จากเด็กที่ถูกบูลลี่ในวัยเรียน

สู่เจ้าของเพจ Overdog กระบอกเสียงสิทธิเด็ก

ยูนิเซฟ ประเทศไทย
UNICEF Thailand

01 พฤศจิกายน 2019

ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ถูกรังแก หรือถูกบูลลี่หรอก เด็กทุกคนต่างก็อยากมีสิทธิที่จะได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ความในใจของ “มีมี่” พิมพิศา เชียววารีสัจจะ นักศึกษามหาวิทยาลัยปี 1 ที่เป็น โปรเจ็กต์โคออร์ดิเนเตอร์ (Project Coordinator) และนักเขียนบทความ ผู้ครั้งหนึ่งเคยถูกบูลลี่จากทั้งคุณครูและเพื่อนนักเรียน

 

ในวันที่โรงเรียนไม่ได้ยืนอยู่ข้างเรา

หรือเพราะความเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง จึงทำให้เธอต้องประสบกับชะตากรรมการถูกบูลลี่ “มี่เคยไป เรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา แล้วเกิดภาวะเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นที่นั่น จึงต้องกลับมาประเทศไทย คุณแม่ก็พาไปพบหมอ และก็ต้องกลับไปเรียน ทั้งที่ตอนนั้นเรายังไม่พร้อม รู้สึกว่าต้องโดนทำร้ายแน่ๆ คือก่อนหน้านี้มี่เป็นเด็กที่ชอบแสดงความคิดเห็น ชอบซักถาม ครูจะไม่ค่อยชอบ เรามีชื่อเสียงอยู่ในโรงเรียนอยู่แล้ว พอกลับมาก็ไม่มีใครรู้ว่า มี่ถูกส่งกลับมาเพราะอะไร ก็ซุบซิบกันไปทั่วว่ามี่มีปัญหาเรื่องผู้ชายบ้าง ไปทำตัวไม่ดีกับโฮสต์บ้าง แล้วมี่เป็นซึมเศร้าอยู่แล้ว พอกลับไปเรียนก็โดนบูลลี่  โดนครูเอาไปพูด เพื่อนนินทาถึงเราทั้งที่เขาไม่รู้จักเรา ยิ่งคำพูดมาจากครูคนก็จะเชื่อ ว่าเป็นเรื่องจริงแน่ๆ จนเริ่มกดดัน มี่เรียนไม่ได้ เรียนไปร้องไห้ไป เรียนไม่รู้เรื่อง ครูที่จะให้ปรึกษาก็ไม่มี มี่เลยคิดว่า คราวนี้ไม่ยอมแม่ละ เลยล็อคตัวเองอยู่ในห้อง

ตอนอยู่บ้านก็เป็นซึมเศร้าเพราะแม่ชอบพูดถึงโรงเรียนอยู่ตลอด เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือคนอื่นบอกว่า เราไม่มีคุณค่า จนไปเจอโครงการประกวดทำนิตยสารเป็นสิ่งพิมพ์เพื่อความเปลี่ยนแปลง มี่สนใจมากเพราะเป็นคนชอบอ่านนิตยสาร และตอนอยู่บ้านก็คิดอยู่ตลอดว่า สิ่งที่เราเพิกเฉยตอนครูต่อว่าหรือปล่อยให้ครูตี มันทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมเราไม่ทำอะไร ทำไมเราต้องยอม มี่เลยรู้สึกว่า มี่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก็เลยสมัครทำนิตยสารจนได้รับคัดเลือก ได้ทุน 10,000 บาท มาทำค่ะ”

 

โอเวอร์ด็อก (Overdog) คือสิ่งที่เราทำขึ้นมาเพื่อเด็กคนอื่นที่ถูกบูลลี่

ค้นพบจุดยืนของตัวเองจากการได้ทำในสิ่งที่ใจรัก จนเป็นที่มาของเพจและนิตยสาร Overdog “เพราะเราเป็นเด็กที่เคยถูกคุณครูบูลลี่มาก่อน และไม่อยากให้ใครต้องโดนเหมือนเรา ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า อันเดอร์ด็อก (Underdog) แต่คำว่า under มันดูเป็นคนแพ้ (Loser) เราเลยใช้ชื่อว่า Overdog แทน อย่างน้อยแค่ชื่อ เราก็ชนะแล้ว แต่ว่าเล่มสองยังเป็นแค่การวางคอนเซ็ปต์ สิ่งที่มี่ขับเคลื่อนอยู่คือเรื่องหยุดการบูลลี่ต่อนักเรียน สนใจเรื่องสิทธิเด็กด้วย เช่น เด็กหนีออกจากบ้าน เด็กถูกทำร้าย หรือว่าอะไรที่มันไม่ยุติธรรมสำหรับนักเรียนหรือว่าเด็กทั่วไป พอเริ่มมีประสบการณ์กับตัวเองมากขึ้น เลยขยายประเด็นที่สนใจออกไปค่ะ”

 

เมื่อครอบครัวไม่เข้าใจ จึงต้องหาจุดยืนให้กับตัวเอง

ในวันที่ครอบครัวเห็นต่างกับสิ่งที่เราทำและจุดยืนที่เรามี มองว่านั่นคือการต่อต้านสังคม บางครั้งทางออกที่ดีที่สุดในเวลานั้นคือการหันหลังเดินจากมา “พอเริ่มทำนิตยสารได้สักพัก มีบินไปต่างจังหวัด ไปจดประชุม ไปงานสัมมนา มีครั้งหนึ่งคุณพ่อคุณแม่มารอรับเราที่สนามบิน แล้วพามี่ไปส่งยังโรงพยาบาลจิตเวช มี่ทนอยู่ในนั้นประมาณ 10 วัน แล้วบอกตัวเองว่ายังไงก็ต้องหนีแล้ว หลังจากครบกำหนดมี่ก็หนีออกจากบ้าน มาอยู่คนเดียว เรียนแล้วก็ทำงานจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นสถานการณ์ต่างๆ ก็ดีขึ้น เริ่มติดต่อโทรคุยกับแม่บ้าง คุยกันเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ พ่อแม่เขาจะห่วงเรื่องความปลอดภัย”

 

ความหวังสิทธิเด็กในประเทศไทยจะได้รับการยอมรับ

“สิ่งที่เราทำอยู่ คนไม่เห็นด้วยจะมองว่าหัวรุนแรง ด่าครู แต่คนที่เห็นด้วยก็มองว่าเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งการผลักดันให้มีความเท่าเทียมกัน และการมีพื้นที่ให้เด็กมีสิทธิ์ขึ้นมาบ้าง แต่เด็กบางคนคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เดี๋ยวก็จบม.6 แล้ว รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกกลัว ทำให้เขารู้สึกไม่อยากทำ แต่จริงๆ มันเป็นสิ่งที่เราลงมือทำได้ อย่างน้อยก็ไม่ยอมให้ครูตี มี่เชื่อว่าเรื่องแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับมี่มันควรหมดไปจากโลกได้แล้ว

อย่างเรื่องสิทธิเด็กต่างๆ มี่ก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน จนได้มาทำนิตยสาร ได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ มากขึ้นทำให้รู้ว่าเรามีสิทธิ์ตรงนี้ มีนักพิทักษ์สิทธิ์ เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับการปกป้องต่างๆ อยากให้เด็กเขาทำอะไรซักอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง แสดงออกอะไรก็ได้ ที่บ่งบอกว่าเราไม่โอเคนะ เราสามารถ take action ได้”