ความช่วยเหลือเพื่อชุมชนแรงงานข้ามชาติ

ปกป้องคุ้มครองผู้เปราะบางในช่วงเวลาวิกฤติ

UNICEF Thailand
A man in a black polo shirt is guiding a women to write something on a paper
UNICEF Thailand
07 สิงหาคม 2020

ตลอดระยะเวลาการระบาดของไวรัสโคโรนา องค์การยูนิเซฟ (ยูนิเซฟ) และ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (ยูเอสเอด) ปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในภารกิจนำส่งข้อมูลสำคัญไปยังชุมชนแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้ตระหนักถึงวิธีป้องกันตนเองและบุตรหลาน พร้อมกับให้การสนับสนุนที่จำเป็นอย่างยิ่ง

บุคคลทั้งห้าที่เข้ามาในห้องเช่าขนาดเล็กช่วงบ่ายวันที่แสงแดดจ้าในเดือนมิถุนายนนั้น ดูเหมือนจะทราบดีอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องนั่งแยกกันตลอดเวลาเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย แต่พวกเขาไม่มีหน้ากากอนามัยให้ใส่ จนกระทั่งเมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงได้รับแจกหน้ากาก เพื่อจะได้เริ่มทำเวิร์กชอปเกี่ยวกับโรคโควิด-19

ผู้ร่วมกิจกรรมทั้งห้า เป็นแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาร์ อาศัยอยู่ในห้องเช่าใกล้โรงงานอาหารทะเลที่จังหวัดสมุทรสาคร พวกเขาต่างจากเพื่อนคนอื่น เพราะไม่สามารถกลับประเทศได้ก่อนที่มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลไทยจะเริ่มประกาศใช้ จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดี ในช่วงที่มีโรคระบาด และต้องอยู่ในที่แคบ ๆ ห่างไกลจากบ้านของตนเอง

พ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ กำลังสวมหน้ากากผ้า และนั่งฟังเจ้าหน้าที่อธิบายถึงวิธีการป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19
UNICEF Thailand

กิจกรรมเวิร์กชอปเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่สื่อสารด้วยภาษาเมียนมาร์ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย (ยูนิเซฟ) และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ยูเอสเอด) จัดโดยมูลนิธิรักษ์ไทย ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่า นอกเหนือจากการสวมหน้ากากอนามัย ยังจำเป็นต้องล้างมือให้บ่อยครั้งและล้างให้สะอาดหมดจดด้วยสบู่ รักษาระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อยหนึ่งเมตร และไอหรือจามใส่ข้อศอกแทนที่จะเป็นมือ ข้อปฏิบัติง่าย ๆ เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคได้

เหตุผลที่กิจกรรมเวิร์กชอปจัดเป็นภาษาเมียนมาร์ ก็เพื่อเข้าถึงแรงงานส่วนใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาคร เพราะแรงงานข้ามชาติประมาณ 300,000 คนในโรงงานอาหารทะเลส่วนใหญ่มาจากประเทศเมียนมาร์ พวกเขาอยู่รวมกับครอบครัวและเพื่อนเป็นกลุ่มสังคมที่เหนียวแน่น ทักษะภาษาไทยของพวกเขาจึงเพียงสื่อสารได้ในบางสถานการณ์ เช่น ที่ตลาด เท่านั้น

หลังเวิร์กชอป โปร์ โช ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเน้นย้ำว่าทุกคนควรสังเกตและเคร่งครัดในการรักษาระยะห่างหนึ่งเมตร “เพื่อจะได้ไม่ติดเชื้อ หรือถ้ามีเชื้อ ก็จะได้ไม่แพร่ไวรัสไปยังผู้อื่น” เขาพูดเป็นภาษาเมียนมาร์กับ ตาน โทน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภาคสนามซึ่งทำหน้าที่ผู้นำกิจกรรมและล่าม ในเวิร์กชอปครั้งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เวิร์กชอปที่จัดโดยมูลนิธิรักษ์ไทยเพื่อแรงงานข้ามชาติ

ผู้ชายในเสื้อโปโลสีดำกำลังอธิบายเนื้อหาในสมุดแนะนำวิธีปฏิบัติ
UNICEF Thailand
A man in a black polo shirt is explaining the content inside the guidebook

โปร์ โช วัย 39 ปีเป็นลูกจ้างของโรงงานอาหารทะเลที่อยู่ติดกับห้องเช่า มีหน้าที่ในสายงานตัดแต่งอาหารทะเล เขาอาศัยอยู่กับภรรยาในห้องที่เล็กและแคบที่โรงงาน นับตั้งแต่ล็อกดาวน์ แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์หลายพันคนต้องเก็บตัวอยู่ในห้องเช่าแออัด โดยเฉลี่ยในแต่ละห้องเช่า พวกเขามีพื้นที่เพียงสี่ตารางเมตรต่อคน สำหรับกิน นอน และทำอาหาร

ตาน โทน ซึ่งเป็นชาวเมียนมาร์เช่นกัน จึงจัดเวิร์กชอปเช่นเดียวกันนี้ทุกวันเพื่อให้ความรู้แก่แรงงานข้ามชาติเพื่อนร่วมชาติให้อยู่ได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดี ก่อนหน้านี้ เขาเคยจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ให้แก่แรงงานข้ามชาติในหัวข้อเกี่ยวกับวัณโรคและ เอชไอวี/เอดส์ แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 เขาก็เปลี่ยนมามุ่งเน้นที่กิจกรรมด้านนี้ โดยจัดเป็นกลุ่มย่อยเล็กกว่าปกติ ตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมเพราะมีพื้นที่จำกัด

ปัจจุบัน กิจกรรมแต่ละครั้งรับผู้เข้าร่วมไม่เกิน 5 คน หลังเวิร์กชอป ทุกคนจะได้รับหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และสบู่สามก้อน – ซึ่งถือเป็นของหรูสำหรับแรงงานที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีรายได้พอประทังชีวิตในแต่ละวัน

นอกเหนือจากกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลให้ลูกจ้างในรูปของแผ่นพับและวิดีโอ ที่แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาเมียนมาร์โดยมูลนิธิรักษ์ไทยและแจกให้แก่แรงงานผ่านนายจ้างชาวไทย

นับตั้งแต่เดือนเมษายน ยูนิเซฟ และยูเอสเอดสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในภาษาต่าง ๆ ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการป้องกันในสถานที่ทำงาน ผ่านทางเครือข่ายพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน นอกเหนือจากมูลนิธิรักษ์ไทย ก็ยังมีมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานใน 9 จังหวัด มูลนิธิวันสกาย ที่ทำงานกับชาวเมียนมาร์ในกาญจนบุรี มูลนิธิรักษ์เด็ก ที่ทำงานกับชาวเมียนมาร์ ไทใหญ่ และบุคคลไร้รัฐในเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน และองค์การเฟรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนลที่ทำงานกับแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาในจังหวัดสระแก้ว

เจ้าหน้าที่จากองค์กรเอ็นจีโอเหล่านี้ทราบดีกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่จะเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรทางสุขอนามัยได้ เพราะพวกเขาทั้งอยู่ไกลบ้านและยังมีบางส่วนมาจากกลุ่มชายขอบ

คุณพ่อกำลังอธิบายวิธีการล้างมืออย่างถูกวิธีให้ครอบครัวฟัง
UNICEF Thailand

“ก่อนหน้าที่จะมาฟังอบรมก็กังวลและกลัวเวลาเห็นในข่าว พอได้รับความรู้ก็เข้าใจสถานการณ์มากขึ้นและรู้ว่าต้องป้องกันยังไงก็สบายใจขึ้น  จะไปบอกลูก ๆ ทั้ง 3 คน และพอสามีกลับมาจากออกเรือก็จะบอกด้วย” เตม มา เว บอกหลังได้เข้าร่วมเวิร์คชอปการป้องกันตนจากโรคโควิด-19 โดยมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในจังหวัดระนอง ที่ซึ่งแรงงานข้ามชาติส่วนน้อยสามารถพูดภาษาไทยได้ และมูลนิธิศุภนิมิตได้สร้างจุดล้างมือมากกว่า 30 จุด จากที่แต่เดิมไม่เคยมีในชุมชน

นอกจากนี้มูลนิธิช่วยไร้พรมแดนได้ให้ความรู้เรื่องการป้องกันตนจากโรคโควิด-19 แก่ครูที่สอนเด็กเล็กซึ่งเป็นบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในจังหวัดตาก ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ได้ขยายขอบเขตการทำงาน ไปให้ความรู้ทั้งเด็กและครอบครัวว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19

Ye Thaw อาสาสมัครสาธารณะสุขข้ามชาติ ซึ่งทำงานในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง และได้รับการอบรมเรื่องโรคโควิด-19 จากมูลนิธิศุภนิมิตเล่าว่า “ครอบครัวที่ผมเจอ งานก็ไม่มี ลูกก็ไม่ได้ไปโรงเรียน พอพ่อแม่เครียดก็ตี เราก็พยายามบอกให้พ่อแม่ใช้ความเมตตา บอกเขาว่าทุกคนก็เจอเหมือนกันหมด และต้องช่วยกัน  ผมไม่ได้พูดแค่เรื่องโควิดอย่างเดียว”

จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์กรเอ็นจีโอเหล่านี้ได้เข้าถึงชุมชนแรงงานข้ามชาติกว่า 47,161 คน โดยเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นเด็ก โครงการนี้คาดว่าจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน เพราะเมื่อถึงเวลานั้น แรงงานข้ามชาติน่าจะมีความรู้ความเข้าใจ และเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นเพื่อดูแลครอบครัวให้ปลอดภัยมีสุขภาพดีเรียบร้อยแล้ว

แรงงานข้ามชาติกำลังนั่งอ่านสมุดแนะนำวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันตัวจากโรคโควิด-19 ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาพม่า
UNICEF Thailand

ศักดิ์ณรงค์ พยงค์ศักดิ์ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม มูลนิธิรักษ์ไทย ประจำสำนักงานจังหวัดสมุทรสาครมั่นใจมากขึ้นว่าแรงงานข้ามชาติจะเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ เพราะเชื่อมั่นว่ามูลนิธิรักษ์ไทยจะเผยแพร่ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ยังเข้าถึงวิดีโอและข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเมียนมาร์ได้โดยตรงผ่านทางสื่อโซเชียล

ประเด็นที่ศักดิ์ณรงค์ห่วงใยมากกว่า ก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติที่ต้องดำรงชีพด้วยรายได้ซึ่งต่ำลงมาก ทั้งแรงงานไทยและข้ามชาติต่างได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดโควิด-19 แต่แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือหรือการเยียวยาอื่น  ๆ จากรัฐบาล มีบ้างที่ได้ชุดยังชีพ แต่ก็เพียงเท่านั้น

“ถ้าแรงงานไทยติดเชื้อ  ก็ยังจัดการได้ แต่แรงงานเมียนมาร์จะกักตัวได้อย่างไรหากสงสัยว่าติดไวรัส?” ศักดิ์ณรงค์ตั้งคำถาม ในสถานการณ์เช่นนี้ การปกป้องดูแลกลุ่มที่เปราะบางที่สุดอย่างแรงงานข้ามชาติจึงจำเป็นและเร่งด่วนอย่างยิ่ง

ติน ติน ไข่ เป็นแรงงานที่ต้องดูแลบุตรชายวัยเตาะแตะไปพร้อม ๆ กับการทำงานในโรงงานอาหารทะเลด้วย รายรับของครอบครัวจากเดิมที่เคยได้ประมาณ 7,000 บาทต่อเดือนถูกตัดเหลือเพียงประมาณ 5,000 บาทเพราะอัตราการผลิตลดลง“มีเรื่องต้องจ่ายมากเหลือเกิน” เธอบอกถึงรายจ่ายและหนี้ที่เพิ่มขึ้นและพยายามยิ้ม

เช่นเดียวกับแรงงานคนอื่น  ๆ ติน ติน ไข่ มั่นใจว่าเธอและครอบครัวของเธอรู้วิธีที่จะรับมือกับโรคโควิด-19 แต่ก็เหมือนอีกหลายคน เธอกังวลว่า ถ้าการแพร่ระบาดยังคงดำเนินต่อไป เธอจะปรับตัวได้อย่างไรกับรายรับที่น้อยลงโดยมีรายจ่ายประจำที่ยังต้องรับผิดชอบ ทุกคนมีความหวังร่วมกันว่า โรคระบาดจะหมดไปในไม่ช้า และการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ จะกลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง