โลกกำลังต้องการความช่วยเหลือ และนี่คือหน้าที่ของเรา

Climate Strike พร้อมขจัดทุกปัญหาสิ่งแวดล้อม

UNICEF Thailand
UNICEF Thailand

01 พฤศจิกายน 2019

“เรื่องสิ่งแวดล้อมมันไม่ใช่งานอดิเรก ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเลือก มันควรเป็นหน้าที่ แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ละเลย กลายเป็นหน้าที่ของคนบางคนที่ต้องมาดูแลเรื่องนี้มากกว่า” นี่คือสิ่งที่ “ดี” อภิพล วิภาตะศิลปิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังเป็นห่วงและพยายามขับเคลื่อนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม

เริ่มต้นที่ตัวเรา..เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว

เพราะเด็กๆ ทุกวันนี้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการตระหนักถึงปัญหาเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม เด็กหลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งบางครั้งสิ่งที่สอนภายในโรงเรียนอาจไม่ใช่สิ่งนักเรียนอยากเรียนรู้ก็เป็นได้ “ที่โรงเรียนมีอาจารย์ที่สนใจเรื่องสภาพอากาศ แล้วพยายามให้ความรู้เด็กๆ ส่วนทางโรงเรียนเองก็มีการจัดโครงการร่วมกับนาซ่า ศึกษาเรื่องอวกาศ ผมมองว่ามันไกลตัว ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนตัวผมอยากให้จับต้องได้มากขึ้น แทนที่เราจะพูดเรื่องเทคโนโลยีอวกาศ เราน่าจะหันมาพูดในเชิงเทคนิคที่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้นอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีคาดเดาสภาพอากาศมาใช้จัดการกับปัญหาใกล้ตัว”

 

ไคล์เมท สไตร์ค (Climate Strike) พร้อมขจัดทุกปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทุกวันนี้ขยะที่ถูกทิ้ง มันเพียงแค่หายไปจากมือเรา แต่ยังไม่ได้หายไปจากโลกเรา “ตอนนี้ผมเป็นสมาชิก Climate Strike Thailand พยายามรณรงค์ให้รัฐบาลหันมาใช้พลังงานทดแทน รวมไปถึงการใช้ซ้ำทรัพยากร ยิ่งผมอยู่ในเมือง ได้เห็นขยะจำนวนมาก รู้สึกว่าต้องจัดการกับปัญหานี้ เลยอยากหาแนวร่วม จนมาเจอกับกลุ่ม Climate Strike Thailand เราอยากให้ผู้มีอำนาจทั่วโลกผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม เราไม่ได้โฟกัสด้านใดเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้จะมี Mission ที่อยากให้ช่วยกันลงชื่อให้รัฐบาลใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น นอกจากนั้นสิ่งที่เราพยายามแก้ไขยังมีเรื่อง การลดพลังงานถ่านหิน ลดขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ การรักษาระบบนิเวศอย่างการปลูกป่า”

“ตัวผมเองจัดตั้ง Climate Club ที่โรงเรียน โดยเป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรมมีตติ้งตอนกลางวัน สมาชิกจะผลัดกันมาบรรยายเรื่องสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี หรือนานๆ ที จะมีจัดเวิร์กช้อป โดยเชิญวิทยากรจากข้างนอกมาพูด และก็จะมีการจัดบอร์ดให้ความรู้ แต่ผมคิดว่ากิจกรรมนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ”

 

สิทธิความเท่าเทียมกันทางความคิด

เพราะเด็กทุกคนจะถูกสอนให้เคารพผู้ใหญ่ แต่เด็กเขาก็อยากให้ผู้ใหญ่ฟังความคิดเห็นบ้างเหมือนกัน ”ผมอยู่ในโรงเรียนรัฐ ที่ต้องเดินตามกรอบที่วางไว้ เราไม่สามารถออกเสียงอะไรได้ ผู้ใหญ่บอกเราตั้งแต่เด็กว่า เราคืออนาคตของชาติ แต่ผมรู้สึกว่า ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ยังไม่ฟังเด็ก ความไม่เชื่อใจมันเกิดจากความต่างของประสบการณ์ แต่ผมคิดว่าผู้ใหญ่ควรให้โอกาสเด็กได้แสดงไอเดียของเขา ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องสภาพแวดล้อม แต่รวมไปถึงเรื่องในสังคมทั่วไปด้วย เราน่าจะให้ความเคารพซึ่งกันและกันมากกว่านี้ เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กต้องเคารพผู้ใหญ่ แต่ไม่มีใครเคยบอกว่าเลยว่าผู้ใหญ่ต้องเคารพเด็ก มันควรจะเป็นหลักสากล เราไม่ควรจะเคารพคนเพียงแค่เพราะเรื่องอายุ ผมคิดว่าถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องเริ่มจากคนที่มีอำนาจมากกว่า ไม่ใช่ไปเปลี่ยนที่ตัวเด็ก อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมเราควรจริงจังกันได้แล้ว และแค่แผน 20 ปี ไม่เพียงพอ เราอาจจะมีเวลาไม่ถึง 20 ปี เพราะฉะนั้นเราต้องลงมือทำด้วย”