ถาม-ตอบ: วัยรุ่นและเยาวชน กับโควิด-19

พบกับคำตอบข้อสงสัยในประเด็นเรื่องโควิด-19

WHO, UNESCO, UNFPA and UNICEF
Q&A
UNICEF Thailand/2020/Jirapha Laksanawisit
17 กรกฎาคม 2020

คำถามและคำตอบเหล่านี้พัฒนาโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เราขอขอบคุณวัยรุ่นและเยาวชนจากกลุ่ม Adolescents and Youth Constituency (AYC) ภายใต้เครือข่ายความร่วมมือด้านอนามัยแม่และเด็ก และทารกแรกเกิด (The Partnership for Maternal, Newborn and Child Health – PMNCH) ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาคำถามและคำตอบเหล่านี้

ภาพกราฟิกของผู้ชายและผู้หญิงสวมหน้ากากอนามัย หันหน้าเข้าหากัน ทำหน้าครุ่นคิด มีเครื่องหมายคำถามเป็นแบ็กกราวด์
วัยรุ่นติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่?

คนทุกกลุ่มอายุสามารถติดเชื้อโควิด-19 ได้  ในขณะที่เรายังคงศึกษาถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อประชากร เราพบว่าผู้สูงอายุ (ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป) และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด มะเร็ง หรือเบาหวาน มักมีอาการป่วยรุนแรงกว่าคนอื่น ๆ และเนื่องจากโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่เพิ่งค้นพบใหม่ เราจึงยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงผลกระทบของโรคที่มีต่อเด็กและวัยรุ่น ข้อมูลเชิงประจักษ์เท่าที่มีในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าเด็กและวัยรุ่นมักไม่มีอาการรุนแรง แต่กรณีเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตก็สามารถเกิดขึ้นกับกลุ่มวัยนี้ได้  

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/key-messages-and-actions-for-covid-19-prevention-and-control-in-schools-march-2020.pdf

ภาพการ์ตูนรูปผู้ชายและผู้หญิง
วัยุร่นที่มีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย สามารถแพร่เชื้อโควิด-19 ให้แก่ผู้อื่นได้หรือไม่?

ผู้ติดเชื้อในทุกกลุ่มอายุรวมถึงวัยรุ่นสามารถแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่นได้ แม้ในขณะที่มีอาการไม่รุนแรงหรือไม่รู้สึกว่าตนเองป่วย เชื้อไวรัสแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านฝอยละอองขนาดใหญ่จากจมูกหรือปาก ซึ่งแพร่กระจายเมื่อผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ไอ จาม หรือพูด  ฝอยละอองขนาดใหญ่เหล่านี้อาจตกลงบนวัตถุหรือพื้นผิว เมื่อผู้ที่มือไปสัมผัสวัตถุหรือพื้นผิวเหล่านี้แล้วไปสัมผัสดวงตา จมูก หรือปากของตน ก็อาจติดเชื้อได้

ภาพการ์ตูนของผู้ชายที่กำลังแสดงอาการของโรคโควิด-19
มีผู้ติดเชื้อวัยรุ่นไม่กี่รายที่ป่วยรุนแรงจากโรคโควิด-19 ฉันยังควรไปสถานพยาบาลหรือไม่หากมีอาการของโรคนี้?

หากคุณมีอาการไม่รุนแรง เช่น ไอเล็กน้อย หรือมีไข้ต่ำ อาจไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ควรอยู่บ้าน แยกกักตนเองจากผู้อื่นและสังเกตอาการของตนเอง โดยปฏิบัติตามแนวทางของรัฐเกี่ยวกับการแยกกักตนเอง 

การหลีกเลี่ยงการพบปะผู้อื่นและไม่ไปสถานพยาบาลเมื่อมีอาการไม่รุนแรง จะช่วยให้สถานพยาบาลสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังเป็นการปกป้องตัวคุณเองและผู้อื่นจากเชื้อโควิด-19 และไวรัสชนิดอื่น ๆ อีกด้วย 

คุณควรพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้นหรือไม่มีคนในครอบครัวที่สามารถดูแลคุณได้ที่บ้าน โดยจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่รัฐกำหนด คุณควรสอบถามสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้วางใจเกี่ยวกับขั้นตอนดังกล่าว

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

ภาพการ์ตูนของผู้หญิงที่กำลังโทรแจ้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินโควิด-19 เพราะสมาชิกในครอบครัวของเธอมีผู้แสดงอาการ
ฉันควรทำอย่างไร หากมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคโควิด-19?

สมาชิกในครอบครัวควรรับการรักษาพยาบาลจากแพทย์หากมีอาการป่วยรุนแรง หากเป็นไปได้คุณหรือผู้ใหญ่ในครอบครัวควรโทรศัพท์ไปยังหมายเลขฉุกเฉินสำหรับโรคโควิด-19 ในพื้นที่หรือส่วนกลางเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่และขั้นตอนในการขอรับการรักษา หากสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 ทั้งคุณและผู้สัมผัสกับผู้ป่วยจะต้องสังเกตอาการตนเองและกักตัวเป็นเวลา 14 วันแม้จะยังรู้สึกแข็งแรงดีก็ตาม

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/advice-for-public

อุปกรณ์ประจำตัวหมอ แผงยา และชาร์ตจดบันทึกของคุณหมอ
ฉันรับประทานยารักษาโรคประจำตัวอยู่ ฉันควรปรับเปลี่ยนสิ่งใดหรือไม่?

คุณจำเป็นต้องรับประทานยาที่ใช้รักษาอาการป่วยเรื้อรังและอาการป่วยอื่น ๆ ของคุณอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคหอบหืด เบาหวาน เอชไอวี และวัณโรค รวมทั้งรับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ คุณควรตรวจสอบกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและผู้ให้บริการด้านสุขภาพว่าการเข้ารับการตรวจสุขภาพมีขั้นตอนต่างจากเดิมหรือไม่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

บริการบางอย่าง เช่น การให้คำปรึกษา อาจให้บริการทางไกลได้ สำหรับวัยรุ่นที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและมีอาการทางคลินิกคงที่ วัยรุ่นที่เป็นผู้ป่วยวัณโรคและ/หรือมีภาวะเรื้อรังอื่น ๆ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพควรพิจารณาสั่งจ่ายยาให้ใช้ได้หลายเดือน เพื่อลดความถี่ในการมายังสถานพยาบาลและเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหากการเดินทางเคลื่อนย้ายหยุดชะงักในช่วงที่มีการแพร่ระบาด การรักษาอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.who.int/news-room/q-a-detail/q-a-on-covid-19-hiv-and-antiretrovirals

ตัวการ์ตูนผู้ชาย กำลังยืนพูดถึงเรื่องวัคซีนอยู่
หากถึงกำหนดฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือบาดทะยัก แต่การให้บริการวัคซีนหยุดชะงัก ฉันควรเป็นกังวลหรือไม่?

WHO แนะนำว่าควรเลื่อนการให้บริการวัคซีนทุกชนิดในโรงเรียนและการรณรงค์ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนออกไปก่อนในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19  ตารางการให้วัคซีนสำหรับวัยรุ่นนั้นมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่คุณจะยังสามารถได้รับวัคซีนทันเวลาเมื่อหน่วยงานด้านวัคซีนกลับมาให้บริการอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น วัคซีน HPV ที่ต้องฉีด 2 เข็มนั้นสามารถเริ่มเมื่อใดก็ได้ในช่วงอายุ 9-14 ปี โดยระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 และ 2 อาจยาวนานขึ้น โดยระยะห่างอย่างน้อยของแต่ละเข็มคือ 6 เดือน แต่อาจเว้นระยะ 12 หรือ 15 เดือน หรืออาจนานกว่านี้ได้ถ้าจำเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ในเวลาต่อมาเพื่อให้สามารถป้องกันโรคได้อย่างเต็มที่

การตัดสินใจว่าจะยังคงให้บริการวัคซีนตามกำหนดปกติหรือไม่นั้นขึ้นกับแต่ละประเทศ คุณควรสอบถามสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจว่าสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริการวัคซีนต่าง ๆ ในพื้นที่ได้จากที่ใด สิ่งสำคัญคือคุณจะต้องได้รับวัคซีนที่จำเป็น แม้จะต้องล่าช้าไปบ้างเนื่องจากมีการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19  

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

ภาพตัวการ์ตูนผู้หญิงกำลังนั่งเหงาๆ อยู่ในบ้าน เพราะอยู่ในช่วงล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ฉันเบื่อการอยู่บ้าน และแม้ว่าฉันจะได้รับเชื้อโควิด-19 ก็ไม่น่าจะป่วยหนัก สำคัญด้วยหรือที่จะต้องปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การเว้นระยะห่างทางกายจากผู้อื่น?

การอยู่กับบ้านเป็นเรื่องยากและอาจน่าเบื่อ แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่คุณเพลิดเพลิน เช่น อ่านหนังสือ  เล่นเกม หรือฟังเพลง คุณควรติดต่อกับเพื่อน ๆ และครอบครัวเป็นประจำทุกวันทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต หรือพูดคุยพบหน้ากันโดยรักษาระยะห่างทางกาย หากอาศัยอยู่ใกล้และกฎระเบียบในพื้นที่อนุญาตให้ทำได้

ในขณะเดียวกัน ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องลดโอกาสในการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโควิด-19 ด้วยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์ถูมือให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร (3 ฟุต) และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เพราะคุณอาจเป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่โชคร้ายมีอาการหนักหากได้รับเชื้อโควิด-19 หรือคุณอาจเป็นผู้แพร่เชื้อจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นป่วยหนักหรือเสียชีวิต คุณเลือกได้ที่จะปกป้องชีวิตของผู้อื่น  วัยรุ่นและเยาวชนทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับโรคโควิด-19

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/advice-for-public

ภาพเปรียบเทียบคนสองกลุ่ม กลุ่มทางซ้ายไม่สนใจเรื่องระยะห่างทางกายภาพ กลุ่มทางขวามีการเว้นระยะห่างทางกายภาพถูกต้อง
เพื่อนบางคนไม่ปฏิบัติตามกฎการเว้นระยะห่างทางกาย ฉันควรทำอย่างไร?

อธิบายให้เพื่อนเข้าใจถึงความสำคัญของการปกป้องตนเองและผู้อื่นด้วยการล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าของตนเอง ไอหรือจามลงบนข้อพับแขน แขนเสื้อ หรือกระดาษชำระทุกครั้ง และให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐร้องขอ เช่น การเว้นระยะห่างทางกาย และข้อห้ามเกี่ยวกับการเดินทาง  คุณอาจลองคิดกิจกรรมออนไลน์สนุก ๆ ที่เพื่อน ๆ สามารถเข้าร่วมด้วยได้ การทำเช่นนี้เป็นการให้ทางเลือกแก่เพื่อน ๆ แทนการบอกแต่เพียงให้พวกเขาอยู่บ้าน อย่าลืมว่าคุณไม่สามารถบังคับการกระทำของผู้อื่นได้ ดังนั้น อย่าโต้เถียงหรือต่อสู้เพื่อพยายามเปลี่ยนความคิดของพวกเขา

ภาพของตัวการ์ตูนผู้หญิงสองคน คนหนึ่งกำลังเศร้า อีกคนกำลังออกกำลังกาย
ฉันกังวลใจมากเรื่องโรคโควิด-19 และผลกระทบกับชีวิตของตัวเอง ฉันควรทำอย่างไร?

ในสถานการณ์ของการระบาดใหญ่เช่นนี้ เป็นเรื่องปกติที่คุณจะกังวลและรู้สึกอ่อนแอ นี่เป็นข้อเสนอแนะในการจัดการกับความวิตกกังวลของคุณ

ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อคุณรู้สึกไม่ดี เพราะเมื่อชีวิตสะดุดลง เป็นเรื่องปกติที่จะมีความรู้สึกสับสนปนเป ทั้งกลุ้มใจ หงุดหงิด เศร้า เครียด โกรธ และวิตกกังวล   
ขอให้นำเอาทักษะและวิธีที่คุณเคยใช้ในอดีตที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการกับปัญหาในชีวิต และทักษะที่ช่วยให้คุณจัดการกับอารมณ์ได้มาใช้ ตัวอย่างเช่น

  • เขียนไดอารี่
  • แสดงความรู้สึกผ่านงานศิลปะ เช่น แต่งกลอน วาดรูป เต้นรำ หรือเล่นดนตรี
  • ระบายความรู้สึกและความกังวลให้ใครสักคนที่คุณไว้ใจฟัง
  • ฝึกการหายใจ โดยอาจทำตามวิธีที่มีผู้แนะนำไว้ทางออนไลน์ (หากคุณมีอินเทอร์เน็ต) 

ออกกำลังกายทุกวัน การออกกำลังกายทุกชนิดช่วยได้ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย การออกกำลังกายยังช่วยผลิต ‘ฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดี’ หรือ เอ็นดอร์ฟิน ซึ่งจะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น คุณอาจเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายกลางแจ้งโดยเว้นระยะห่างจากผู้อื่น หรือหากไม่สามารถออกจากบ้านได้ คุณอาจเปิดหน้าต่างเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และออกกำลังกายในบ้านเพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า 

ไม่ใช้การสูบบุหรี่ การกินอาหาร การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาเสพติด เพื่อจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ติดต่อกับเพื่อน ๆ และครอบครัว ทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต  หรือพูดคุยพบหน้ากันโดยรักษาระยะห่างทางกาย หากอาศัยอยู่ใกล้และกฎระเบียบในพื้นที่อนุญาตให้ทำได้

ทำกิจวัตรประจำวันอย่างต่อเนื่อง พยายามเข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ วางแผนและแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสมดุล เช่น ทำการบ้าน ออกกำลังกาย ติดต่อกับเพื่อน ๆ และครอบครัว ทำงานอดิเรก และรับประทานอาหารตรงตามมื้อ   

พูดคุยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ หากคุณหรือคนที่คุณห่วงใยรู้สึกดังนี้

  • จมอยู่กับความรู้สึกเศร้า หวาดกลัว วิตกกังวล  
  • เครียดจนบั่นทอนการทำกิจวัตรประจำวัน
  • อยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

ในเวลาเช่นนี้ คุณอาจสะดวกที่จะพูดคุยกับผู้ให้คำปรึกษามากกว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เนื่องจากอาจมีข้อห้ามเรื่องการเดินทาง และสถานพยาบาลอาจมีภารกิจล้นมือในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

ภาพกราฟิกของเด็กนักเรียนชายและหญิง กำลังนั่งอยู่กับพื้น ชูมือทั้งสองข้างขึ้น
การระบาดใหญ่นี้จะจบลงเมื่อใด? ฉันจะได้ไปโรงเรียนและพบเจอเพื่อน ๆ

เราไม่รู้ว่าการระบาดใหญ่ครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด แต่เรารู้ว่าความร่วมแรงร่วมใจของทุกคนจะสามารถหยุดยั้งการแพร่เชื้อได้ การที่คุณเสียสละด้วยการไม่ไปเจอเพื่อน ๆ  ไม่ไปโรงเรียน และงดกิจกรรมอื่น ๆ เป็นการช่วยต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค การหยุดพักกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจไว้ชั่วคราวช่วยหยุดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสมาสู่ชุมชนของเรา ซึ่งมาตรการป้องกันเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากไวรัสในระยะสั้น ทั้งยังเป็นการซื้อเวลาให้เราสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้ไปพัฒนาแนวทางแก้ไข เพื่อที่เราจะกลับไปดำเนินชีวิตในรูปแบบที่คุ้นเคยได้มากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ต่อไปและส่งเสริมให้เพื่อนปฏิบัติเช่นเดียวกัน     

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/advice-for-public

ภาพกราฟิกอธิบายถึงการจัดการเรียนการสอนแบบที่มีการเว้นระยะห่างทางกายภาพของโรงเรียน
โรงเรียนในบางพื้นที่ของประเทศกำลังจะเปิดอีกครั้ง ถ้าฉันกลับไปเรียนจะปลอดภัยหรือไม่?

การตัดสินใจเปิดโรงเรียนอีกครั้งในแต่ละประเทศและพื้นที่นั้นอาศัยการประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง ประกอบกับความเห็นพ้องของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขและการศึกษา ครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ในชุมชน นอกจากนี้ การที่โรงเรียนกลับมาเปิดอีกครั้งจะต้องมีการวางแผนและเตรียมการอย่างรอบคอบ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความปลอดภัยและสุขภาพของทุกคนในชุมชนสถานศึกษา

ดังนั้น หากโรงเรียนที่คุณศึกษาอยู่กลับมาเปิดอีกครั้ง คุณควรมั่นใจได้ว่าปลอดภัยที่จะกลับไปเรียนหนังสือ ทั้งนี้ คุณจะต้องปฏิบัติตามแนวทางและกฎระเบียบที่โรงเรียนกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และหากมีข้อกังวลใด ๆ อย่าลังเลที่จะคุยกับครู พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 

อ่านเพิ่มเติม:

กราฟิกของผู้คนที่กำลังออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยมีการเว้นระยะห่างทางกายภาพ
ฉันรู้ว่ายังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ในเวลานี้ แต่ฉันรู้สึกสบายดี ฉันยังเล่นกีฬาได้หรือไม่?

คุณสามารถเล่นกีฬาได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางกายและข้อห้ามด้านการเดินทางที่รัฐกำหนด การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ คุณควรจัดสรรเวลาทุกวันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ไม่ต้องมีการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้อื่น เช่น กีฬาที่เล่นคนเดียวได้ ซึ่งมีให้เลือกมากมาย เช่น วิ่งเหยาะ ๆ เดิน เต้นรำ หรือโยคะ คุณอาจเล่นเกมในร่ม เช่น กระโดดเชือกและกระโดดขาเดียว เล่นกับพี่ ๆ น้อง ๆ หรือฝึกความแข็งแกร่งโดยใช้น้ำหนักที่ทำขึ้นเอง เช่น ขวดเปล่าบรรจุน้ำหรือทราย และหากมีอินเทอร์เน็ตก็อาจเข้าร่วมเกมออนไลน์ที่ต้องขยับร่างกาย หรือเข้าคลาสฟิตเนสออนไลน์ หรือจัดให้มีการออกกำลังกายออนไลน์ของตัวเองกับเพื่อน ๆ  ลองมองหากิจกรรมสนุก ๆ ที่สามารถทำได้ภายใต้ข้อจำกัดในสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่จะทำให้คุณรู้สึกดี

ภาพของนักเรียนหญิงกำลังใช้โน้ตบุ๊กเพื่อเรียนออนไลน์
ฉันเสียโอกาสทางการเรียนเพราะการระบาดของโรคโควิด-19 ฉันควรทำอย่างไร?

Yสถานศึกษาจะจัดการให้คุณได้เรียนเพิ่มเติมหรือสอบในเวลาอื่น คุณควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่โรงเรียนกำหนดเพื่อลดผลกระทบจากการปิดโรงเรียนและเพื่อการศึกษาที่ต่อเนื่อง หากเข้าถึงอินเทอร์เน็ต คุณอาจขอคำปรึกษาจากครูหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจให้ช่วยชี้แนะเกี่ยวกับการเรียนรู้ออนไลน์และแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ โดยรวมถึงข้อมูลใน ทางออกโดยการเรียนรู้ทางไกล แนะนำโดย UNESCO ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ส่งเสริมให้นานาประเทศพัฒนาระบบการศึกษาของตน ขณะนี้ UNESCO กำลังรวบรวมเรื่องราวจากนักเรียน ครู และผู้ปกครอง เกี่ยวกับวิธีการรับมือและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่โรงเรียนปิด ลองอ่านเรื่องราวเหล่านี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ  คุณสามารถติดต่อ UNESCO และบอกเล่าประสบการณ์ของตัวคุณได้ที่ ร่วมแบ่งปันเรื่องราว

ในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รัฐบาลได้เริ่มเผยแพร่รายการโทรทัศน์หรือวิทยุเพื่อการศึกษาในระหว่างที่โรงเรียนปิด หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาดังกล่าว ขอให้ค้นหารายการเพื่อการศึกษาทางสื่อโทรทัศน์และวิทยุในประเทศ
     
อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

ภาพกราฟิกที่สื่อถึงการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูล
ข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 มีมากมายจนไม่รู้ว่าข่าวไหนจริงหรือเท็จ ฉันควรทำอย่างไร?

มีกระแสข่าวเกี่ยวกับโรคโควิด-19 อย่างแทบไม่หยุดหย่อน บ้างก็ขัดแย้งกันเอง ทำให้ผู้เกาะติดข่าวบางคนสับสนและเป็นทุกข์ เราจึงควรเลือกรับข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของ UNICEF และ WHO พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางที่ไม่น่าเชื่อถือด้วย หากคุณมีโทรศัพท์ สามารถใช้บริการข้อความ WHO Health Alert บน WhatsApp เพื่อดูข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นบริการใหม่ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เชื่อถือได้และรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก    เริ่มด้วยการกด WHO Health Alert ส่งคำว่า ‘Hi’ ในข้อความ WhatsApp เพื่อเริ่มต้น

อย่างไรก็ดี การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 มากเกินไปอาจทำให้เครียดได้ คุณจึงควรใช้เวลาเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างวันเพื่อค้นหาข้อมูลล่าสุดและแนวทางในการปฏิบัติ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการฟังหรือติดตามข่าวลือที่ทำให้ไม่สบายใจ    

อ่านเพิ่มเติม: https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/mental-health-considerations.pdf

ภาพกราฟิกของผู้ชายและผู้หญิงที่กำลังจ้องหน้ากันและกัน ในกรอบภาพรูปหัวใจ
การมีเพศสัมพันธ์ในเวลานี้ ปลอดภัยหรือไม่?

ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าเชื้อโควิด-19 ถ่ายทอดผ่านน้ำอสุจิหรือสารคัดหลั่งในช่องคลอด อย่างไรก็ดี การมีเพศสัมพันธ์หมายถึงการที่คุณใกล้ชิดกับบุคคลอื่น ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดเชื้อโควิด-19 การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองนั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นและไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์ของคู่ครองที่อาศัยอยู่ด้วยกันจะไม่มีความเสี่ยงหากทั้งคู่ได้ปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัส อย่าลืมใช้ถุงยางอนามัยและวิธีการคุมกำเนิดเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ

อ่านเพิ่มเติม:

ภาพกราฟิกของวัยรุ่นชายที่กำลังนั่งชูมือซ้ายอยู่ โดยมือขวากำลังถือจอยเกม สื่อให้เห็นว่าเขากำลังเล่นเกมอยู่
ในช่วงล็อกดาวน์ฉันใช้เวลาออนไลน์นานขึ้น ทั้งเล่นเกม ติดต่อกับเพื่อนทางออนไลน์ และเรียนหนังสือ ฉันควรกังวลหรือไม่

โรคโควิด-19 ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมากเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างกะทันหัน และคุณอาจใช้เวลาออนไลน์นานขึ้นกว่าเดิมหลายชั่วโมง แม้ว่าการออนไลน์จะทำให้คุณได้มีโอกาสได้เรียนรู้ เล่น และติดต่อเพื่อนฝูงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ควรจำกัดเวลาที่อยู่หน้าจอที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนหรือการออกกำลังกาย เพราะคุณควรขยับเขยื้อนร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีและเพื่อให้คิดบวกอยู่เสมอ การอยู่หน้าจอนานเกินไปอาจทำให้เกิดอาการไวต่อแสงกระพริบ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และวิงเวียน หรือมีอาการชัก คุณจึงควรแทนที่เวลาสันทนาการหน้าจอด้วยกิจกรรมนอกจอ เช่น การฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นบอร์ดเกม หรือทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ออกไปเดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ การเล่นเกมมากเกินไปอาจทำให้เป็น “โรคติดเกม” นำไปสู่การอดนอน การสลับเวลากลางวันกับกลางคืน เบื่ออาหาร มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ปวดศีรษะ และขาดสมาธิ หากคุณมีอาการเหล่านี้ ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจ

ภาพกราฟิกที่สื่อถึงการป้องกันภัยออนไลน์
ฉันทราบมาว่าเราอาจได้รับอันตรายจากการติดต่อทางออนไลน์ ความเสี่ยงออนไลน์มีอะไรบ้าง และฉันจะปกป้องตัวเองอย่างไร

เนื่องจากคุณอาจใช้เวลาออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิมจึงควรระมัดระวังภัยต่าง ๆ ที่มาจากช่องทางออนไลน์

ข้อแรก ระวังการแชร์เนื้อหาออนไลน์ พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การส่งข้อความเรื่องเพศ (Sexting) หรือการแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวกับเพศ อาจทำให้คุณมีความเสี่ยงต่อการถูกขู่แบล็คเมล ถูกคุกคาม และทำให้อับอาย

ข้อสอง การออนไลน์นานขึ้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการพบกับนักล่าเหยื่อที่คอยแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเยาวชน คุณควรแต่งกายให้เหมาะสมขณะอยู่หน้าเว็บแคม และไม่พูดคุยกับครูหรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนออนไลน์จากห้องนอน นอกจากนี้ วัยรุ่นบางคน (เช่น ผู้ที่มีความพิการ ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับหรือแพร่เชื้อโควิด 19) อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกระรานทางไซเบอร์หรือการเลือกปฏิบัติ การติดต่อทางออนไลน์ที่สร้างความเจ็บปวด เลือกปฏิบัติ หรือไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หากคุณมีข้อสงสัย ไม่สบายใจหรือทุกข์ใจเกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ทางออนไลน์ แจ้งให้ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจทราบทันที     

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.unicef.org/media/67396/file/COVID-19%20and%20Its%20Implications%20for%20Protecting%20Children%20Online.pdf

ภาพกราฟิกสื่อให้เห็นถึงการอกหัก และการทะเลาะเบาะแว้งของคู่รัก
ตั้งแต่พ่อแม่ของฉันไม่ได้ออกไปทำงาน พวกเขาทะเลาะกันบ่อยขึ้น บางครั้งก็ด่าทอหรือทำร้ายร่างกายกัน อยู่บ้านแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย ฉันควรทำอย่างไร

นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผู้คนมากมาย ซึ่งอาจรวมถึงพ่อแม่ของคุณ ต่างกังวลเรื่องสวัสดิภาพ สุขภาพ และการเงิน และเมื่อต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ไปไหนไม่ได้และมีพื้นที่จำกัดในช่วงล็อกดาวน์ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกกดดันและเครียด จึงมีความเห็นขัดแย้งกันบ้างเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งบานปลายไปเป็นการทำร้ายกันทางร่างกายหรือวาจา คุณอาจต้องลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องบางอย่าง   

หากคุณกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่บ้าน หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ให้ขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจ และพยายามอย่าดึงความสนใจมาที่ตัวคุณในระหว่างการทะเลาะวิวาทนั้น ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตัวคุณเองถูกทำร้าย นอกจากนี้ ควรเตรียมแผนความปลอดภัยหากความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยจัดกระเป๋าหรือถุงใส่สิ่งของจำเป็น เช่น เสื้อผ้า เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์ชาร์จไฟ พร้อมทั้งเตรียมรายชื่อเพื่อน เพื่อนบ้าน ญาติ หรือศูนย์พักพิงไว้ให้พร้อมหากต้องออกจากบ้านอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัย ซักซ้อมกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ให้ช่วยแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยดูแลคุณให้ปลอดภัยได้ เช่น ตำรวจ บริการการแพทย์ฉุกเฉิน และบริการด้านสังคม    

หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากโรคโควิด-19 ยังคงให้บริการที่จำเป็นแก่ประชาชน เช่น ศูนย์พักพิง หรือศูนย์ให้ความคุ้มครอง  หากไม่มีผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจและพูดคุยเกี่ยวกับความวิตกกังวลของคุณด้วยได้ ในประเทศของคุณอาจมีสายด่วนหรือบริการทางข้อความที่คุณสามารถสื่อสารกับผู้ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษา 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

ภาพกราฟิกของผู้หญิงผมยาว กำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้ เธอดูเหงาๆ
ฉันไม่ชอบที่มีใครบางคนในบ้านแตะเนื้อต้องตัวฉัน และฉันกับคนนี้ก็อยู่บ้านด้วยกันตลอดเวลาเพราะการระบาดใหญ่ ฉันควรทำอย่างไร

การที่ใครก็ตามทำเช่นนี้กับคุณเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่ความผิดของคุณแต่อย่างใด หากคุณพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันและ/หรืออยู่ในความอุปการะของบุคคลดังกล่าว (ซึ่งมักเป็นผู้ชาย) คุณก็ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องการอยู่บ้านเนื่องจากโรคโควิด-19  ลองพิจารณาทำสิ่งเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยของคุณขณะอยู่บ้าน

  • บอกเขาอย่างสุภาพแต่หนักแน่นว่าคุณไม่ต้องการให้เขาจับต้องตัวคุณ และขอให้เขาหยุด
  • แจ้งให้ผู้ปกครอง ผู้ดูแล หรือผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ในบ้านที่คุณไว้ใจทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
  • แจ้งให้ผู้ใหญ่นอกบ้านที่คุณไว้ใจทราบ เช่น เพื่อนบ้าน ครู คนที่เป็นเพื่อนกับครอบครัวคุณ หรือญาติ
  • โทรศัพท์หรือส่งข้อความเพื่อขอความช่วยเหลือ เช่น ติดต่อสายด่วน หรือสายช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงที่ต้องการความช่วยเหลือ มีความทุกข์ หรือถูกทำร้าย หรือโทรศัพท์ไปยังศูนย์คุ้มครองเด็กในพื้นที่ ระวังอย่าให้บุคคลนั้นเปิดดูเบอร์โทรศัพท์ที่คุณโทรหรือข้อความที่คุณส่งทางโทรศัพท์ได้
  • คิดหาวิธีและเตรียมการล่วงหน้ากับเพื่อนบ้าน ญาติที่คุณไว้ใจ หรือคนที่เป็นเพื่อนกับครอบครัว (โดยไม่ให้บุคคลนั้นล่วงรู้) หากจำเป็นต้องออกจากบ้านทันทีเพราะคุณถูกทำร้ายร่างกายหรือบาดเจ็บ เพื่อให้ช่วยพาคุณออกจากบ้านและอยู่กับพวกเขาจนกว่าคุณจะสามารถกลับไปอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย  
  • หากคุณถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกข่มขืนและต้องการความช่วยเหลือหรือการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน  ให้รีบไปที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ใกล้ที่สุดเพื่อขอรับการดูแลรักษา   

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/331699/WHO-SRH-20.04-eng.pdf