ความสุขที่มีเสียงจากเรื่องของน้องๆ เยาวชน

- ตอนพิเศษ -

ทรงพร ลีลากิตติโชค
ภาพหมู่ของน้องๆ วัยรุ่นที่มาร่วมแชร์เรื่องราวของพวกเขาในตอนพิเศษของรายการ The Sound of Happiness ฟัง x เล่า =ความสุข จากซ้ายไปขวา อัมรินทร์ บุญสะอาด (อามม์), กมลลักษณ์ ทองแดง (ปาล์ม), โอ๋, และ ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา (ญา)
UNICEF Thailand
09 ตุลาคม 2020

รายการ The Sound of Happiness ฟัง x เล่า = ความสุข  วาไรตี้ทอล์กโชว์ และพอดแคสต์ ยังมีตอนพิเศษที่จะพาทุกคนไปพบกับน้อง ๆ วัยรุ่นจากหลากหลายกลุ่มที่ได้เผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ คุณจะได้พบกับเรื่องราวการต่อสู้ของน้องนักกิจกรรมส่งเสริมเรื่องสุขภาพจิต เรื่องราวชีวิตของลูกสาวแรงงานข้ามชาติที่ทั้งชีวิตอยู่แต่ในประเทศไทย แต่ก็ยังเป็นคนไร้รัฐ เรื่องราวของสาวน้อยผู้พิการทางสายตาที่มีความสามารถทำได้ไม่ต่างจากคนทั่วไปในวัยเดียวกัน  และตัวแทนน้องจากกลุ่มเพศทางเลือกที่ส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ฟังดูเหมือนเราจะให้ฟังเรื่องเครียดปวดหัวใจใช่ไหม? ไม่เลย เราเชิญคุณมาฟังเรื่องสร้างแรงบันดาลใจและความเข้มแข็งของพวกเขาต่างหากล่ะ!

การไขปัญหาชีวิตและสุขภาพจิตไม่ได้เริ่มต้นที่ความสงสาร แต่เป็นเริ่มต้นที่ความเข้าใจ ซึ่งเราทุกคนสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ ในตอนพิเศษเร็วๆ นี้! มาไขปริศนาสุขภาพจิตในวัยรุ่นด้วยกันในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ทางจูกซ์ และยูนิเซฟ ประเทศไทยกัน

 

พวกเขาเป็นใครกันบ้างหนอ

อัมรินทร์ บุญสะอาด (อามม์) อายุ 21 ปี
อัมรินทร์ บุญสะอาด (อามม์) อายุ 21 ปี

อัมรินทร์ บุญสะอาด (อามม์) อายุ 21 ปี เป็นสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนที่ร่วมทำงานขับเคลื่อนเพื่อสิทธิเด็กอย่างแข็งขัน อามม์คิดว่ากลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ) ยังไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ออกเสียงอย่างเพียงพอ จึงเสนอตัวเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศสภาพของตนเอง

ตั้งแต่จำความได้ อามม์รู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองนั้น ‘แตกต่าง’ เขาโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เข้าใจและยอมรับตัวตนของเขา แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้โชคดีเหมือนกัน และต้องประสบปัญหาเรื่องสุขภาพจิต บางครอบครัวถึงกับพาลูกตนเองไปพบแพทย์เพื่อให้รักษาลูกให้เป็นปกติ “พวกเค้าไม่เข้าใจว่ามันรักษาให้หายไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่โรค เราเกิดมาเป็นแบบนี้” อามม์ออกความเห็น “คุณรักลูกของคุณ ณ วินาทีที่เค้าเกิด ความรักนี้ก็ไม่ควรจะเปลี่ยนไปถ้าเค้าเลือกเพศทางเลือกของตัวเองตอนหลัง”

ในความคิดของเขา กลุ่มคนเพศทางเลือกต้องพยายามมากเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ จะได้ชดเชยความไม่ตรงเพศสภาพของตนเอง “แล้วถ้าเราไม่สามารถเป็นคนพิเศษได้ล่ะ? เราจะไม่ได้รับการยอมรับงั้นเหรอ?” อามม์ตั้งคำถาม จึงทำให้อามม์อยากจะเปลี่ยนความคิดในสังคมว่ากลุ่มคนเพศทางเลือกก็เป็นเหมือนกับผู้ชาย หรือผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตปกติที่มีความสุขได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ  มันไม่ยุติธรรมที่จะคนคนหนึ่งจะโดนตัดสินในเชิงลบ หากตัดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศออกไปแล้ว “เราก็เป็นคนเหมือนคุณ เราก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ” อามม์เรียกร้อง

อามม์ยังคงทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนสิทธิ์ของคนกลุ่มเพศทางเลือก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ให้พวกเขากล้าพูด เขาเชื่อว่าถ้าเด็กเพศทางเลือกกล้าพบพ่อแม่เร็ว และอธิบายให้ฟังถึงอัตลักษณ์ทางเพศของตน พ่อแม่ก็จะได้มีเวลาค่อยๆ ปรับตัวและปรับทัศนคติให้ยอมรับลูกของตนเองได้

กมลลักษณ์ ทองแดง (ปาล์ม) อายุ 20 ปี
กมลลักษณ์ ทองแดง (ปาล์ม) อายุ 20 ปี

“หนูเกิดมาตาบอด 100% แล้วก็เป็นคนตาบอดมาตลอดชีวิต” กมลลักษณ์ ทองแดง (ปาล์ม) อายุ 20 ปี เริ่มเล่าเรื่องของเธอ “หนูไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเวลาอยู่กับกลุ่มคนที่พิการทางสายตาเหมือนๆ กัน แต่มีปัญหาเวลาอยู่กับคนตาดีนี่ล่ะค่ะ โดยเฉพาะในครอบครัวตัวเอง” 

ด้วยความไม่เข้าใจ คนตาดีส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นห่วงว่าคนตาบอดจะมองไม่เห็น แล้วเจ็บตัวเพราะขยับไปนั่นมานี่ “หนูเคยจะช่วย แต่ครอบครัวไม่ยอมให้หนูต่อสายไฟ” ปาล์มเล่า “หนูก็เข้าใจค่ะว่าเค้าเป็นห่วง แต่พวกเค้าไม่ให้หนูแม้แต่จะลองทำเลย” เมื่อไม่ได้สื่อสารอย่างระมัดระวัง ความเป็นห่วงเช่นนี้กลับทำให้ปาล์มต้องเสียใจ

“มีอีกครั้งที่ครอบครัวบอกว่าจะออกไปข้างนอกแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมา แต่หนูก็มารู้ทีหลังว่าเค้าออกไปกินหมูกระทะกัน” ปาล์มเล่าถึงตอนที่โดนทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ปาล์มต้องหงุดหงิด และเสียใจบ่อยครั้ง “หนูแค่ตาบอด หนูไม่ได้ปัญญาอ่อน” ปาล์มโอดครวญ

ปาล์มก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป ที่เมื่อมีปัญหาก็หันไปพึ่งเพื่อน “บางครั้งหนูพูดกับครอบครัวไม่ได้ เพราะพวกเค้าไม่เข้าใจ” เธอเล่า “หนูรู้สึกว่าได้ปลดปล่อย และหายเครียดหลังจากคุยกับเพื่อน” การที่ต้องพิการทางสายตา 100% ไม่ได้ทำให้เธอไม่อยากจะสนุกกับการใช้ชีวิตเลย ปัจจุบันปาล์มทำงานพาร์ทไทม์ และมีรายได้พิเศษไว้ใช้จ่ายกับสิ่งที่เธอชอบ

โอ๋ อายุ 19 ปี
โอ๋ อายุ 19 ปี

“หนูชื่อนางสาวโอ๋ แค่นั้นค่ะ ไม่มีนามสกุล” โอ๋ อายุ 19 ปี เกิดในประเทศไทย และก็เรียกได้ว่าประเทศไทยเป็นบ้านของเธอมาตลอดชีวิต แต่เพราะว่าพ่อแม่ของเธอเป็นแรงงานข้ามชาติ โอ๋จึงต้องอยู่ในสถานะคนไร้รัฐ “พ่อแม่หนูเข้าเมืองมามีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย แต่หนูเป็นคนไร้รัฐ เพราะว่าเกิดที่บ้าน และไม่มีใบแจ้งเกิด” เธอเล่า

จริงๆ แล้วโอ๋ก็ไม่เคยไปที่อื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทยเลย แต่ว่าตามเอกสารเธอก็ไม่ใช่คนไทย และพบปัญหาในการใช้ชีวิตอย่างเสรีและขาดสิทธิ์ในเรื่องต่างๆ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา โอ๋ก็ต้องพบกับอุปสรรคหลายเรื่องในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เรื่องใหญ่ๆ จะเป็นการที่หลายคณะระบุว่าต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้นจึงจะเข้าศึกษาได้ และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็ระบุว่าคนไทยเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ “ตอนเป็นเด็ก หนูก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาเท่าไหร่หรอกค่ะ จนต้องเรียนต่อนี่ล่ะ” โอ๋เล่า แต่ว่าอุปสรรคที่พบเจอก็ไม่ได้ทำให้เธอหยุดที่จะพยายามเพื่อบรรลุความฝัน และพยายามต่อสู้ “การมาที่กรุงเทพฯก็เป็นอีกปัญหานึงค่ะ หนูต้องไปทำเรื่องขออนุญาตและต้องถือเอกสารอยู่ตลอด หนูว่ามันเกือบจะเป็นการกักขังเลย” โอ๋ตัดพ้อ

ตอนนี้โอ๋เป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่แสนภาคภูมิใจของคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอไม่รู้หรอกว่าหนทางข้างหน้าเธอจะต้องเจออะไรอีกบ้าง แต่เธอก็จะไม่ยอมให้ข้อจำกัดเหล่านั้นหยุดความฝันของเธอ “พอหนูเศร้า หนูก็จะบอกตัวเองว่าชั้นทำได้ ชั้นมีความสามารถ ชั้นทำมาได้ตั้งเท่านี้แล้ว และก็จะไม่หยุด” โอ๋กล่าวปิดท้ายพร้อมประกายแห่งความหวังในนัยน์ตาที่อยากจะส่งต่อพลังบวกให้แก่คนที่รู้สึกท้อและอยากจะยอมแพ้

ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา (ญา) อายุ 15 ปี
ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา (ญา) วัย 15 ปี

สาวน้อย ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา (ญา) วัย 15 ปี เล่าถึงเรื่องที่ทำให้เธอมาสนใจประเด็นสุขภาพจิต “หนูอยู่ป.3 แล้วเห็นเพื่อนเครียดมากจนหาทางออกด้วยการกรีดข้อมือตัวเองซ้ำๆ เพื่อปลดปล่อยความเจ็บปวดทางใจ” ตอนนั้นเธอรู้ได้ว่าเพื่อนมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต และอยากพาเพื่อนไปพบจิตแพทย์ แต่ว่ากฎหมายไทยในตอนนั้นไม่อนุญาตให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าพบจิตแพทย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง “พ่อแม่เค้าไม่ยอมรับว่าลูกต้องหาหมอ” ญาเล่า “พวกเค้ามีความคิดแบบเดิมๆว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตเท่ากับเป็นคนบ้า” เมื่อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อนของญาจึงมีอาการแย่ลง ทั้งกินน้ำยาล้างห้องน้ำทั้งขวด ทั้งกินยาแก้ปวด 100 เม็ด และยังพยายามฆ่าตัวตายอีกหลายครั้งแม้ว่าพ่อแม่จะช่วยให้รอดชีวิตได้ทันก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง จนพ่อแม่ตัดสินใจพาเข้าไปพบจิตแพทย์


“เพื่อนหนูคงไม่ไปถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย ถ้าได้รับการรักษาทางด้านสุขภาพจิตเร็วกว่านั้น” ญาเล่าถึงความกังวลของเธอ จึงทำให้ตัดสินใจอยากช่วยเด็กและวัยรุ่นที่เหมือนเพื่อนของเธอที่เชื่อเหมือนกันว่าเด็กและเยาวชนควรมีสิทธิ์ที่จะเข้าพบและปรึกษาจิตแพทย์ได้ด้วยตนเองโดยที่ไม่ต้องมีผู้ปกครอง ด้วยการรณรงค์เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายภายใต้เงื่อนไข

“ซึมเศร้า ไม่เท่ากับบ้า ความคิดนี้ควรจะต้องหยุดได้แล้ว” ญากล่าวปิดท้ายอย่างจริงจัง