ยูนิเซฟในประเทศไทย

มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของเด็กทุกคน

UNICEF Thailand
ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, ทูตสันถวไมตรีองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และตัวแทนพันธมิตรของยูนิเซฟประเทศไทย ในงาน 70 ปี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
UNICEF Thailand/2018/Bundit Chotsuwan

05 มีนาคม 2019

มีคำกล่าวว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในเด็ก” เนื่องจากเด็กในวันนี้ก็คืออนาคตของชาติในวันข้างหน้า แม้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาเด็กในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของสังคมกลับทำให้การพัฒนาดังกล่าวต้องอาศัยความเข้มแข็ง ตลอดจนความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือหรือการวางนโยบายจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ก็จำเป็นต้องจับมือและมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การพัฒนานั้นครอบคลุมและตอบโจทย์กับโลกในวันนี้และในอนาคตให้มากที่สุด

ในฐานะที่องค์การ ยูนิเซฟ ประเทศไทย ดำเนินงานเพื่อสิทธิเด็กมากว่า 70 ปี ประเด็นสำคัญที่ท้าทายต่อการทำงานในวันนี้ คือเรื่องของการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็นของเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็กยากจน เด็กที่อยู่ในชนบทห่างไกล เด็กข้ามชาติ หรือเด็กพิการ การยกระดับมาตรฐานบริการด้านสังคมสำหรับเด็กทุกคน การปกป้องคุ้มครองเด็กจากความรุนแรง ตลอดจนการเพาะบ่มความรู้และทักษะให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อที่พวกเขาจะเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพและสามารถใช้ชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง

นายอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรีองค์การ ยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นเรื่องความเท่าเทียมของเด็กในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างยั่งยืน
UNICEF Thailand/2018/Bundit Chotsuwan

เช่นเดียวกับที่ นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ให้ทัศนะไว้ภายในงาน “มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของเด็กทุกคน” ที่จัดขึ้นร่วมกันโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศ และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ 70 ปีของยูนิเซฟ ว่า “ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ เราจำเป็นที่จะต้องปรับรูปแบบการทำงานเพื่อตอบสนองกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กและเยาวชนมีความพร้อมสำหรับอนาคต พวกเขาต้องมีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อสามารถใช้ชีวิตและทำงานในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ การร่วมมือกันอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการวางแผนและการหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และบริการต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในอนาคต”

นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กำลังให้ทัศนะไว้ภายในงาน “มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของเด็กทุกคน” ที่จัดขึ้นร่วมกันโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศ
UNICEF Thailand/2019/Bundit Chotsuwan

นอกจากนี้ นายอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรีองค์การ ยูนิเซฟ ประเทศไทย ก็ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องความเท่าเทียมของเด็กในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างยั่งยืนไว้ว่า ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลได้จัดทำโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ตั้งแต่วัย 0-3 ปี จำนวน 600 บาทต่อเดือนให้กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน แต่ยังคงมีเด็กกลุ่มนี้ที่ตกหล่นไปจากสวัสดิการ ทั้งยังมีเด็กกลุ่มอายุ 3 -6 ปี ที่ไม่มีสวัสดิการความคุ้มครองทางสังคมของรัฐใด ๆ สนับสนุน รัฐบาลควรมีสวัสดิการที่ครอบคลุมมากขึ้น และอย่างน้อยที่สุดควรปรับการช่วยเหลือดังกล่าวเพิ่มเป็น 6 ปี นอกจากนี้ ตนยังอยากเห็นรัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยและการศึกษาของเด็กให้มากกว่านี้ และควรดึงภาคเอกชนและภาคธุรกิจเข้ามาเสริมในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

เพื่อนำเสนอมุมมองการพัฒนาจากทุกภาคส่วน ภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย: แนวทางการจัดการความท้าทายใหม่ในศตวรรษที่ 21” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคเอกชนมาร่วมแสดงทัศนะ ซึ่ง คุณสุนี ไชยรส จากคณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ตอกย้ำเรื่องการพัฒนาของภาครัฐ ในประเด็นโครงการเงินอุดหนุนฯ ของรัฐบาลว่า อยากให้การสนับสนุนนั้นเป็นไปอย่างถ้วนหน้าอย่างแท้จริง คือช่วยเหลือเด็กทุกคน โดยไม่จำกัดว่าจะอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะเช่นใด เรียกว่าเป็นการใช้หลักเกณฑ์เดียวกับเงินอุดหนุนผู้สูงอายุ หรือบัตรทอง เพื่อให้ความช่วยเหลือนั้นเติมเต็มการคุ้มครองทั้งระบบ

ในส่วนของการพัฒนาทักษะของเด็กที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ตัวแทนภาคเอกชน คุณสิรินทรา มงคลนาวิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนองค์กรและพัฒนาความยั่งยืน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้แสดงความคิดเห็นถึงทักษะที่ภาคการศึกษาควรช่วยเด็ก ๆ ให้พัฒนา เนื่องจากมีความจำเป็นสำหรับการทำงานในยุค Disruption ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคมอย่างรวดเร็วว่า สิ่งแรกคือความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ถัดมาคือกระบวนการคิดวิเคราะห์ให้เป็น (Critical Thinking) ที่ต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่การเรียนการสอน ลำดับสามคือ ทักษะในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Communication) เพื่อช่วยเสริมให้การทำงานร่วมกันสำเร็จตามเป้าหมาย (Collaboration) โดยภาคเอกชนเองสามารถร่วมมือกับภาครัฐในการเป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยเสริมให้เกิดความเข้าใจทั้งในแง่ของทฤษฎีและการปฏิบัติงานในชีวิตจริง

A mother and her child are using UNICEF-supported Early Moment Matters on Mobile service
UNICEF Thailand/2019/Sukhum Preechapanich

 

สำหรับการทำงานเพื่อพัฒนาเด็ก ๆ อย่างเป็นรูปธรรมนั้น องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ยังร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข จัดทำ โครงการ 9 ย่างเพื่อสร้างลูก (Early Moments Matter on Mobile) ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางสื่อสารข้อมูลเรื่องการเลี้ยงลูกผ่าน Facebook Messenger ไม่ว่าจะเป็นแนวทางปฏิบัติหรือกิจกรรมพัฒนาต่าง ๆ เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการดังกล่าวจะมีข้อมูลความรู้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนเด็กอายุครบ 6 ปี ใน 9 หัวข้อ ได้แก่ 1. ตั้งครรภ์คุณภาพ 2. นมแม่และโภชนาการเด็ก 3. เข้าใจพัฒนาการเด็กตามวัย 4. การเล่นและการส่งเสริมพัฒนาการ  5. เลี้ยงลูกเชิงบวก 6. ป้องกันโรคและดูแลเมื่อเจ็บป่วย 7. ความปลอดภัยป้องกันอุบัติเหตุ 8. สุขอนามัยที่ดี และ 9. บทบาทสมาชิกในครอบครัว โดยพ่อแม่สามารถสมัครรับข้อความได้ฟรี โดยเข้าไปที่เพจ “9 ย่างเพื่อสร้างลูก”(www.facebook.com/9YangTH)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการดำเนินงานขององค์กร ยูนิเซฟ ประเทศไทย ในโอกาสฉลองครบรอบ 70 ปี ที่ยังคงมุ่งมั่นเพื่ออนาคตของเด็กทุกคน

รู้จักกับยูนิเซฟให้มากกว่านี้