คำสอนจากภูมิปัญญาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีของการก่อตั้งองค์การยูนิเซฟ เราได้เชิญคนจากสองเจนเนอเรชั่นที่มีช่วงวัยที่แตกต่างมานั่งคุยถึงการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ดิลชัต จูสสุโปวา
นาเดีย และ กวิน ขณะกำลังสัมภาษณ์ นาย กุล เกาตัม ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
UNICEF Thailand/2021/Kongdej Keesukpan
14 กรกฎาคม 2021

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ไม่ได้เป็นวิกฤตระดับโลกครั้งแรกที่มนุษยชาติเผชิญ เราเคยฟื้นตัวจากโรคระบาดขั้นวิกฤตมาก่อนและเราจะผ่านพ้นเหตุวิกฤตครั้งนี้ไปได้อีกครั้ง สำหรับโครงการ The Wisdom Project เป็นโครงการจัดทำขึ้นโดยองค์การยูนิเซฟโดยเปิดตัวเพื่อเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปีของการทำงานของยูนิเซฟเพื่อเด็ก ๆ ทั่วโลก ถือเป็นโอกาสอันดีเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมภาษณ์อาวุโสผู้มีประสบการ์ทำงานฝ่าฟันวิกฤตในอดีตเพื่อที่จะสอบถามว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไรกับการจัดการวิกฤตการณ์ในครั้งนี้

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นาย กุล เกาตัม ได้แบ่งปันความรู้ตลอดชีวิต 72 ปีที่น่าทึ่งของท่านให้เยาวชนสองคน คือ นาเดีย (อายุ 20 ปี) และกวิน (อายุ 18 ปี) ได้ฟัง โดยเกาตัมเล่าถึงชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ที่เกิดและเติบโตจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในประเทศเนปาล บ้านเกิดของเกาตัมเป็นถิ่นทุรกันดารซึ่งเพิ่งมีถนน โทรศัพท์ ไฟฟ้า และโรงเรียนเมื่อไม่นานมานี้เอง ในชีวิตการทำงาน เกาตัมได้เริ่มทำงานที่ยูนิเซฟประจำภูมิภาค​เอเชียตะวันออกและแปซิฟิคโดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารระดับภูมิภาคในระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึงปี 2000 หลังจากนั้นไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟสำนักงานใหญ่ และ เลขาธิการใหญ่ขององค์การสหประชาชาติในระหว่างปีค.ศ. 2000 ถึงปี 2007

ชมไฮไลท์ของการสนทนาระหว่างสองเจนเนอเรชั่นที่ช่วยสร้างแรงบันดาลได้ที่นี่:

UNICEF Thailand

จากการสัมภาษณ์ เกาตัมได้ให้ข้อคิดที่สำคัญว่าแม้โลกจะเผชิญกับวิกฤตหลายต่อหลายครั้งและกำลังเผชิญกับวิกฤตอีกครั้งในตอนนี้ องค์กรยูนิเซฟสามารถใช้ประสบการณ์ 75 ปีที่ได้ทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสช่วยให้โลกฟื้นตัวได้

“ในช่วงการระบาดของโรคโปลิโอในประเทศไนจีเรีย ผมเดินทางไปประเทศอียิปต์ในปีพ.ศ. 2547 เพื่อไปพบท่าน มูฮัมหมัด ซัยยิด แทนทาวี ผู้นำใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร์ ซึ่งเป็นองค์กรศาสนาแห่งโลกอิสลาม ขอให้ท่านออกคำวินิจฉัย (ฟัตวา) โดยระบุว่าเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมในการปกป้องและฉีดวัคซีนป้องกันโปลิโอให้กับเด็ก ยูนิเซฟได้แปลคำวินิจฉัยเป็นหลายภาษาและเผยแพร่ไปทุกที่ และนั่นคือวิธีที่เราสามารถดำเนินการกำจัดการระบาดของโปลิโอในไนจีเรียได้ เราได้เรียนรู้ว่าเราจำเป็นต้องคิดนอกกรอบและมองหาโอกาสให้ไกลกว่าที่คนอื่น ๆ ทำ เราเคยทำสำเร็จมาแล้ว และเราจะต้องทำได้อีกครั้ง”

ในวันนี้ประเทศไนจีเรียปลอดจากโรคโปลิโอเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เกาตัมกล่าวว่ามีเหตุผลมากมายที่เราจะมีความหวังสำหรับอนาคตด้วยเช่นกัน

“ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คนรุ่นใหม่อย่างพวกคุณ จะสร้างแนวทางใหม่ ๆ อย่างแน่นอน อย่างเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) และเรื่องการศึกษา เราเห็น เกรต้า ธันเบิร์ก และ มาลาลา ยูซัฟไซ เคลื่อนไหวนำความเปลี่ยนแปลง เราไม่ควรมองข้ามความคิดสร้างสรรค์ พลัง และจินตนาการของคนหนุ่มสาว เราควรให้สิทธิ์และรับฟังพวกเขามากขึ้น และนี่คือสิ่งที่คนในรุ่นของผมไม่ได้ทำมากพอ”

นาย กุล เกาตัม ถ่ายรูปร่วมกับกวิน และนาเดียที่สำนักงานองค์การยูนิเซฟประเทศไทย
UNICEF Thailand/2021/Iman Morooka
นาย กุล เกาตัม ถ่ายรูปร่วมกับกวิน และนาเดียที่สำนักงานองค์การยูนิเซฟประเทศไทย

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เกาตัมมองโลกในแง่ดี หนึ่งในเหตุผลนั้นคือ คนรุ่นใหม่สองคนที่กำลังสัมภาษณ์เกาตัมกำลังปูทางไปสู่อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น นาเดียได้อุทิตตนในการทำงานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศบ้านเกิดของเธอในประเทศอินโดนีเซีย เธอเข้ามามีส่วนร่วมในงานขององค์กรที่ดำเนินกิจการโดยเยาวชนที่ชื่อ Bye Bye Plastic Bags และตอนนี้เธอกำลังศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดในกรุงเทพฯ เพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขเชิงนโยบายต่าง ๆ

กวินจากประเทศไทยเป็นรองประธานชมรมยูนิเซฟที่โรงเรียนมัธยมของเขาในกรุงเทพฯ เขาได้ช่วยเพื่อนนักเรียนให้มีส่วนร่วมในงานของยูนิเซฟที่เป็นกิจกรรมช่วยสร้างการมีส่วนร่วมสำหรับเด็กและเยาวชน ขณะนี้กวินกำลังเตรียมศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาในปลายปีนี้  ซึ่งเขามีความมุ่งมั่นที่จะหาเทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ได้

“นาเดียและกวินเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้คิดถึงแค่ประเทศบ้านเกิดของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นพลเมืองของโลกอีกด้วย ซึ่งเราเองไม่สามารถคิดฝันว่าเราจะเป็นพลเมืองโลกได้เมื่อเราอยู่ในวัยเด็ก”

“การได้พูดคุยกับเกาตัมเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ เกาตัมเป็นเสมือนสารานุกรมที่สามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้เราเข้าใจได้ อีกทั้งการได้ฟังข้อมูลเชิงลึกจากประสบการณ์ต่าง ๆ จากการดำเนินชีวิตของเกาตัม และการทำงานเพื่อเด็ก และคนรุ่นต่อ ๆ ไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราอย่างมากมาย” นาเดียกล่าวสะท้อนความรู้สึกจากการสัมภาษณ์

“แม้จะผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในความทรงจำที่ผ่านมา เกาตัมยังมีความหวังและมองโลกในแง่ดีซึ่งถือเป็นแสงสว่างนำทางสำหรับพวกเราทุกคน” กวินกล่าวเสริม “หลายปีในการทำงานของเกาตัมร่วมกับยูนิเซฟได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลาเกี่ยวกับการสร้างโลกที่ดีขึ้นและมีความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น อย่าลืมว่าเราสามารถแสวงหาแรงบันดาลใจจากผู้ที่ทำงานบุกเบิกที่สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่มาก่อนพวกเราได้เสมอ”