาและอยากลาออก

ทีม HBD 2U กับโครงการ Go2Goals เพื่อลดปัญหาเด็กเสี่ยงออกจากโรงเรียนกลางคันผ่านการทำงานร่วมกับครูแนะแนวของเด็ก ๆ และลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเด็ก ๆ ถึงในโรงเรียน
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

ฮาฟิซกับเพื่อน ๆ ต่างมหาวิทยาลัยจึงได้ริเริ่มโครงการ Go2Goals เพื่อลดปัญหาเด็กเสี่ยงออกจากโรงเรียนกลางคันผ่านการทำงานร่วมกับครูแนะแนวของเด็ก ๆ และลงพื้นที่ให้คำปรึกษาเด็ก ๆ ถึงในโรงเรียน ล่าสุดทีมของเขาที่มีชื่อว่า HBD 2U ก็ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายของโครงการเยาวชนกล้าคิด สะกิดสังคม ปี 2 (Generation Unlimited: Gen-U) ซึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดปัตตานีโดยยูนิเซฟเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับคัดเลือกจากประเทศไทยไปแข่งขันประชันไอเดียรอบสุดท้ายกับเด็กและเยาวชนทั่วโลก 

โครงการ Gen-U ริเริ่มโดยยูนิเซฟ เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วโลกนำเสนอไอเดียเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเขาเผชิญในชุมชน โดยต้องการมุ่งเน้นให้เยาวชนทุกคนทั่วโลกได้เข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการจ้างงานที่เหมาะสมกับวัย ตลอดจนมีความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน นอกจากนี้ โครงการ Gen-U ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ดึงภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจมาร่วมส่งเสริมศักยภาพของเยาวชน โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเยาวชนในการจัดทำโครงการ

นางสาวมหุรา ยูโซ๊ะ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หนึ่งในสมาชิกของทีม เล่าถึงที่มาของโครงการ Go2Goals
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

นางสาวมหุรา ยูโซ๊ะ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หนึ่งในสมาชิกของทีม ได้เล่าถึงที่มาของโครงการ Go2Goals ว่า “เริ่มแรก ทีมได้ร่วมกันหาสาเหตุของการออกจากโรงเรียนกลางคัน หลังจากได้ไปลงพื้นที่ไปให้คำปรึกษาน้อง ๆ ที่โรงเรียนก็พบว่ามีหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งเรื่องแนวคิดของตัวเด็กและครอบครัว เรารู้สึกว่าแนวคิดของเด็กบางคนต้องได้รับการปรับเปลี่ยน เพราะเด็กในวัยมัธยมต้นจะชอบคิดเอง เป็นวัยที่ยึดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ค่อยฟังคนรอบข้าง จะฟังเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ และยังพบว่า เด็กมีทั้งปัญหาครอบครัว และการเรียนไม่เก่ง ซึ่งมันทำให้เขาไม่มั่นใจและไม่อยากเรียนต่อ โครงการของเราจะไม่ได้แก้ปัญหาเด็กที่ออกไปแล้วแต่เน้นแก้ปัญหาเด็กที่เสี่ยงจะออก” มหุราอธิบายเพิ่มเติมถึงโครงการว่า “จากการทำงานทีมที่ได้ลงพื้นที่ไปเจอเด็กในโรงเรียน ก็ได้ชวนน้อง ๆ มาพูดคุยและแชร์ปัญหา และได้มีการติดต่อสื่อสารกันทางเพจ Go2Goals เพื่อให้คำปรึกษา โดยเราจะมีทีมงานคอยตอบน้อง ๆ มีการอัพเดทกิจกรรมและข้อมูลทุกสัปดาห์ ซึ่งเนื้อหาจะประกอบด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน จิตวิทยา และการพัฒนาตัวเอง และทุกสัปดาห์จะมีไลฟ์สดที่ได้บุคคลจากสายงานต่าง ๆ มาร่วมพูดคุยกับเรา แล้วเราก็จะมีทีมงานช่วยกันตอบคำถามน้อง ๆ ที่ถามกันเข้ามา จุดสำคัญคือการสร้างแรงบันดาลใจและให้น้อง ๆ มีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น”

ทีม Muallim หนึ่งในทีมเยาวชนที่ร่วมโครงการ Generation Unlimited เยาวชนกล้าคิด สะกิดสังคม
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang
ทีม Miallim หนึ่งในทีมที่เข้ารอบสุดท้ายของการประกวดไอเดีย Generation Unlimited เยาวชนกล้าคิด สะกิดสังคม
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

ขณะเดียวกัน อีกทีมที่ชนะการประกวดในครั้งนี้อย่าง ทีม Muallim ก็ได้นำเสนอบอร์ดเกมบันไดงู DAWN เพื่อเป็นเครื่องมือให้เด็กระดับประถมได้ทำความรู้จักกับพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและปลูกฝังนิสัยการเห็นใจเพื่อน และลดการกลั่นแกล้งกันในเด็กนักเรียนระดับประถม

ก่อนจะออกมาเป็นไอเดียบอร์ดเกมบันไดงูสุดคลาสสิก นางสาวนิสมา ฆอแด๊ะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยปัตตานี และสมาชิกทีม Muallim ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่พบเจอในวัยเด็กและยังค้างคาใจมาจนถึงทุกวันนี้ว่า “สมัยประถมหนูเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กร่าเริง สดใส ชอบเล่นวอลเลย์บอล แต่วันหนึ่ง เขาประสบอุบัติเหตุจากการเล่นปะทัดจนแขนพิการ มือใช้การไม่ได้ เขาไม่สามารถเล่นวอลเลย์บอลได้ จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ซึม แล้วตอนนั้นยังเจอเพื่อนล้อเลียน เรียกว่า ‘ด้วน’ มันทำให้เขาหมดความมั่นใจในชีวิตไปเลย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราโดนน่ะ มันหนักนะ เราก็คิดแต่ว่าอยากจะแก้ แล้วในสามจังหวัดก็จะมีปัญหาการบูลลี่ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ก็คือปัญหาที่มาจากความเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อนของหนูพ่อเขาถูกยิง เขาก็โดนคนล้อว่า ‘ไม่มีพ่อ’ ซึ่งมันก็น่าเจ็บปวดสำหรับเขา พอได้มาเจอโครงการนี้ ก็เลยใช้เป็นโอกาสในการแก้ปัญหา”

นางสาวนิสมา ฆอแด๊ะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยปัตตานี
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

นิสมาเสริมว่า “เราเลือกเจาะกลุ่มเด็กระดับประถมเพราะวัยนี้เปรียบเสมือนรากต้นไม้ ถ้าเราสามารถไปแก้ไขหรือพัฒนาพวกเขาในช่วงวัยนี้ได้ ก็จะเป็นการบ่มเพาะนิสัยของเด็ก บอร์ดเกมที่มีอยู่ตอนนี้คิดว่าซับซ้อนเกินไปที่จะใช้กับเด็กประถม บอร์ดเกมที่เราคิดขึ้นมาเลยประยุกต์จากเกมบันไดงู เพราะเด็กส่วนใหญ่จะรู้จัก ผู้เล่นในเกมจะเป็นได้หลายบทบาท ทั้งคนบูลลี่ คนถูกบูลลี่ และเป็นคนที่คอยช่วยผู้อื่น หรือ ฮีโร่ ในเกมจะมีสถานการณ์แตกต่างกันที่จะกระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้ฝึกรับมือและพูดคุย ถ้าใครได้รับบทบทบูลลี่ผู้อื่น จะได้รับการ์ดคำเตือนที่เป็นเหมือนตัวกลางเปิดประเด็นให้ทุกคนคุยกันว่าสถานการณ์นั้นถือเป็นการบูลลี่หรือไม่ ควรแก้ไขและรับมือกับมันอย่างไร ถ้าใครได้รับบทเป็นผู้ถูกบูลลี่ จะแสดงความเห็นและแสดงการรับมือ ถ้าไม่รู้จะรับมืออย่างไรก็จะมีการ์ดฮีโร่ให้เพื่อนเข้ามาช่วยได้ หรือถ้าเราเป็นบุคคลที่สามในสถานการณ์การบูลลี่ เราจะทำอย่างไร”

บอร์ดเกมบันไดงู DAWN เพื่อเป็นเครื่องมือให้เด็กระดับประถมได้ทำความรู้จักกับพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและปลูกฝังนิสัยการเห็นใจเพื่อน และลดการกลั่นแกล้งกันในเด็กนักเรียนระดับประถม
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

ที่ผ่านมาทางทีมได้เริ่มทำงานกับสองพาร์ทเนอร์หลักแล้ว อย่าง TK Park และสมาคมเครือข่ายโรงเรียนคุณภาพอัสสลาม (Assalam Smart School Association of Thailand) ที่มีโรงเรียนในสาขากว่า 60 แห่ง ซึ่งสมาคมเครือข่ายโรงเรียนคุณภาพอัสสลามก็จะช่วยในการเผยแพร่กิจกรรมนี้ไปยังโรงเรียนในเครือข่ายด้วย

วิลสา พงศธร (ฟ้า) เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang

วิลสา พงศธร (ฟ้า) เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เล่าถึงการดำเนินโครงการในปีนี้ว่า “โครงการ Generation Unlimited เยาวชนกล้าคิด สะกิดสังคม ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่เราจัดขึ้นในประเทศไทย เป็นการจัดกิจกรรมชาเลนจ์ขึ้นมาเพื่อให้เยาวชน อายุ 14-24 ปี ได้นำเสนอการแก้ไขปัญหา ที่เป็นปัญหาที่ใกล้ตัวเขามากที่สุด ซึ่งในปีที่ 2 นี้ เราโฟกัสที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดสงขลา ในครั้งนี้ ยูนิเซฟ ได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP) และมูลนิธิ Saturday School หรือ โรงเรียนวันเสาร์ สานต่อโครงการเป็นปีที่ 2 บนแนวคิดหลักของการมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs)  ซึ่งตั้งแต่โครงการเปิดรับสมัครในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่าน ก็มีน้อง ๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมถึง 466 คน จาก 110 ทีม ก่อนที่จะมีการคัดเลือกเหลือ 15 ทีม แต่ละทีมได้นำเสนอโครงการที่ครอบคลุมหลากหลายประเด็น เช่น ปัญหาการออกจากโรงเรียนกลางคัน ปัญหาการจ้างงาน การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหาที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต ประเด็นเรื่องเพศศึกษา และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทุกทีมจะได้รับการอบรมเตรียมความพร้อมและทํางานร่วมกับทีมโค้ชในแง่ของการออกแบบการแก้ไขปัญหาที่คิดถึงผู้ได้รับผลกระทบเป็นศูนย์กลาง (Human Centred Design) ก่อนที่ทุกทีมจะได้นําเสนอไอเดียให้คณะกรรมการพิจารณาเพื่อคัดเลือกสองทีมไปประกวดกับเยาวชนทั่วโลก”

ทั้ง 5 ทีมจะได้รับทุนจํานวน 1,000  USD หรือประมาณ 31,560 บาท เพื่อนำไปพัฒนาต้นแบบและทดลองในชุมชนของตัวเอง ซึ่งแต่ละทีมล้วนสะท้อนปัญหาที่เด็ก ๆ ในพื้นที่กำลังเผชิญ ซึ่งนอกจากจะเป็นประเด็นเด็กออกจากโรงเรียนกลางคัน และการกลั่นแกล้งล้อเลียนกันในโรงเรียน จาก 2 ทีมผู้ชนะแล้ว ยังได้เห็นความท้าทายในด้านอื่น ๆ จากอีก 3 ทีม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการมีอคติระหว่างกลุ่มเพื่อนในห้องเรียน ปัญหาการขาดความต่อเนื่องทางการศึกษาของกลุ่มเด็กข้ามชาติ และปัญหาการขาดรายได้ของเด็กและเยาวชนจากสถานพินิจฯ 

สำหรับ ทีม HBD 2U และทีม Muallim ที่ชนะประกวดครั้งนี้  จะต้องเตรียมตัวเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งกับเยาวชนอีก 41 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ และหากได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 สุดยอดนวัตกรรมเยาวชนจากเวทีระดับโลก ทีมผู้ชนะจะได้รับทุนอีกเป็นจํานวน 20,000 USD หรือประมาณ 630,159 บาท เพื่อพัฒนาและขยายผลแนวคิดต่อไป

 

รู้จักกับอีกสองทีมที่เข้าถึงรอบสุดท้าย
 

สมาชิกทีม Believe in Equality กับไอเดีย BE การ์ดเกม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการมีอคติระหว่างกลุ่มเพื่อนในห้องเรียน ซึ่งมักทำให้เพื่อน ๆ ในชั้นไม่เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและไม่เข้าใจกัน
ทีม Believe in Equality

แม้จะไม่ได้เป็นผู้ชนะการประกวดในครั้งนี้ แต่ มูฮัมหมัดฮาริส จิมัน นักเรียนชั้น ม. 5 จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา สมาชิกทีม Believe in Equality ก็ภูมิใจที่ได้คิดไอเดีย BE การ์ดเกม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการมีอคติระหว่างกลุ่มเพื่อนในห้องเรียน ซึ่งมักทำให้เพื่อน ๆ ในชั้นไม่เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและไม่เข้าใจกัน

มูฮัมหมัดฮาริส บอกว่า “ในห้องเรียนจะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก กลุ่มเด็กที่ตั้งใจเรียนจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ หลายครั้งที่แสดงความคิดเห็นจะรู้สึกว่ามีสายตาที่จ้องมาจากเพื่อนในห้อง มันไม่ให้ความรู้สึกที่ปลอดภัยในการที่เราจะพูด แทนที่โรงเรียนจะเป็นที่ปลอดภัย แต่กลายเป็นที่อันตรายในการออกความคิดเห็น เราเลยคิดเป็นการเรียนรู้ผ่านเกมการ์ด ซึ่งอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมเด็กในทันที แต่ขณะที่เล่นเกม ผู้เล่นจะค่อย ๆ พัฒนาความคิด ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ คำถามจะเป็นประเด็นที่มีในปัจจุบัน เช่น บูลลี่” 

เกมส์การ์ดจะเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมให้ทุกคนได้มีสิทธิ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการดูถูก เพื่อสร้างความเข้าใจ และการเคารพซึ่งกันและกัน โดยก่อนเริ่มเกมทุกคนจะต้องเขียนแสดงความเห็นบน Post it ในประเด็นที่ต้องการนำมาพูดคุย จากนั้นจะมีการแจกการ์ดซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทที่มีบทบาทต่างกัน คือ การ์ด Speaker รับหน้าที่เป็นผู้พูด การ์ด Comment รับหน้าที่เป็นคนแสดงความคิดเห็น และ การ์ด Free ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นผู้แสดงความคิดเห็น หรือแค่ฟัง โดยผู้ที่ได้รับการ์ดจะต้องเล่นบทบาทตามที่ตัวเองได้รับ  “ช่วงเวลาที่เล่นบอร์ดเกมทำให้เพื่อนกล้าที่จะพูดมากขึ้น ซึ่งนับเป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ และผู้เล่นก็จะได้มีโอกาสเข้าใจผู้อื่น และได้รู้ตัวเองไปด้วย”

ทีม Olivia กับโครงการเว็บไซต์เรียนออนไลน์ FCLC-MOOC (Foreign Child Labour Course - MOOC)
ทีม Olivia

สำหรับทีม Olivia ได้ตีโจทย์จากปัญหาการขาดความต่อเนื่องทางการศึกษาของลูกกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ต้องย้ายที่อยู่ตามพ่อแม่เพราะหมดสัญญาจ้างและนำเสนอการทำ เว็บไซต์เรียนออนไลน์ FCLC-MOOC (Foreign Child Labour Course - MOOC) ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและการสื่อสารแก่ลูกหลานแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์และกัมพูชา 

นายธนกฤต สอนกลั่น (นีโน่) นักเรียนชั้น ม. 5 โรงเรียนสาธิตวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เล่าว่า “ที่โรงเรียนเคยมีโครงการให้ลงพื้นที่ที่ ศูนย์การเรียนรู้ลูกแรงงานเด็กข้ามชาติ ชุมชนบ้านแหลมนก จังหวัดปัตตานี เราได้เห็นปัญหาอย่างหนึ่งที่คือน้องยังไม่ได้เรียนรู้ภาษาไทยหรือแม้แต่ภาษาของตัวเอง หลังจากรวมทีมกันได้ เราก็ไปลงพื้นที่อีกครั้งนึง คิดว่าจะทำยังไงให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้ภาษา แต่ก็ยังติดอีกปัญหานึงก็คือผู้ปกครองของน้องหมดสัญญาจ้าง ต้องย้ายที่ทำงาน น้อง ๆ ก็ต้องย้ายตามพ่อแม่ไปด้วย ทำให้ขาดความต่อเนื่องทางการศึกษา เราจึงคิดสร้างเว็บไซต์ FCLC-MOOC ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เว็บไซต์ที่มาแทนที่หลักสูตรของโรงเรียน แต่ช่วยมาเสริมให้น้อง ๆ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” เว็บไซต์ FCLC-MOOC เป็นเว็บไซต์รูปแบบ E-learning ที่เจาะกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 7-15 ปี มีเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษที่ให้เด็ก ๆ เลือกเรียนได้ทั้งภาษาเมียนมาร์และภาษากัมพูชา นอกจากนี้ยังมีส่วนของแบบทดสอบ เกม ข่าว และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนต่อ