ยูนิเซฟแนะไม่ควรแยกเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือเสี่ยงสูงจากครอบครัว

09 มิถุนายน 2021
เด็กหญิงและเด็กชาย กำลังทำหน้าเศร้ากอดตุ๊กตาอยู่ พวกเธอและเขายืนอยู่ด้านหน้ารถพยาบาล
UNICEF Thailand/2021/Jirapha Laksanawisit

กรุงเทพฯ 9 มิถุนายน 2564 - จากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ระลอกล่าสุดในประเทศไทย  ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนเด็กที่ติดเชื้อมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา องค์การยูนิเซฟและกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ออกแนวทางการดูแลเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19  หรือมีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการถูกแยกจากครอบครัวโดยเน้นย้ำว่า การแยกผู้ติดเชื้อหรือกักตัวผู้ใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง ควรลดการแยกเด็กจากครอบครัว และส่งเสริมให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันมากที่สุด 

แนวทางปฏิบัตินี้นำมาจากแนวปฎิบัติสากลของยูนิเซฟ เรื่อง “การกักหรือแยกตัวเด็ก: การคุ้มครองและป้องกันการแยกเด็กจากครอบครัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19  ซึ่งปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย โดยต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเด็ก  ท่ามกลางการแพร่ระบาดในปัจจุบันที่ส่งผลให้มีจำนวนเด็กและผู้ดูแลหลักของเด็กติดเชื้อจำนวนมาก สถานการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของตัวเด็กโดยตรง โดยมาตรการที่ใช้ควบคุมการแพร่ระบาด เช่น การกักตัวผู้มีความเสี่ยงสูง และการให้เข้ารักษาในสถานพยาบาล ทำให้เด็กมีโอกาสที่จะถูกแยกจากครอบครัว ซึ่งส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก ๆ 

แนวปฏิบัติดังกล่าว ระบุว่า การตัดสินใจแยกเด็กที่ติดเชื้อหรือกักตัว ควรคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก โดยไม่ควรขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินแบบองค์รวมโดยคำนึงถึงผลกระทบอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการแยกเด็กออกจากครอบครัวด้วย เช่น ความเครียดของเด็กจากการต้องปรับตัว การต้องไปอยู่กับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ อาจเป็นญาติที่ไม่ได้สนิทนัก หรือการที่กิจวัตรต่างๆ ที่เด็กเคยทำอาจต้องเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เด็กจะเผชิญกับความรุนแรง การถูกทำร้าย การถูกละเลย และการถูกแสวงประโยชน์ในระหว่างที่ต้องถูกแยกจากครอบครัว 

ทั้งนี้ มาตรการแยกหรือกักตัวหรือการดูแลเด็กที่เฉพาะเจาะจงใด ๆ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี โดยขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วย ความจำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค และสภาพที่บ้าน รวมถึงการมีผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่ในครัวเรือน

นางคิม คยองซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ยูนิเซฟยินดีที่กรมอนามัยได้เป็นผู้นำในการดำเนินการให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน และยึดเอาประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักตามที่ได้ระบุไว้ในแนวทางปฏิบัติของยูนิเซฟ มาตรการใด ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อควบคู่ไปกับผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพจิตของเด็กด้วย  การที่เด็กต้องอยู่ลำพังโดยไม่มีผู้ดูแลที่คุ้นเคย  ไม่ว่าจะเกิดจากการที่เด็กติดเชื้อหรือพ่อแม่ผู้ดูเลติดเชื้อ จะส่งผลให้เด็กต้องถูกพรากจากสิ่งแวดล้อมที่คุ้นชิน อีกทั้งยังส่งผลกระทบทางจิตใจของเด็กและเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะถูกละเลยทอดทิ้งหรือเผชิญความรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น ไม่ควรมีเด็กคนใดควรถูกทิ้งไว้ตามลำพัง เราควรดำเนินการเพื่อให้เด็กสามารถได้อยู่กับครอบครัวได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แนวปฏิบัติของยูนิเซฟ แนะนำว่า ในกรณีที่เด็กติดเชื้อ เมื่อเด็กต้องถูกแยกตัวหรือกักตัวหรือรับการรักษาในโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนาม ควรอนุญาตให้ผู้ดูแลหรือสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่คนอื่นในครอบครัวที่เด็กคุ้นเคยไปอยู่กับเด็กด้วย ในกรณีที่จำเป็นต้องแยกเด็กจากครอบครัว ควรเลือกสถานพยาบาลที่ใกล้บ้านเด็กมากที่สุด และต้องมีการจัดทำข้อมูลรายบุคคลของเด็ก ตลอดจนจัดให้มีการสื่อสารระหว่างเด็กและผู้ปกครองเป็นประจำทุกวัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กก่อนแยกเด็กออกจากครอบครัว เพื่อให้การดูแลเด็กเป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองเด็ก อีกทั้งควรมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหรืออาสาสมัครอื่น ๆ เพื่อสามารถดูแลให้เด็กปลอดภัย ได้รับการคุ้มครอง และได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม 

ส่วนในกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลหลักติดเชื้อและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม ควรจัดให้เด็กได้อยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวขยายหรือคนรู้จักของครอบครัวที่เชื่อถือได้ ซึ่งได้รับการระบุตัวโดยผู้ดูแลหลักของเด็ก ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการแยกเด็กจากครอบครัว ต้องมีการจัดทำเอกสารรายละเอียดทั้งหมดของตัวเด็กและครอบครัว และจัดให้มีการติดต่อระหว่างเด็กและครอบครัวเป็นประจำและสม่ำเสมอ ส่วนในกรณีเด็กถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง ผู้พบเห็นต้องแจ้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เพื่อให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กเข้าเยี่ยมเด็กเพื่อประเมินความปลอดภัยด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ รวมทั้งเตรียมจัดการดูแลที่จำเป็น 

นางคิม คยองซัน กล่าวต่อไปว่า “ยูนิเซฟพร้อมสนับสนุนผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กในการดำเนินงานตามแนวทางปฏิบัตินี้ เราควรทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นหลักควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการทางสาธารณสุขในการควบคุมการแพร่ระบาด” 


ดาวน์โหลดแนวปฏิบัติเรื่อง “การกักหรือแยกตัวเด็ก: การคุ้มครองและป้องกันการแยกเด็กจากครอบครัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 

ภาษาไทย: https://uni.cf/3cr3IyO
ภาษาอังกฤษ: https://uni.cf/34XjH3l

ที่อยู่ติดต่อสื่อ

ณัฐฐา กีนะพันธ์
Communication Officer
องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย
อีเมล: nkeenapan@unicef.org
Iman Morooka
Chief of Communication
UNICEF Thailand
โทร: 061-414-6488
อีเมล: imorooka@unicef.org

เกี่ยวกับยูนิเซฟ

ยูนิเซฟส่งเสริมสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กทุกคน ในทุกๆ งานที่เราทำ ยูนิเซฟทำงานใน 190 ประเทศและดินแดน ร่วมกับพันธมิตรของเรา เพื่อแปรเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงพวกเด็กๆ ในกลุ่มที่เปราะบางและถูกมองข้าม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของเด็กทุกคน ในทุกๆ ที่

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยูนิเซฟ และงานเพื่อเด็กของยูนิเซฟ ได้ที่เว็บไซต์ www.unicef.org/thailand/

ข้อมูลทั่วไปกรุณาติดต่อ thailandao@unicef.org

ติดตามเรื่องราวล่าสุดจากยูนิเซฟได้ที่ ทวิตเตอร์ และ เฟซบุ๊ก ของยูนิเซฟ