การศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน สร้างโอกาสที่เท่าเทียม ในการเรียนรู้ให้กับเด็กชาติพันธุ์

08 กันยายน 2018
นักเรียนกำลังเรียนในชั้นเรียนภาษาถิ่น
UNICEF Thailand/2016/Preechapanich
คุณครูที่โรงเรียนบ้านบอน จังหวัดปัตตานี กำลังสอนนักเรียนชั้นอนุบาลด้วยภาษาปัตตานี-มาเลย์ ในโครงการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) ซึ่งริเริ่มโดยยูนิเซฟ ประเทศไทย และพันธมิตร โครงการนี้เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2549 เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาด้วยภาษาถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาปัตตานี-มาเลย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยภาษาไทยและภาษาอังกฤษจะถูกสอนในช่วงประถมศึกษาควบคู่ไปกับภาษาถิ่น โครงการนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากหลักฐานที่ได้จากการศึกษาในระดับนานาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพวกเขาได้รับการสอนเป็นภาษาถิ่นในช่วงปีแรกๆ ของการเรียน

กรุงเทพฯ 7 กันยายน พ.ศ. 2561 –  รายงานชิ้นใหม่ขององค์การยูนิเซฟและมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเผยแพร่ในช่วงก่อนวันการรู้หนังสือสากล (International Literacy Day) ประจำปี พ.ศ. 2561 ชี้ว่า เด็กชาติพันธุ์ที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ มีผลการเรียนและทักษะการรู้ภาษาไทยที่ดีขึ้น เมื่อพวกเขาได้เรียนโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน

ประเทศไทยควรบูรณาการแนวทางจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการศึกษาแห่งชาติ และขยายผลนวัตกรรมนี้ไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กทุกคน

รายงานเรื่อง “สะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตอันสดใส: โครงการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) ซึ่งได้รวบรวมหลักฐานจากโครงการนำร่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน สามารถพัฒนาการรู้หนังสือและการเรียนของเด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในช่วงปีแรก ๆ เพื่อเชื่อมโยงไปยังการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักในที่สุด

รายงานยังระบุด้วยว่า ในประเทศไทย เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ มักพบอุปสรรคในการเรียนรู้ เด็กกลุ่มนี้มักมีโอกาสอยู่ในระบบโรงเรียนน้อยกว่าเด็กทั่วไป ทั้งยังมีผลคะแนนสอบในระดับต่ำ และมีแนวโน้มที่จะออกจากโรงเรียนกลางคัน

นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาที่จัดขึ้นที่กระทรวงศึกษาธิการว่า “เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กกลุ่มนี้ต้องการแนวทางเฉพาะที่จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักฐานจากทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ชี้ให้เราเห็นแล้วว่า เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเรียนด้วยภาษาแม่ในช่วงปีแรก ๆ ของการเข้าเรียน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีพื้นฐานที่ดี ในการเรียนรู้ภาษาไทยและวิชาอื่น ๆ ตามมา”

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าด้านการศึกษาอย่างมาก โดยมีอัตราเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราการรู้หนังสือของเยาวชนที่ร้อยละ 98  แต่ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558-2559 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ  ระบุว่า เยาวชนอายุ 15-24 ปี ในครอบครัวที่ไม่ได้พูดภาษาไทยประมาณ 1ใน 3 คน ยังคงไม่รู้หนังสือภาษาไทย

ยูนิเซฟ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ริเริ่มดำเนินการและวัดผลโครงการการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) ของนักเรียนในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเด็กที่พูดมลายูถิ่นมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำที่สุดของประเทศในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

รายงานที่เผยแพร่ในวันนี้ ได้นำเสนอความสำคัญของโครงการดังกล่าว ตลอดจนวิธีการจัดการเรียนการสอน ผลสัมฤทธิ์และผลกระทบของโครงการที่มีต่อนโยบายการศึกษาของประเทศไทย โดยผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาสามารถนำไปบูรณาการให้เข้ากับนโยบายการศึกษาแห่งชาติได้

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าโครงการนี้ผ่านการประเมินผลหลายครั้ง รวมทั้งมีการติดตามสมรรถนะของผู้เรียน โดยแสดงให้เห็นว่าเด็กมีการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยอย่างรวดเร็วและมีผลการเรียนในวิชาอื่น ๆ ที่ดีขึ้น โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่น ทั้งยังได้รับรางวัลต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ รวมทั้งรางวัลนวัตกรรมการรู้หนังสือในพระเจ้าเซจอง โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO King Sejong Literacy Prize) ประจำปี พ.ศ. 2559     

“ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อขยายผลนวัตกรรมนี้ไปยังโรงเรียนประถมศึกษาอื่น ๆ ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำแนวทางการศึกษาที่ใช้ภาษาแม่เป็นฐานไปใช้กับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการสร้างสะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตที่สดใสให้แก่เด็ก ๆ อีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ” ศ.นพ.บรรจง กล่าว

รศ.นพ.โศภณ นภาธร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาอยู่นี้ ผู้วางนโยบายควรมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่า อะไรคือสิ่งที่ประสบความสำเร็จ และอะไรคือวิธีการที่จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

“โครงการนี้เป็นโมเดลที่ดีในการชี้แนะการวางแผนการศึกษาสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0” รศ.นพ.โศภณ กล่าว “นี่คือโมเดลที่จะช่วยจัดการกับปัญหาความไม่เสมอภาคในระบบการศึกษา และลดช่องว่างระหว่างนักเรียนในเมืองใหญ่และชนบท”

งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการชั้นนำของประเทศ รวมทั้งศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานกรรมการคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  และดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยทั้งสองท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการอ่านออกเขียนได้ว่าเป็นพื้นฐานการเรียนรู้และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะเป็นสิ่งสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ที่อยู่ติดต่อสื่อ

คงเดช กี่สุขพันธ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศ (ดิจิทัล)

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

โทร: 082-077-2233

เนื้อหามัลติมีเดีย

Students in mother tongue language class
Students in kindergarten at Ban Bon School in PattaniProvince learn happily under the UNICEF-supported Patani Malay-Thai Multilingual Education Programme. The project was initiated in 2006 to promote mother-tongue based education in Thailand’s southernmost provinces where the majority of the population speaks Pattani-Malay. It is aimed at improving students’ academic performance. Thai and English are progressively introduced throughout the primary cycle and taught alongside the mother tongue.The programme was developed based on global studies and evidence, which show that children’s learning outcomes improve significantly when they are taught in their mother tongue particularly in the early grades.

 

ข้อมูลและผลการศึกษา สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากรายงาน สะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตอันสดใส: โครงการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) โดยดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มและฉบับคัดย่อได้จากลิงก์ด้านล่างนี้

เกี่ยวกับยูนิเซฟ

ยูนิเซฟส่งเสริมสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กทุกคน ในทุกๆ งานที่เราทำ ยูนิเซฟทำงานใน 190 ประเทศและดินแดน ร่วมกับพันธมิตรของเรา เพื่อแปรเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงพวกเด็กๆ ในกลุ่มที่เปราะบางและถูกมองข้าม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของเด็กทุกคน ในทุกๆ ที่

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยูนิเซฟ และงานเพื่อเด็กของยูนิเซฟ ได้ที่เว็บไซต์ www.unicef.org/thailand/

ติดตามเรื่องราวล่าสุดจากยูนิเซฟได้ที่ ทวิตเตอร์ และ เฟซบุ๊ก ของยูนิเซฟ

รู้จักกับยูนิเซฟให้มากกว่านี้