การป้องกันและการตอบสนองต่อความรุนแรงต่อเด็ก

การประเมินความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการนำร่องเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กร่วมกันระหว่างองค์การยูนิเซฟและกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) พ.ศ. 2561-2564

ภาพมือของเด็กและผู้ใหญ่ที่กำลังประสานกันสื่อถึงความร่วมมือและการดูแล
UNICEF Thailand

ไฮไลต์

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ดำเนินการร่วมกันนำร่องโครงการการคุ้มครองเด็กในเขตสุขภาพที่ 8 ระหว่างเดือน มีนาคม พ.ศ. 2561 และเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 รายงานการประเมินนี้จัดทำขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงมกราคม 2566 โดยพิจารณาถึงความคิดริเริ่มเหล่านี้และใช้เกณฑ์การประเมินของคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD-DAC) เพื่อประเมินความเกี่ยวข้อง ความเหมาะสม และประสิทธิผลของการออกแบบโครงการ และทำความเข้าใจว่าข้อมูลนำเข้า กิจกรรม และผลลัพธ์ที่นำไปสู่การบรรลุผลสัมฤทธิ์นั้นเป็นอย่างไร

ความริเริ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบแบบจำลองที่เป็นนวัตกรรมเพื่อให้บริการการคุ้มครองเด็กเชิงป้องกันและตอบสนอง  การประเมินมีวัตถุประสงค์เฉพาะอยู่สามประการด้วยกัน คือ เพื่อประเมินความเกี่ยวข้อง ความสอดคล้อง ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของแบบจำลองที่ใช้ในส่วนภูมิภาคนำร่อง เพื่อมีส่วนร่วมกับทีมกระทรวงสาธารณสุขในการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของโครงการต่าง ๆ เพื่อต่อยอดจากผลการวิจัยเชิงบวก รวมทั้งยกระดับแนวทางที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและหลักสูตรที่ถูกต้องในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก้กระทรวงสาธารณสุขและองค์การยูนิเซฟในการทบทวนโครงการของยูนิเซฟในช่วงกลางภาค

จากรายงานแสดงให้เห็นว่า ความริเริ่มเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์การยูนิเซฟได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กในประเทศไทย แต่ไม่มีกรอบผลลัพธ์ที่เข้มแข็งที่ชัดเจนที่ระบุถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังและแนวทางเชิงสาเหตุเพื่อจะนำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว การพัฒนาระบบเกราะป้องกันเด็ก (Child Shield) ของกระทรวงสาธารณสุขได้ใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health Information System: HIS) เพื่อทำให้การตัดสินใจดียิ่งขึ้น

ความเชื่อมโรงกันของความริเริ่มเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กร่วมกัน ได้ดำเนินการด้วยดีภายใต้การประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน  ความริเริ่มเหล่านี้ตอบสนองต่อบริบทของความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นอันตรายในประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการภายในระบบของรัฐบาลและการใช้โครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรของรัฐบาล  อย่างไรก็ตาม ความริเริ่มเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กร่วมกันนี้มีการพัฒนาอย่างกระจัดกระจาย ส่งผลให้เกิดโครงสร้างคู่ขนานเฉพาะกิจขึ้นมา

โดยสรุปแล้ว รายงานการประเมินชิ้นนี้ได้ให้คำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งองค์การยูนิเซฟสามารถนำไปพิจารณาในช่วงสองปีข้างหน้า การประเมินจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือสิทธิและผู้ที่มีหน้าที่ต่าง ๆ รวมถึงเด็ก ครอบครัวและชุมชน บุคลากรทางการสาธารณสุข นักสังคมสงเคราะห์ องค์การยูนิเซฟ และรัฐบาลไทย

หน้าปกรายงาน "รายงานประเมินผล การประเมินความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการนำร่องเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กร่วมกันระหว่างองค์การยูนิเซฟและกระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) พ.ศ. 2561-2564
ผู้แต่ง
Oxford Policy Management และ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
วันที่ตีพิมพ์
ภาษา
อังกฤษ, ไทย

ไฟล์พร้อมสำหรับดาวน์โหลด