เด็กในยุค 1960

อภิญญา เวชยชัย ผู้มุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมแห่งความเข้าอกเข้าใจ

สิรินยา วัฒนสุขชัย, เจมี จิลล์
อภิญญา เวชยชัยและแม่ของเธอ
Apinya Wechayachai/2023
อภิญญา เวชยชัยและแม่ของเธอ
26 ธันวาคม 2023

อภิญญา เวชยชัย เกิดเมื่อปี 2498 ในจังหวัดชุมพรเมื่อครั้งที่บิดามารดาย้ายมารับราชการที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ยูนิเซฟ รัฐบาลไทย และภาคีเครือข่ายต่างร่วมมือกันทำงานเพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ ในฐานะที่เป็นบุตรสาวของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและมารดาที่เป็นนางพยาบาล อภิญญาจึงได้รับสิทธิอันก้าวหน้านี้ก่อนใคร ตั้งแต่การกินนมแม่ตั้งแต่ตอนเป็นทารกจนขวบปีแรก และการได้รับวัคซีนป้องกันโรคร้ายแรงต่าง ๆ ที่ในอดีตได้เคยคร่าชีวิตเด็กไทยเป็นจำนวนมากมาแล้ว

อภิญญาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางที่มั่นคง “เมื่อครั้งเป็นเด็กยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับสังคมทั่วไปมากนัก ทำให้ดิฉันยังไม่ได้รู้จักความกังวลหรือความกลัวมาก่อน” แต่เธอได้รับรู้ถึงความลำบากของครอบครัวยากไร้ที่พ่อแม่เคยได้ช่วยเหลืออยู่เสมอ “ตอนเป็นเด็ก พวกเราได้ตามพ่อแม่ลงพื้นที่เพราะท่านเป็นแพทย์อาสาออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามหมู่บ้าน ได้พบเด็กเล็ก ๆ ป่วยไข้เป็นประจำ รวมทั้งที่จังหวัดชุมพรมีน้ำท่วมหนักทุกปี พ่อแม่ก็เตรียมถุงใส่ของจำเป็นไว้ให้ชาวบ้านที่มาตรวจที่คลินิกอยู่เสมอ”

อภิญญาได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้นเมื่อเข้ามาเรียนในโรงเรียนประจำและได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ  “ไม่มีจังหวะไหนในชีวิตที่เป็นจุดพลิกผันของดิฉัน จนได้ออกค่ายสัมผัสชนบทที่จุฬาฯ” อภิญญาเล่า

“มุมมองของดิฉันถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ที่ได้พบมาในช่วงต้นของชีวิต พบความยากจนที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ๆ ในครอบครัว ช่วงเวลานั้นได้เปลี่ยนความรู้สึก ‘สงสาร’ ให้เป็น ‘ความเข้าอกเข้าใจ’ และเห็นใจคนที่มีชีวิตเปราะบางโดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ จากแนวคิดเวทนานิยมที่ทำให้เรารู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น  เปลี่ยนมาเป็นแนวคิดเรื่องสิทธิ และความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประสบการณ์ได้สอนให้ดิฉันรู้ว่าความเข้าอกเข้าใจในชีวิตของเขา ทำให้เกิดมุมมองที่รับรู้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการล้มแล้วลุกได้ ของคนที่ต้องประสบกับความยากลำบากในชีวิต การเห็นพลังในชีวิตของคนที่ยากลำบากกลับสอนให้เราเองก็มีพลังและเห็นใจพวกเขามากขึ้น”

เส้นทางอาชีพของอภิญญานั้นคดเคี้ยว เริ่มจากการเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดในโรงพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานเป็นนักวิจัย ไปจนถึงการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ก่อนที่จะมาลงตัวกับการเป็นอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2540 และการเกิดสึนามิบนชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปี 2547 นี้เองที่อภิญญาได้ทำความคุ้นเคยกับยูนิเซฟในฐานะองค์กรที่ช่วยสนับสนุนช่วยเหลือเด็ก ๆ ทั้งที่บาดเจ็บและสูญเสียพ่อแม่จากภัยพิบัติครั้งนั้น และยังช่วยพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กและครอบครัวในสภาวะยากลำบาก รวมถึงจัดตั้งให้มีกลุ่มนักสังคมสงเคราะห์ให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรายกรณี อันเป็นการทำงานร่วมกับคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  “ยูนิเซฟให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็ก ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ได้สร้างแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานคุ้มครองเด็ก การจัดทำแผนพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กแห่งชาติ การจัดทำวิสัยทัศน์ด้านการคุ้มครองเด็กในประเทศไทย รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาเด็กในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการชี้ให้เห็นปัญหาของเด็กหลาย ๆ  มิติที่ถูกมองข้ามไปและทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชนจนสามารถนำเสนอแนวทางแก้ไข ป้องกันให้ระบบการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อภิญญาได้ส่งต่อความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ที่ได้เรียนรู้ให้กับนักศึกษาของเธอ “หลังเหตุการณ์สึนามิ ดิฉันได้พานักศึกษาประมาณ 20-30 คนลงพื้นที่ในจังหวัดพังงาและกระบี่เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ความทุกข์จากภัยพิบัติที่เกิดกับเด็กจากประสบการณ์จริง ดิฉันเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งสัก 3 ขวบกอดคอแม่แน่น ร้องไห้ไม่ปล่อยมือ เกิดความสงสัยจึงถามดู ตอนหลังถึงได้รู้ว่าช่วงเหตุการณ์สึนามิแม่รักษาไว้ได้แค่ชีวิตลูกสาวที่เธออุ้มไว้กับอก ในเวลานั้นแม่จับมือพี่ชายของเด็กคนนี้ไว้ แต่เด็กน้อยหลุดมือไปจากแม่เพราะกระแสน้ำที่แรงมากพัดพาลูกคนโตหายไป น้องสาวจึงกลัวมาก” การได้พบเห็นสถานการณ์ครั้งนั้นทำให้อภิญญาและนักศึกษาได้จัดตั้งศูนย์เพื่อทำกิจกรรมดูแลเด็กชั่วคราวให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อไม่ให้พวกเขาจมจ่อมอยู่กับความทุกข์จากการสูญเสีย ในปัจจุบันแม้ว่าอภิญญาจะเกษียณจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว แต่เธอก็ยังคงลงพื้นที่ทำงานศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมกับตั้งเป้าหมายอ่านหนังสือที่เธอรักให้ได้ปีละ 100 เล่ม และเรื่องราวจากหนังสือก็ได้ช่วยให้เธอเข้าใจชีวิตและเห็นความเป็นมนุษย์ในหมู่ผู้คนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

อภิญญาสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศว่า “ประเทศเราได้นำเอาแบบแผนปฏิบัติงานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กระดับสากล เช่น การยอมรับข้อตกลงตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาปฏิบัติและปรับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก” เธอยังทิ้งท้ายด้วยความหวังในอนาคตว่า “ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การเกิดพื้นที่ของสื่อออนไลน์จะทำให้ทุกคนมีพื้นที่แสดงออกของตนเอง จะทำอย่างไรให้เด็ก ๆ ได้ตระหนักรู้และเลือกได้ว่าพื้นที่ไหนปลอดภัยในการแสดงออก การสื่อสารแบบใดปลอดภัยสำหรับตนเอง และคนที่ตนรัก ในอนาคตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การสื่อสารที่มีเสรีภาพ ทำอย่างไรผู้คนจึงจะยอมรับและไม่ตัดสินว่าความหลากหลายทางความคิดที่ผิดไปจากตนนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน และเข้าใจว่าการเคารพความเห็นที่แตกต่างอาจจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่แท้จริงแล้วมันคือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน”

เกี่ยวกับซีรีส์ “เด็กในแต่ละยุคสมัย”

เราขอแบ่งปันเรื่องราวของเด็กในแต่ละทศวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่ยูนิเซฟได้ดำเนินงานในประเทศไทย  ด้วยการคัดเลือกเรื่องราวที่สะท้อนความหลากหลายและความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย แม้บุคคลเหล่านี้จะไม่ได้เป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือโดยตรงจากยูนิเซฟ แต่ก็ได้เติบโตมากับบริการสาธารณสุข การศึกษา และโอกาส ที่ยูนิเซฟมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดขึ้น

อ่านเรื่องราวในหัวข้ออื่น ๆ