ครูและนักสังคมสงเคราะห์ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 เป็นกลุ่มแรก ๆ

องค์การยูนิเซฟยินดีกับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่จะจัดการฉีดวัคซีนให้แก่ครู 600,000 คนทั่วประเทศก่อนเปิดภาคเรียนใหม่

คิม คยองซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
นักเรียนนั่งอยู่ในห้องเรียนโดยมีการเว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
UNICEF Thailand/2020/Roengrit Kongmuang
20 พฤษภาคม 2021

การแพร่ระบาดระลอกที่สามของโควิด-19 ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศไทย ถือเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศไทย และเป็นครั้งที่มีเด็กติดเชื้อเป็นจำนวนมาก

แม้ว่าเด็กจะไม่ใช่กลุ่มผู้ติดเชื้อหลัก แต่พวกเขากำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่ต้องเปลี่ยนไปภายใต้มาตรการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้มาตรการเหล่านั้นจะเป็นสิ่งจำเป็นในการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ก็ส่งผลให้เด็ก ๆ ต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ที่จำเป็น ทั้งในแง่สุขภาพ การศึกษา สวัสดิการและการปกป้องคุ้มครองเด็ก ทั้งหมดนี้อาจส่งผลกระทบในระยะยาวตลอดช่วงชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางสูง

เด็ก ๆ ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และวัคซีนโควิด-19 คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ขณะที่รัฐบาลไทยได้เริ่มฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์และประชากรที่มีความเสี่ยงสูงแล้วนั้น จะต้องไม่ลืมว่าบุคลากรด่านหน้าที่ทำงานด้านคุ้มครองและส่งเสริมความเป็นอยู่ของเด็กและครอบครัวก็ถือเป็นอีกกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

องค์การยูนิเซฟยินดีกับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่จะจัดการฉีดวัคซีนให้แก่ครู 600,000 คนทั่วประเทศก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนแบบพบหน้ากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง และช่วยให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากครูแล้ว เรายังขอเรียกร้องให้นักสังคมสงเคราะห์อยู่ในกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนเช่นกันเมื่อมีการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ จากปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัวทำให้เด็กต้องการสวัสดิการสนับสนุนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการเว้นระยะห่างทางสังคมยังก่อภาวะตึงเครียดและความวิตกกังวลในครอบครัว ส่งผลให้เด็ก ๆ เสี่ยงที่จะเผชิญกับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม การถูกละเลยทอดทิ้ง การใช้ความรุนแรง และการถูกแสวงประโยชน์มากขึ้นดังนั้น การฉีดวัคซีนให้กับนักสังคมฯ จะช่วยปกป้องบุคลากรกลุ่มนี้จากไวรัสและช่วยให้พวกเขาสามารถเดินหน้าทำงานสำคัญเพื่อให้เด็ก ๆ เข้าถึงสวัสดิการและการปกป้องคุ้มครองได้อย่างต่อเนื่อง

ปัญหาการเรียนรู้ของเด็กเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาด ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยปี 2562 หรือ MICS 6 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ไม่ถึง 6 ใน 10 คน ที่มีทักษะการอ่านขั้นพื้นฐาน และมีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีทักษะการคำนวณขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ มีเด็กวัยมัธยมศึกษาตอนปลายถึงร้อยละ 18 ที่ไม่ได้เข้าเรียน สถานการณ์นี้แย่ลงไปอีกในกลุ่มเด็กที่ยากจน

การที่เด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน หากยิ่งนานขึ้น ก็จะยิ่งตามเนื้อหาไม่ทัน และถ้าหลุดออกจากระบบแล้ว ก็ยิ่งยากที่จะกลับมาเรียนอีกครั้ง ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปีที่สองของการแพร่ระบาด ทุกฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดได้อย่างต่อเนื่อง และการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มครูก็จะช่วยให้การศึกษาและการพัฒนาของเด็กกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง

หลายประเทศได้จัดให้ครูอยู่ในกลุ่มแรกหรือกลุ่มที่สองของแผนการฉีดวัคซีนระดับชาติเพราะเห็นถึงความจำเป็นในการปกป้องบุคลากรกลุ่มนี้ ข้อมูลขององค์การยูเนสโก และ Teacher Task Force ที่ได้ทำการสำรวจ 150 ประเทศในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่ามี 17 ประเทศ ซึ่งรวมถึงจีนและเวียดนาม จัดให้ครูอยู่ในกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน ขณะที่อีก 19 ประเทศ เช่น เยอรมนี อินโดนีเซีย สเปน และสหรัฐอเมริกา จัดให้ครูอยู่ในกลุ่มที่สองถัดจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

มาตรการล็อกดาวน์ที่ใช้กันทั่วโลกทำให้เด็กมีความเสี่ยงจากการถูกใช้ความรุนแรง การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม การถูกละเลยทอดทิ้ง และการถูกแสวงประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ระบบคุ้มครองเด็กอ่อนแอลง การสำรวจผลกระทบของโควิด-19 ของยูนิเซฟในปี 2563 พบว่า การแพร่ระบาดส่งผลให้บริการคุ้มครองเด็กได้รับผลกระทบหรือต้องหยุดชะงักลงใน 104 ประเทศจาก 136 ประเทศที่ทำการสำรวจ  และประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศเหล่านั้น ระบุว่า มีบริการคุ้มครองเด็กอย่างน้อย 1 ประเภทที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาด   

ตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เด็กจำนวนมากในประเทศไทยต้องเผชิญกับความรุนแรงและการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ข้อมูลของ MICS 6 ระบุว่า มีเด็กอายุน้อยกว่า 14 ปีในประเทศไทยถึงร้อยละ 58 ที่เคยถูกสมาชิกในครอบครัวอบรมโดยใช้ความรุนแรงด้านร่างกายหรือด้านจิตใจ

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำงานของนักสังคมสงเคราะห์มีความยากลำบาก นักสังคมสงเคราะห์หลายคนที่ต้องลงเยี่ยมบ้านต้องถูกกักตัวหลังจากไปเยี่ยมครอบครัวที่มีความเสี่ยง การประสานงานกรณีเด็กที่ถูกใช้ความรุนแรงหรือถูกล่วงละเมิดตลอดจนการส่งต่อเพื่อเข้ารับบริการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความล่าช้า หรือบางกรณีไม่สามารถดำเนินการได้ ในขณะที่สถานดูแลเด็กของรัฐมีมาตรการห้ามญาติเข้าเยี่ยมและเพิ่มข้อกำหนดในการรับเคสใหม่

ยูนิเซฟได้ให้การสนับสนุนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการจัดทำและแจกจ่ายแนวปฏิบัติในการป้องกันและคุ้มครองเด็กในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับสถานดูแลเด็กและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยให้นักสังคมสงเคราะห์สามารถทำงานได้ในช่วงการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนให้นักสังคมสงเคราะห์เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานปกป้องคุ้มครองเด็กได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนักสังคมฯ ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับตัวเด็กและครอบครัวเพื่อให้การสนับสนุนเยียวยาเด็กและครอบครัวกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกรณีของประเทศไทยที่มีจำนวนนักสังคมสงเคราะห์น้อยมาก เพียง 4 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คนเท่านั้น ดังนั้นการฉีดวัคซีนแก่นักสังคมสงเคราะห์จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ท่ามกลางบริการคุ้มครองเด็กที่ต้องเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ จากการระบาดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

การที่ประเทศไทยจะสามารถดูแลความปลอดภัยและส่งเสริมความเป็นอยู่ของเด็กและครอบครัวได้   องค์การยูนิเซฟที่ครูจะเป็นกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ต่อจากบุคลากรทางการแพทย์ และขอเรียกร้องให้มีการฉีดวัคซีนให้กับนักสังคมสงเคราะห์เป็นกลุ่มแรกด้วยเช่นกัน เราต้องร่วมกันทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอนาคตของคนรุ่นถัดไป ซึ่งต้องเริ่มจากการปกป้องกลุ่มคนที่รับผิดชอบต่องานส่งเสริมพัฒนาการและความเป็นอยู่ของเด็กนั่นเอง