เด็กจันท์ก็อ่านได้: บันทึกการเดินทางบนเส้นทางการอ่านสายจันทบุรี

ขึ้นรถตู้ไปกับเจ้าหน้าที่ยูนิเซฟ แล่นผ่าน 5 อำเภอในจังหวัดจันทบุรี ค้นหาความมหัศจรรย์ที่เกิดจากการอ่านภายใต้โครงการ #ABookAWeek

ธนะพนธ์ นาคช้อย
กลุ่มนักเรียนโรงเรียนวัดโป่งกำลังทำกิจกรรมในโครงการอ่านสัปดาห์ละเล่ม
UNICEF Thailand/2022/Suksangvoravong
กลุ่มนักเรียนโรงเรียนวัดโป่งกำลังทำกิจกรรมในโครงการอ่านสัปดาห์ละเล่ม
20 ตุลาคม 2022

ใคร ๆ ก็บอกว่าการอ่านสำคัญ เพราะการอ่านเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ตลอดชีวิต หลายคนอาจเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่า “อ่านหนังสือให้มาก ๆ จะได้เรียนเก่ง ๆ” จนมีค่านิยมที่ว่า หากอยากเก่ง ต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนและอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันรูปแบบของการเรียนรู้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้จำกัดอยู่บนหน้าหนังสืออีกต่อไป กิจกรรมอื่น ๆ อย่างการวาดรูป การใช้โทรศัพท์มือถือ การแต่งนิทาน-นิยาย ก็ถือเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้อีกด้วย

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “แล้วผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ จะทำอย่างไรได้บ้างให้เด็กและเยาวชนได้มีพื้นที่การอ่านและการเรียนรู้ที่ดีขึ้นกว่าเดิม” เพราะบางครั้ง ห้องสมุดในหลายโรงเรียน ถูกกาลเวลาเปลี่ยนหน้าที่ให้กลายเป็นเสมือนโรงเก็บหนังสือ “เก่า” ไม่มีการใช้งาน ไม่มีการเพิ่มหนังสือใหม่ ๆ ประตูก็ถูกล็อกไว้ นาน ๆ ทีจะได้เปิดเข้าไปทำความสะอาดสักครั้ง หรือบางที่หนังสือดี ๆ ถูกวางไว้ในที่ที่เด็กและเยาวชนมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นสนามแห่งการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็นอีกครั้ง และนี่คือเหตุผลที่โครงการ A Book A Week อ่านสัปดาห์ละเล่มเกิดขึ้น

อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก

โรงเรียนแรกที่โครงการอ่านสัปดาห์ละเล่ม ได้เดินทางไปเยี่ยมในครั้งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีกว่า 84 กิโลเมตร ในพื้นที่อำเภอสอยดาว เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา มีชื่อว่า “โรงเรียนบ้านไผ่ล้อมสามัคคี” เราตื่นจากอาการงัวเงียเมื่อดวงตาไปสบกับตึกเรียนสีม่วงตระหง่านตรงหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นยิ่งกว่า คือเอกลักษณ์ของโรงเรียนที่สลักเป็นตัวหนังสือสีทองอยู่บนป้ายโรงเรียนว่า “โรงเรียนรักการอ่าน”

ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับกิจกรรมห้องสมุดหลังสถานการณ์โควิด-19 คือ การเข้าใช้ห้องสมุดกลายเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ โรคโควิด-19 ทำให้โรงเรียนจำเป็นต้องปิดห้องสมุดไม่ให้นักเรียนเข้าใช้ชั่วคราว แต่เมื่อ “การอ่านสำคัญ” โรงเรียนจึงได้จัดให้หนังสือได้เดินทางไปหาตัวนักเรียนถึงห้องเรียนในลักษณะของ “ห้องสมุดเคลื่อนที่”

อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งหนังสือเหล่านั้นก็อาจจะไม่ใช่หนังสือเล่มที่นักเรียนสนใจตั้งแต่แรกเสมอไป นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คนหนึ่งเล่าให้เราฟังว่า “บางทีเพื่อนแย่งไปหมดแล้ว ก็ต้องอ่านเล่มที่ไม่ชอบ” ก่อนจะบอกต่อว่า หลายครั้งก็เจอหนังสือที่ชอบจากกองที่ตอนแรกไม่ได้ชอบนี้เอง พลอยให้นึกไปถึงสำนวนภาษาอังกฤษอันหนึ่งที่กล่าวว่า “Don’t judge a book by its cover. อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก” และทำให้ตระหนักได้ว่า ก็คงจะดีเหมือนกันถ้าเราเปิดใจอ่านอะไรที่ไม่ชอบบ้าง เพราะไม่ว่าอย่างไร หนังสือก็มักจะพาเราไปเจอแง่มุมใหม่ ๆ อยู่เสมอ

การอ่านคือพื้นฐานที่ต่อยอดไปได้ทุกสิ่ง

โรงเรียนที่สองที่เราได้เดินทางไปเยี่ยมอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนแรกนัก ทว่าข้ามไปที่อำเภอโป่งน้ำร้อน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนขยายโอกาส คือมีการเปิดสอนระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ชื่อว่า “โรงเรียนราษฎร์พัฒนาสามัคคี” บรรยากาศอันสงบเงียบในช่วงเวลาสายของที่นี่ เหมือนกำลังชักชวนเราให้เดินเข้าไปทำความรู้จักกับโรงเรียนแห่งนี้ให้มากขึ้น เราลงจากรถและเดินผ่านตึกที่มีนักเรียนนั่งเรียนกันอยู่ไปยังห้องสมุดของโรงเรียน จากนั้น ความอัศจรรย์ก็เริ่มสำแดง

จุดแข็งของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนแห่งนี้ คือการบูรณาการการอ่านเข้ากับกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี เช่น การจัด “ค่ายลูกเสือรักการอ่าน” เพื่อให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมการอ่านที่หลากหลายขึ้น กิจกรรมที่โดดเด่นอีกอย่างคือกิจกรรมการเล่านิทาน ซึ่งได้ต่อยอดจากค่ายไปเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างนักเรียนระดับชั้นต่าง ๆ ในโรงเรียน โดยนอกจากจะช่วยให้นักเรียนผู้เล่าได้อ่านหนังสือเพื่อทำความเข้าใจบทบาทแล้ว อีกทางหนึ่งคือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังที่มักเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลด้วย

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกำลังทำกิจกรรมการเล่านิทานให้นักเรียนชั้นอนุบาลและประถมศึกษาฟัง ณ โรงเรียนราษฎร์พัฒนาสามัคคี
UNICEF Thailand/2022/Nakchoi
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกำลังทำกิจกรรมการเล่านิทานให้นักเรียนชั้นอนุบาลและประถมศึกษาฟัง ณ โรงเรียนราษฎร์พัฒนาสามัคคี

คุณครูภคินี ศรีสุวรรณ์ ผู้รับผิดชอบกิจกรรมห้องสมุดของโรงเรียนบอกว่า โครงการ อ่านสัปดาห์ละเล่ม ได้เข้ามาทำให้การอ่านหนังสือกลายเป็นเรื่องที่น่าสนุกขึ้นสำหรับเด็กนักเรียน แม้เดิมโรงเรียนจะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอยู่แล้ว แต่เมื่อนักเรียนในโรงเรียนจำสโลแกน “อ่านสัปดาห์ละเล่ม” ได้ ก็เหมือนเกิดเป็นกระแสการอ่านในโรงเรียน ซึ่งมีประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้นักเรียนอยากอ่านหนังสือกันมากขึ้น ผลที่ได้คือนักเรียนมีทักษะทางภาษาโดยเฉพาะภาษาไทยที่ดีขึ้น การเรียนการสอนก็ดีขึ้นตามไป

ไม่ลอง (อ่าน) ก็ไม่รู้

ช่วงบ่ายเราเดินทางมากันที่อำเภอมะขาม รถตู้มุ่งหน้าไปสู่โรงเรียนที่มีชื่อว่า “โรงเรียนวัดโป่ง” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา แต่ที่นี่เงียบกว่าทั้งสองโรงเรียนที่ผ่านมา เนื่องจากว่าในช่วงที่ไปถึงนั้น ไฟฟ้าในโรงเรียนดับ

แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาเลย เพราะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีชั่วโมงเข้าห้องสมุดอยู่ในตอนนั้น กำลังทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านกันอยู่พอดี บรรยากาศในห้องสมุดแม้จะค่อนข้างมืดจากลมฝนตามฤดูกาล แต่แสงตะวันยามบ่ายที่สอดผ่านทางประตูและหน้าต่างก็สว่างพอจะทำให้นักเรียนค้นหาหนังสือมาอ่านกันได้อย่างสนุกสนาน และบันทึกการอ่านกันได้อย่างราบรื่น

นักเรียนคนหนึ่งในห้องนั้นบอกว่า ก่อนหน้านี้ที่โรงเรียนไม่มีกิจกรรมอะไรแบบนี้เลย เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 พอตอนนี้ได้มาอ่านหนังสือในห้องสมุด ก็พบว่าตัวเองเป็นคนที่รักการอ่านคนหนึ่ง นอกจากนี้ คุณภูรินทร์ นิยมนา ผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้ยังได้พูดทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ตอนนี้ทุกสัปดาห์ นักเรียนจะได้อ่านคนละหนึ่งเล่ม และสิ่งนี้จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเรา”

ความยากของหนังสือ ความขลังของห้องสมุด ต้องไม่สร้างความกลัวต่อการอ่าน

เช้าวันที่สองของการเดินทาง เราหันหัวรถออกไปคนละทิศกับวันก่อน เพื่อไปยังโรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองจันทบุรี โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า “โรงเรียนวัดหนองบัว (ปทุมาภิพัฒน์)" ตึกเรียนสีฟ้าที่เรียงรายอยู่ในขอบรั้วนี้ แม้จะดูสดใสแต่ให้ความรู้สึกเก่าแก่อยู่ไม่น้อย เราพากันเดินขึ้นไปยังห้องสมุดบนตึกเรียน และแล้วเรื่องราวของพื้นที่การเรียนรู้แห่งนี้ก็ได้รับการบอกเล่า

คุณนงลักษณ์ บุญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าว่า ตั้งแต่เข้ามาเป็นผู้อำนวยการที่โรงเรียนแห่งนี้ ก็ได้จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมาโดยตลอด แต่ด้วยรูปลักษณ์ห้องสมุดที่ดูขลังและเก่าแก่ ก็ไม่สามารถจะดึงดูดนักเรียนให้เข้ามาใช้ได้มากนัก ภายหลังจึงจัดให้มีกิจกรรมที่สนุกสนานและลบภาพจำของห้องสมุดอย่างเดิม ๆ ออกไปจากความคิดของนักเรียน ประกอบกับการได้เข้าร่วมโครงการอ่านสัปดาห์ละเล่ม ทำให้กิจกรรมส่งเสริมการอ่านเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น โดยที่แทบไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในห้องสมุดเลย

คุณครูเพชรรัตน์ โพธิคุณ หนึ่งในผู้ดูแลกิจกรรมห้องสมุดของโรงเรียนนี้กล่าวว่า หนังสือบางเล่มแม้จะ “อ่านยาก” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา แต่อาจเป็นหนังสือที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษานั้น “อ่านได้” ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ใช้ชีวิตในโรงเรียนกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ดังนั้น จึงควรได้อ่านหนังสือที่มีการร้อยเรียงที่ซับซ้อนขึ้นมาจากระดับประถมศึกษาบ้าง จะได้ช่วยพัฒนาความคิดไปตามช่วงวัย โดยคุณครูก็คอยแนะนำอยู่ตลอด เป็นการทำให้นักเรียนลดความกลัวที่มีต่อหนังสือเล่มใหญ่ ๆ

ไม่มีผู้ร้ายหากได้เรียนรู้

มาถึงโรงเรียนสุดท้ายที่โครงการอ่านสัปดาห์ละเล่ม ได้เดินทางไปเยี่ยมในครั้งนี้ โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ มีชื่อว่า “โรงเรียนวัดบูรพาพิทยาราม (ธรรมรัตน์ศึกษาประชาอุทิศ)” โดยเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนขยายโอกาสที่นักเรียนมีความหลากหลาย พื้นที่โรงเรียนก็ดูมีอาณาเขตกว้างขวางเพราะอยู่ร่วมรั้วเดียวกันกับวัดบูรพาพิทยาราม (พระอารามหลวง) และห้องสมุดประชาชนของอำเภอท่าใหม่

คณะคุณครูพาเราไปชมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียน รวมทั้งผลงานต่าง ๆ ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการอ่าน เช่น สมุดภาพการ์ตูน ที่นักเรียนร้อยเรียงเรื่องราว วาดภาพประกอบ และลงสีด้วยตนเองอย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอสั้นบนโซเชียลมีเดียที่นักเรียนและคุณครูร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาจากบทเรียนและการอ่านหนังสือ โดยโรงเรียนแห่งนี้มีแนวคิดว่า “โทรศัพท์ไม่ใช่ผู้ร้าย” เมื่อโลกผันเปลี่ยนไป วิธีการเรียนรู้ก็ต้องแปรเปลี่ยนตาม

คุณครูและนักเรียนชั้นอนุบาลกำลังร่วมกันเล่านิทานด้วยตุ๊กตาหุ่นมือ เป็นการปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ให้กับนักเรียนตั้งแต่วัยที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่อง ณ โรงเรียนวัดบูรพาพิทยาราม (ธรรมรัตน์ศึกษาประชาอุทิศ)
UNICEF Thailand/2022/Nakchoi
คุณครูและนักเรียนชั้นอนุบาลกำลังร่วมกันเล่านิทานด้วยตุ๊กตาหุ่นมือ เป็นการปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ให้กับนักเรียนตั้งแต่วัยที่ยังอ่านหนังสือไม่คล่อง ณ โรงเรียนวัดบูรพาพิทยาราม (ธรรมรัตน์ศึกษาประชาอุทิศ)

คุณครูจันทรา ชำนาญชล ผู้ที่ดูแลกิจกรรมห้องสมุดของโรงเรียนนี้มาเป็นเวลานาน เล่าให้เราฟังว่า ก่อนหน้านี้ โรงเรียนก็มีการจัดคาบเรียนให้เข้าห้องสมุดอยู่แล้ว แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการอ่านสัปดาห์ละเล่ม ก็ทำให้กิจกรรมมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับที่โรงเรียนมีคุณครูรุ่นใหม่บรรจุเข้ามาเพิ่มหลายคน วิธีคิดใหม่ ๆ ในการจัดกิจกรรม จึงทำให้กิจกรรมการอ่านไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป

เด็กทุกคนอ่านได้

การเดินทางครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นความมหัศจรรย์มากมายที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็ก ๆ ทว่าสำคัญ คือ “การอ่าน” เราได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของนักเรียนยามพูดถึงหนังสือเล่มที่ชอบ ผลงานที่ตัวเองทำขึ้นมา พลางก็เกิดความคิดว่า พลังงานแบบนี้ควรมีอยู่ในตัวเด็กและเยาวชนทุกคน เพราะนี่คือพลังงานแห่งความสุข พลังงานแห่งความเป็นตัวเอง ที่หลายครั้งอาจหล่นหายไปเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ สังคมของเราจะดีขึ้นมากเพียงใด ถ้าเด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มองว่า หนังสือนิยายนั้นไร้สาระ การวาดรูปนั้นเสียเวลา หรือโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งเด็ก ๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นั่นไม่ใช่ความจริงเลย อีกทั้งควรจะนับว่าสิ่งเหล่านี้เต็มเปี่ยมไปด้วย “สาระ” เสียด้วยซ้ำไป และมันได้เกิดขึ้นแล้วในโครงการ “A Book A Week อ่านสัปดาห์ละเล่ม”


เกี่ยวกับผู้เขียน

เนตั้น ธนะพนธ์ นาคช้อย เป็นอาสาสมัครนักเขียนจากโครงการ I Am UNICEF ผู้อาศัยอยู่ในจังหวัดจันทบุรี

ติดตามข่าวสารจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

ไม่พลาดทุกการอัปเดต สมัครรับข่าวสารทางอีเมลกับเรา

[คลิกเพื่อสมัครเลย]

 

 

อ่านเรื่องราวในหัวข้ออื่น ๆ