ยุติการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนด้วยน้ำใจและความเข้าใจต่อกัน

เยาวชนร่วมสร้างหัวใจที่เข้าใจผู้อื่นในงาน Kindness Leaders Conference

มณฑลี ทรงพัฒนะโยธิน
ภาพหน้าจอโปรแกรม Zoom ที่มีผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์เป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิงหลากหลายวัย จำนวน 11 คน
UNICEF Thailand
25 กุมภาพันธ์ 2021

รายงานสำรวจล่าสุดซึ่งดำเนินการโดยเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชนพบว่า มีเด็กและเยาวชนมากถึง 92% เคยถูก “บูลลี่” หรือถูกกลั่นแกล้งรังแกในสถานศึกษา ในขณะที่เด็กอีก 13% เป็นโรคซึมเศร้าจากผลกระทบของการบูลลี่ เป็นผลให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการกลั่นแกล้งรังแกสูงที่สุดทั่วโลก การกลั่นแกล้งรังแกมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำร้ายร่างกาย การทำร้ายจิตใจผู้อื่นด้วยคำพูด การคุกคามผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการต่อยตี ล้อเลียน และการรังแกและข่มเหงทางสื่อโซเชียลมีเดีย

เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขการกลั่นแกล้งรังแกและความรุนแรงในโรงเรียน ผู้แทนเยาวชน 16 คน จากเครือข่ายเด็กและเยาวชนยูนิเซฟประเทศไทย ซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านสิทธิเด็กในโรงเรียนและชุมชน จึงได้รับเลือกเข้าร่วมงาน Kindness Leaders Conference ร่วมกับผู้นําเยาวชนอีก 150 คนจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ได้เรียนรู้แนวทางการแก้ไขการกลั่นแกล้งรังแกและความรุนแรงในโรงเรียน ผ่านกิจกรรมสอนเรื่องความมีน้ำใจ (Kindness) และการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น (Empathy)

ในการเตรียมความพร้อมก่อนวันงาน ยูนิเซฟประเทศไทยได้จัดสัมมนาออนไลน์ เชิญชวนให้ผู้แทนเยาวชนประเทศไทยได้ทำความรู้จักกัน โดยมี ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา นักจิตวิทยาคลินิกและประธานมูลนิธิศานติวัฒนธรรม ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องสถานการณ์การกลั่นแกล้งรังแกในประเทศไทย และพูดคุยถึงวีธีที่เยาวชนสามารถมีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกในโรงเรียนและชุมชน กิจกรรมครั้งนี้ได้เตรียมความพร้อมให้แก่กลุ่มผู้นำเยาวชนถึงวิธีการตอบโต้และช่วยเหลือเมื่อเห็นคนถูกรังแก รวมถึงได้ร่วมสะท้อนประสบการณ์เรื่องการบูลลี่ในโรงเรียนและวิธีที่เคยใช้ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ผู้อื่นด้วย

ภาพหน้าจอโปรแกรม Zoom ที่ผู้แทนพิเศษ องค์การยูนิเซฟ ประเทศเกาหลีใต้ ชเว ชีวอน มาเข้าร่วมประชุม Kindness Leaders Conference
ชเว ชีวอน นักแสดงและสมาชิกวง Super Junior ร่วมพูดคุยกับเยาวชนผ่านทางซูม ในพิธีเปิดงาน Kindness Leaders Conference

กิจกรรมงาน Kindness Leaders Conference จัดขึ้นในรูปแบบงานสัมมนาออนไลน์ 3 วัน นำโดยยูนิเซฟประเทศมาเลเซีย การประชุมครั้งนี้ได้พัฒนามาจากความสำเร็จของการจัดงานสัปดาห์การมีน้ำใจ ของประเทศมาเลเซีย (#StandTogether National Kindness Week) ซึ่งดำเนินการโดยเครือข่ายองค์การไม่แสวงผลกำไร และภาคประชาสังคม ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และยูนิเซฟประเทศมาเลเซีย โดยความสำเร็จเกิดจากการให้ความสำคัญเรื่องความรุนแรงต่อเด็ก ผ่านการส่งเสริมเรื่องความมีน้ำใจและการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น เป็นการสร้างวัฒนธรรมเชิงบวก แทนการต่อสู้กับการกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นด้วยการลงโทษ

ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม Kindness Leaders Conference ที่ผู้คนจากหลายๆ ประเทศมาเข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom
การบูลลี่และความรุนแรงเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ได้

ในสมัยนี้ที่มีข้อความแสดงความรังเกียจและพฤติกรรมการใช้คำพูดเพื่อสร้างความแตกแยกมากเหลือเกิน Kindness Leaders Conference มุ่งส่งเสริมให้มีน้ำใจต่อกัน และเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และส่งเสริมค่านิยมร่วมและใช้ความเข้าใจเป็นเครื่องมือในการยุติการกลั่นแกล้งรังแกและความรุนแรงที่มีต่อเด็กในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ กิจกรรมในงานช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงความมีน้ำใจและเข้าใจกันในการเป็นผู้นำ (Kindness and empathy in leadership) เคล็ดลับการดูแลตนเอง ความแตกต่างระหว่างการใช้ความเข้าใจและการลงโทษในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการนำเสนอไอเดียกิจกรรมและเครื่องมือต่าง ๆ ที่เยาวชนสามารถนำไปต่อยอดทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมเชิงบวกในโรงเรียนต่อไปได้

ผังกิจกรรมพัฒนาโดยตัวแทนผู้นำเยาวชนไทย
ผังกิจกรรมพัฒนาโดยตัวแทนผู้นำเยาวชนไทย

ตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทยได้นำเสนอโครงการนำร่องในโรงเรียน ผ่านการให้ข้อมูลในช่องทางโซเชียลมีเดียและกิจกรรมในโรงเรียน เช่น คอนเสิร์ต และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวงจรการบูลลี่อีก กลุ่มผู้นำเยาวชนยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมกิจกรรมสร้างคุณค่าตนเอง การเข้าใจถึงระบบการจัดการกับปัญหา และรับทราบถึงช่องทางที่เยาวชนสามารถบอกเล่าถึงปัญหาหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้  การประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในประเทศของตนเองให้ทํางานร่วมกันกับเครือข่ายเยาวชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมความมีน้ำใจและเข้าใจกัน รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเองด้วย