เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

แต่งแต้มความทุกข์และความหวัง

© UNICEF-Thailand/2007/Few
เด็กๆ ที่ติดเชื้อกำลังทำหุ่นตุ๊กตาเพื่อประกอบการแสดงละครในค่ายศิลปะบำบัดที่สนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ

เรื่อง โดย โรเบิร์ต ฟิว

(บทความนี้ในต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์)

สัตหีบ ชลบุรี, เมษายน 2550 – การแข่งขันได้ยุติลงเมื่อเวลาอีกสิบนาทีจะหกโมงเย็นพอดี มีเสียงเป่านกหวีด แล้วเด็กจำนวน 50 คน อายุระหว่าง 7-17 ปี ก็วิ่งขึ้นมาจากทะเล หัวร่อต่อกระซิกกับเพื่อนๆ ขณะก้มลงหยิบผ้าเช็ดตัวและรองเท้า มุ่งหน้ากลับห้องของตน

ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว แต่ก็มีสิ่งเร่งด่วนกว่าที่มาหยุดยั้งเกมการเล่นเพื่อให้เด็กกลับขึ้นห้องทันที เด็กทั้งหมดนี้ติดเชื้อเอชไอวี ตอนนั้นเป็นเวลาที่เด็กๆ จะต้องกินยาประจำวันชุดที่สองเป็นยาเม็ดต้านไวรัส  ซึ่งควบคุมระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ที่จะช่วยให้เด็กเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่างปกติต่อไปได้

หนึ่งในบรรดาเด็กเหล่านี้ คือ เพ็ญ*เด็กขี้อายวัย 16 ปี ที่เมื่อคุ้นเคยกันแล้ว จะกลายเป็นคนช่างคุยและหัวเราะคิกคักไปกับคุณ เช่นเดียวกับเด็กทุกคนที่ค่ายศิลปะบำบัดสำหรับเด็กติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งตั้งขึ้นในฐานทัพเรือใกล้เมืองเมืองพักผ่อนชายทะเลพัทยา เธอติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ของเธอเอง

เพ็ญเกิดมาในในช่วงต้นทศวรรษของปีพุทธศักราช 2533 ขณะที่มีการระบาดของเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศไทย แพร่กระจายจากสถานค้าประเวณีและแหล่งเสพยาเสพติดออกไปยังชุมชนในวงกว้าง เวลานั้น มีน้อยคนที่จะเข้าใจหรือใช้ถุงยางอนามัย อีกทั้งบริการทางการแพทย์ก็ยังไปไม่ถึงผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ ปัจจุบัน หากสตรีรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีและพยายามหาทางรักษาแล้ว โอกาสที่เชื้อจะแพร่ไปยังลูกจะลดลงเหลือเพียงแค่ร้อยละ ๒ เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากยังไม่ได้รับการรักษาใดๆ เลย ลูกคนที่สามจะต้องติดเชื้อ และเพ็ญ คือ หนึ่งในบรรดาเด็กที่โชคร้าย เธอเกิดมาพร้อมกับเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด

พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตหลังจากที่เธอเกิดได้ไม่นาน เพ็ญถูกส่งตัวไปอยู่ในความดูแลของญาติ ที่นั่น ชีวิตของเธอดำเนินไปเช่นเดียวกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีคนอื่นๆ

“ตอนแรก ครอบครัวหนูเขาเกลียดหนู” เพ็ญเล่า “และที่โรงเรียน เด็กคนอื่นๆ ก็ชอบค่อนแคะหนูต่างๆ นานา ว่าหนูตัวเล็กแคระแกรน และห้ามใม่ให้หนูเข้าไปใกล้ พวกเขาไม่ยอมให้หนูกินข้าวด้วยหรือนั่งโต๊ะเดียวกับเขาตอนพักกลางวัน บางครั้ง หนูก็ไม่มีอะไรจะกิน”

จากการที่ถูกเกลียดชังและหวาดกลัว ทั้งเมื่ออยู่ที่บ้านและไปโรงเรียน- สถานที่สองแห่งที่เด็กๆ มีความต้องการความรักและกำลังใจ เพ็ญจึงมีชีวิตอยู่อย่างเศร้าสร้อยและท้อถอย จนกระทั่งเชื้อไวรัสเกิดกำเริบรุนแรงขึ้น แขนขาของเธอเริ่มมีรอยช้ำที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดไปทั่ว และเริ่มมีอาการของวัณโรค จนทำให้เธอต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

© UNICEF-Thailand/2007/Few
หลังจากทำกิจกรรมแล้ว เด็กสาวคนนี้จะต้องไปทานยาต้านไวรัสเป็นครั้งที่ 2 ของวัน

แพทย์ที่โรงพยาบาลสัตหีบ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการที่องค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุนลงความ
เห็นว่า เพ็ญติดเชื้อเอชไอวีแล้ว เธอได้รับยาต้านไวรัสและเริ่มจะมีอาการดีขึ้น เชื้อไวรัสบรรเทาเบาบางลง และต้องคอยตรวจเช็คด้วยการกินยาเม็ดตามแพทย์สั่งวันละสองครั้ง แต่ว่าไม่มียาขนานใดจะสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนเราได้ ขณะที่ระบบภูมิต้านทานของเพ็ญเริ่มฟื้นตัว ท่าทีของคนในครอบครัวของเธอ เพื่อนร่วมชั้นและบรรดาครู กลับแย่ลงยิ่งไปกว่าเดิม เมื่อข่าวกระพือออกไปว่า เพ็ญได้รับเชื้อเอชไอวีแล้ว เป็นจริงอย่างที่ทุกคนสงสัย ดังนั้น เธอจึงถูกผลักไสให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยสมบูรณ์

“หนูไม่กล้าไปโรงเรียน” เพ็ญเล่า “หนูเคยรู้สึกว่า ตัวเองเหงา และไร้ค่าเอามากๆ รู้สึกเหมือนว่าหนูนี่ไม่มีคุณค่าอะไรเสียเลย ทำให้หนูไม่กล้าแสดงความรู้สึกหรือกล้าทำอะไรเลยสักอย่าง

เคราะห์ยังดี แพทย์ที่รักษาเพ็ญรู้ว่า มีโครงการที่องค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุนอยู่อีกโครงการหนึ่งในพื้นที่เดียวกันนั้น องค์กรดังกล่าว ดำเนินงานในขอบข่ายของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (AIDS ACCESS Foundation) ทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ได้เข้าถึงการบำบัดรักษา และการส่งเสริมด้านอารมณ์และจิตใจจากการเรียนด้านศิลปะและการละคร ซึ่งจะมาช่วยต่อต้านผลของความกระทบกระเทือนทางจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี อันได้แก่ ความเจ็บปวดจากการไม่ยอมรับ ความกลัวตาย ความอ้างว้างจากการถูกครอบครัวและเพื่อนฝูงรังเกียจ เมื่อเพ็ญสิ้นหวังจากเพื่อนและความไม่เข้าใจ เธอจึงสมัครเข้าคอร์สต่อ

กลุ่มเราเข้าใจ หรือ We Understand Group ทำกิจกรรมตลอดทั้งปี โดยการนำเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีมารวมกลุ่มกันเพื่อเรียนรู้และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ด้วยการจัดตั้งค่ายศิลปะบำบัดเหมือนอย่างที่จัดขึ้นในค่ายที่สัตหีบและกิจกรรมอื่นๆ คณะทำงานพยายามหาทางให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และกลับมามีความเชื่อมั่น ทั้งยังสอนให้เด็กตระหนักว่าตนเองก็มีค่าเหมือนเด็กคนอื่นๆ

“พูดง่ายๆ ก็คือ เด็กๆ นั้นต้องการความรัก” สก็อตต์ แบมเบอร์ หัวหน้าโครงการเอชไอวี/เอดส์ขององค์การยูนิเซฟในประเทศไทยกล่าว “แต่น่าประหลาดที่น้อยคนเข้าใจในเรื่องนี้ และยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้จริงเกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชไอวี”

การสำรวจแบบกลุ่มโดยใช้ดัชนีพหุคูณครอบคลุม 43,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ที่สนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟซึ่งเพิ่งแล้วเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า สตรีที่รู้จักการป้องกันตนเองจากการแพร่เชื้อเอชไอวี  3 วิธี คือ การใช้ถุงยางอนามัย มีความซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง และบังคับใจตนเอง มีเพียงร้อยละ 49 และเกือบร้อยละ 80 ของสตรีมีทัศนคติที่ไม่ดีผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและผลสำรวจยังบ่งบอกถึงทัศนคติผิดๆ กล่าวคือ สตรี  ร้อยละ 22 เชื่อว่าคนที่ดูสุขภาพแข็งแรงดีจะไม่สามารถแพร่เชื้อไวรัสนี้ได้ และร้อยละ 28 เชื่อว่าไวรัสนี้สามารถแพร่โดยการถูกยุงกัด

“คนกลัวว่าจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากการกินอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือจากการปล่อยให้ลูกหลานของตนเล่นกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี” แบมเบอร์อธิบาย “แต่นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

ในประเทศไทย มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ประมาณกว่า 20,000 คน ติดเชื้อเอชไอวี ขณะนี้ กลุ่มเราเข้าใจกำลังร่วมมือกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ ในเครือข่าย เพื่อหาทุนสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ สำหรับเด็กประมาณ 1,000 คน นี้ย่อมหมายถึงการที่เด็กติดเชื้อเอชไอวีอีกนับพันต้องถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายด้วยตนเอง

เด็กทั้งหมดในค่ายศิลปะบำบัด ที่ล้วนมีประสบการณ์จากการถูกเลือกปฏิบัติมาจากทั่วทุกหนแห่งในประเทศ แต่ต่างมีเรื่องเล่าคล้ายคลึงกัน น้อย วัย 11 ปี ถูกครอบครัวทิ้งไว้กลางทุ่งนา มีคนพบเขาอยู่ใต้กอข้าวหลายวันหลังจากนั้น นิว วัย 15 เคยสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านของเธอตอนสุดสัปดาห์ แต่พ่อแม่ของเด็กๆ กลัวว่า ลูกมีโอกาสจะติดเชื้อจากเธอ ทำให้เธอต้องยกเลิกชั้นเรียนศิลปะนั้นไป เด็กคนอื่นๆ ก็ได้เล่าให้ฟังเรื่องการถูกครูรังแก และเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลต้องสวมถุงมือพลาสติกก่อนที่จับต้องตัวเขา


ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กๆ จะมีความทุกข์และจิตใจห่อเหี่ยว เมื่อเข้ามาอยู่ในค่ายศิลปะบำบัดครั้งแรก เด็กๆ ถูกจับให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาต่างๆ อย่างเช่น เรื่องการถูกทอดทิ้งจากสังคม การสูญเสียพ่อแม่จากโรคเอดส์ และความหวาดกลัวว่าตนจะต้องตายในที่สุด

เช่นเดียวกับที่ ชุติมา สายแสงจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเราเข้าใจ อธิบายไว้ว่า “เด็กๆ บอกกับเราว่า: ‘พวกเรามาถึงขั้นที่จะต้องให้ยารักษาทุกวันแล้ว และพวกเราก็ยังเด็กอยู่มาก’“

“แต่เด็กๆ เหล่านี้ ก็มีความกล้าหาญมากพอดู พวกเขาสามารถตอบสนองทางอารมณ์และจิตใจที่ค่ายของเราจัดทำได้อย่างรวดเร็ว”

“แรกเปิดค่ายเมื่อราวสี่ปีก่อน ภาพที่เด็กๆ วาด มักแสดงออกถึงความโศกเศร้า ความตาย และปัญหาครอบครัว และใช้สีดำวาดทั้งหมด” นงลักษณ์ บุณยพุทธิ เจ้าหน้าที่โครงการเอชไอวี/เอดส์ ขององค์การยูนิเซฟ เล่าให้ฟัง “ตอนนี้ภาพวาดของเด็กๆ เต็มไปด้วยสีสันสดใสและความสุข ถือเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า ชีวิตของเด็กๆ สามารถพลิกผันได้ เพียงแค่ได้รับความรักและความเอาใจใส่ที่พวกเขาควรจะได้รับ”

เพ็ญเห็นด้วย “หนูได้เรียนรู้ว่า เวลาที่เรารู้สึกเศร้าหรือไม่สบายใจ เราควรจะระบายอารมณ์ความรู้สึกของเราใส่ลงไปในภาพ” เธอบอก “หนูเคยข่มอารมณ์ที่เกิดขึ้นไว้ข้างใน แต่ตอนนี้ หนูสามารถนำมันออกมาเขียนเป็นภาพได้” ภาพวาดชิ้นหลังๆ ของเธอ มักจะแสดงออกในรูปของท้องฟ้าสวยสดชื่น “เมื่อหนูรู้สึกว่า หนูไม่อาจรู้ได้ว่า ชีวิตจะยืนยาวไปได้แค่ไหน” เพ็ญอธิบาย “หนูจะคิดเสมอว่า อย่างน้อย วันพรุ่งนี้ หนูจะยังคงมองเห็นแสงอาทิตย์”

เมื่อสิบปีก่อน เด็กไทยส่วนมากที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปี ซึ่งปัจจุบันไม่มีเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว อายุโดยเฉลี่ยของเด็กที่ค่ายนี้ คือ 13 ปี ไม่มีใครเลยที่มองดูอมโรค แม้ว่าจะตัวเล็กไปหน่อย และดูเด็กกว่าอายุจริงอยู่หลายปี  อันเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีต่อร่างกาย และการที่ต้องเจ็บป่วยไประยะหนึ่ง เด็กๆ ติดเชื้อเอชไอวีนั้น จะไม่มีวันเติบโตได้รวดเร็วเท่ากับเด็กปกติทั่วไป

แต่เด็กๆ จะไม่มีโอกาสเติบโตได้เลย หากไม่มีโอกาสได้เข้าถึงยาและการดูแลรักษา รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ  ที่ค่ายแห่งนี้จัดให้

รัฐบาลได้บรรจุเรื่องการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อการบำบัดรักษาไว้ในแผนเมื่อปีที่แล้ว โดยจัดให้ผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลของรัฐและสถานีอนามัยแห่งต่างๆ ได้รับยาและการบำบัดรักษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังยอมให้สตรีมีครรภ์สามารถทำการทดสอบการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้โอกาสเด็กที่เกิดมาติดพร้อมเชื้อเอชไอวีลดลง การป้องการการแพร่เชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าอย่างมากมาย จึงทำให้จำนวนทารกที่เกิดมาพร้อมกับเชื้อไวรัสในประเทศไทย ลดลง เหลือปีละประมาณ 600-800 คน

แต่เพราะปัญหาของการเลือกปฎิบัติ ซึ่งเด็กติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่นั้นยากจะหมดไปได้ ประกอบกับมีเด็กจำนวนนับร้อยที่มีเพิ่มมากขึ้นจากจำนวนที่เด็กติดเชื้อที่มีอยู่แล้วถึงปีละ 20,000 จะทำให้ค่ายศิลปะบำบัดและกิจกรรมเป็นสิ่งจำเป็นมากในอีกหลายปีข้างหน้า

นั่นถือเป็นข่าวร้าย แต่ข่าวดีก็คือ ในขณะที่เด็กๆ ในค่ายนี้กินยาเสร็จแล้ว และสามารถเดินไปกินอาหารเย็นในโรงอาหารได้เอง แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า มีความแตกต่างเกิดขึ้นหลังจากมีการส่งเสริมทางอารมณ์และจิตใจนี้มากมายเพียงใด เช่นเดียวกับการที่ไม่มีเด็กคนใดมองดูอมโรค ไม่มีเด็กคนใดดูไม่มีความสุขอีกต่อไป ความยากลำบากทางกายเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น คือ ใบหน้าเหน็ดเหนื่อยของคณะทำงานของค่าย ที่ต้องตะโกนผ่านโทรโข่ง เพื่อให้เด็กๆ ที่กำลังส่งเสียงเอะอะมาเข้าแถว และเดินหน้าพากลุ่มที่ไร้ระเบียบและหัวเราะกันคิกคักของตน เข้าไปในโรงอาหาร เชื่อว่า น่าจะเป็นภาพเดียวกับที่จะเห็นได้จากค่ายแห่งอื่นๆ ที่จัดขึ้นสำหรับเด็กในวัยเรียนเช่นกัน

แต่ก็ยังคงมีเรื่องเศร้าเบื้องหลังรอยยิ้มของพวกเขา และมีเรื่องเศร้าอีกมากมายหลายพันเรื่องอยู่ข้างนอกกำแพงของฐานทัพเรืออันเป็นที่ตั้งของค่ายนี้ – ท่ามกลางความมืดยามย่ำค่ำ นอกเหนือ
จากเสียงหัวเราะอึกทึกของเด็กเหล่านี้

ยังคงมีเด็กๆ ที่ตื่นตระหนก กำลังทุกข์ทรมานอยู่ตามลำพังทั่วประเทศ ที่เรายังคงเข้าไม่ถึงด้วยทรัพยากรอันจำกัดขององค์กรต่างๆ เช่นองค์การยูนิเซฟ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และกลุ่มเราเข้าใจ

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children