เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี

© UNICEF-Thaland/2006/Thomas
เด็กๆ ที่ติดเชื้อเอชไอวีแสดงละคร "ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี" เพื่อบอกเล่าเรื่องราว ความรู้สึกของการถูกเลือกปฏิบัติ

เรื่อง โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)

เชียงใหม่, 28 เมษายน 2550 – เสียงเด็กๆ ที่ตะโกนคำว่า “ฉันทำได้” กึกก้องอยู่ในโรงละครที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จากนั้นไฟในโรงละครก็ค่อยๆหรี่ลง ในขณะที่เด็กๆ ต่างหยิบหน้ากากมาสวมเพื่อปิดบังใบหน้า เป็นสัญญาณบอกว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะแสดงละครที่บอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดและความหวังในการมีชีวิตอยู่พร้อมกับเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในตัว

ละครที่ว่านี้มีชื่อว่า “ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี” ซึ่งเริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว การแสดงของเด็กๆ ที่ติดเชื้อทั้ง 26 คนทำให้โรงละครของหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมเนืองแน่นไปด้วยผู้ชมหลายวัย ตั้งแต่เด็กตัวน้อยๆ ไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งต่างไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะต้องซับน้ำตาไปพร้อมๆ กับการแสดงในวันนั้น

“เธอกล้าถอดหน้ากากเหรอ” เด็กคนหนึ่งถามเพื่อนคนอื่นๆ ที่อยู่บนเวที คำถามนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทละครที่เขียนขึ้นจากบทสนทนาของเด็กๆ เอง “เธอไม่รู้เหรอว่าคนอื่นเขาจะคิดกับเรายังไง ถ้าเขารู้ว่าเราเป็น…อะไร” “จริงๆแล้วเราไม่ได้อยู่กับโรคร้ายหรอก แต่เรากำลังอยู่ในโลกร้ายต่างหาก”

ละครเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปะบำบัดที่ครอบคลุมเด็กติดเชื้ออายุตั้งแต่ 10-16 ปีประมาณ 250 คน โครงการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2546 โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยนำศิลปะแขนงต่างๆ เช่น การวาดรูป การระบายสี การถ่ายรูป และการละครมาสอนเด็กๆ โดยหวังว่ากระบวนการทำศิลปะจะช่วยเยียวยาความทุกข์ และบาดแผลในใจ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่ติดเชื้อ 

ชุติมา สายแสงจันทร์ ผู้ประสานงานของกลุ่มเข้าใจ บอกว่าศิลปะเป็นเหมือนยาวิเศษอย่างหนึ่งของเด็กๆ เลยทีเดียว “ในฐานะที่ทำงานกับเด็กที่ติดเชื้อมานาน เราพบปัญหาหลักอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ คนในสังคมยังไม่เข้าใจเรื่องเอชไวี/เอดส์ ดีพอ และ เรื่องที่สอง คือ เด็กที่ติดเชื้อยังคงมีความทุกข์ทรมานใจ เพราะต้องเผชิญกับการถูกรังเกียจ การเลือกปฎิบัติเนื่องมาจากการที่คนในสังคมยังไม่เข้าใจเรื่องเอชไอวี/เอดส์ดีพอ และเราก็พบว่าศิลปะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งสองข้อ”

© ภาพเอื้อเฟื้อโดยกลุ่มเราเข้าใจ
เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสื่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดผ่านศิลปะ ซึ่งเป็นกระบวนการในช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ

จากข้อมูลสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กติดเชื้ออายุต่ำกว่า 18 ปีประมาณ 20,000 คน ในแต่ละปียังคงมีเด็กหลายร้อยคนที่เกิดมาพร้อมเชื้อเอชไอวีที่ติดมาจากแม่ และแม้ว่าคนทำงานเรื่องเอดส์จะพยายามรณรงค์ให้คนในสังคมเข้าใจเรื่องเอชไอวี/เอดส์มากขึ้น แต่การรังเกียจและการเลือกปฎิบัติต่อเด็กที่ติดเชื้อยังคงเกิดขึ้นทุกแห่งหนในประเทศไทย

ยังคงมีข้อมูลอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าคนจำนวนมากยังมีทัศนคติที่ผิดเกี่ยวกับคนที่ติดเชื้อ ยกตัวอย่าง เช่น จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2549 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุม 43,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ  พบว่าร้อยละ 80 ของคนไทยยังคงมีทัศนคติในแง่ลบต่อผู้ติดเชื้อ การสำรวจครั้งนี้ยังพบว่าพ่อแม่จำนวนมากไม่ต้องการให้ลูกของตนเล่นกับเด็กที่ติดเชื้อเพราะคิดว่าอาจติดต่อกันได้ ด้วยเหตุนี้เอง เด็กติดเชื้อส่วนใหญ่จึงยังคงถูกแบ่งแยกจากเด็กคนอื่นๆ จากครอบครัวของเด็กเอง หรือบางครั้งก็ถูกกีดกันจากชุมชน หรือโรงเรียน

“จริงๆ แล้ว เราไม่ได้ต้องการให้คนมาสงสารเด็กที่ติดเชื้อ แต่เราแค่อยากให้เด็กๆ เหล่านี้ได้สามารถสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้สังคมรับรู้ โดยผ่านงานศิลปะ” ชุติมาบอก

และก็ด้วยงานศิลปะที่ออกมานี้เองที่ทำให้ชุติมาและทีมงานรู้ว่าพวกเขามาถูกทางแล้ว

ผลงานศิลปะของเด็กๆทั้ง 50 ชิ้นที่มีทั้งภาพวาดและภาพถ่ายที่นำมาจัดแสดงหน้าโรงละครนั้น ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความทุกข์ ความเศร้า ความเหงา และความหวังที่อยู่ในใจของพวกเขา มันบอกว่าการต้องเป็นเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัว และถูกรังเกียจจากคนรอบข้างนั้น มันเจ็บปวดเพียงใด

อย่างเช่นน้ำ เด็กหญิงวัย 12 ปีที่มักถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียน เขียนคำบรรยายใต้ภาพดอกทานตะวันที่มีเทียนอยู่กลางเกสรที่เธอวาดเอง ไว้ว่า

“ดอกทานตะวันแห่งความสว่าง
   กลีบดอกร่วงหล่น
   เหมือนชีวิตฉันที่โดนทำร้าย
   ฉันท้อเหมือนกัน
   ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ”

ชุติมาบอกว่าในขณะที่เด็กๆ ระบายความรู้สึกตนเองผ่านการวาดรูป พวกเขาก็ค่อยๆ มีกำลังใจและความมั่นใจโดยไม่รู้ตัว เด็กๆ เริ่มค้นพบว่า จริงๆ แล้วเขาทำอะไรได้มากมายอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน อย่างเช่น วาดรูป ถ่ายรูป หรือแม้แต่การเล่นละครต่อหน้าผู้ชมเป็นร้อยๆ กำลังใจและความมั่นใจนั่นเองที่เป็นส่วนสำคัญในการกระบวนการเยียวยาจิตใจ

“หนูรู้สึกว่าหนูรักตัวเองมากขึ้น” อ้อม วัย 15 บอก “แต่ก่อน หนูไม่อยากแม้แต่จะตื่น ไม่อยากเจอใคร แต่ตอนนี้มันเหมือนกับว่าหนูเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น หนูวาดรูปได้ หนูแสดงละครได้ หนูอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ หนูรู้สึกมีกำลังใจทุกครั้งเวลาได้ยินคนปรบมือหลังละครจบ มันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาเข้าใจหนูมากขึ้น”

การแสดงที่เชียงใหม่เป็นการแสดงครั้งที่ 8 ของเด็กๆ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว พวกเขามีโอกาสแสดงให้นางเนน อันนาน ภริยาของนายโคฟี่ อันนาน เลขาธิการสหประชาชาติคนก่อนได้ชมตอนมาเมืองไทย ละคร “ฉันคือใคร ใยฉันจึงมี” ได้สร้างความประทับใจให้กับนางอันนานอย่างมาก ถึงขนาดที่เธอได้ช่วยประสานให้นำผลงานศิลปะ และเทปละครไปฉายที่การประชุมเอดส์โลกครั้งที่ 16 ที่โตรอนโต ประเทศแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว

และต้นเดือนกรกฎาคมนี้ เด็กๆ จะแสดงเป็นครั้งสุดท้ายในงานประชุมเอดส์ระดับชาติที่เมืองทองธานี โดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาร่วมชม

ในขณะที่เวลาเดินไปอย่างช้าๆ ชุติมาและทีมงานได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ พวกเขาดูสดใสมากขึ้น พูดมากขึ้น และขี้เล่นมากขึ้น เด็กๆ ไม่กลัวที่จะแสดงความรู้สึกเหมือนแต่ก่อน บทละครที่แสดงซ้ำๆ ช่วยเตือนให้พวกเขาและผู้ชมรู้ว่าเชื้อไวรัสที่มีอยู่ในตัว ไม่ได้ทำให้พวกเขาแตกต่างจากเด็กทั่วไป

ความมั่นใจที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเห็นได้จากตอนที่ละครสิ้นสุดลง เพราะตอนนี้เด็กๆ กล้าถอดหน้ากากและเปิดเผยตัวเองต่อหน้าผู้ชมนับร้อย และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ถามอะไรต่างๆ ที่อยากรู้

“ตอนนี้หนูรู้สึกดีใจที่เป็นโรคนี้” โย เด็กสาววัย 15 บอกกับผู้ชมคนหนึ่งที่ถามว่าการแสดงละครซ้ำๆ ไม่เป็นการตอกย้ำความรู้สึกที่ไม่ดีหรอกหรือ “เพราะอะไรรู้มั๊ยคะ เพราะว่าหนูกลายเป็นคนมีระเบียบวินัยมากขึ้น เพราะต้องกินยาให้ตรงเวลาทุกๆ วัน”

ปีหน้าการแสดงจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 93 คน และครอบคลุมเด็กติดเชื้อทั่วประเทศ รวมถึงเด็กติดเชื้อทางภาคใต้ ซึ่งเป็นภาคที่อัตราการติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้น ละครปีหน้าจะมีหัวข้อเรื่องใหม่ที่สนุกขึ้น และเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เขียนบทเอง ออกแบบชุด ออกแบบเวทีเอง หรือแม้แต่ช่วยครูกำกับการแสดง 

“เขาพิสูจน์แล้วว่าเค้าทำได้” พนิดา ฐปนางค์กูร ครูสอนละครกล่าว “เอดส์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้เลย ในทางกลับกัน ความกดดันที่เด็กๆ มีกลับเป็นพลังในการแสดงและสื่อสารความรู้สึกอัดอั้นอยู่ข้างในออกไปให้ผู้ชมได้รับรู้”


 VIDEO "A Day in a Positive Life" (16 นาที) เล่าถึงชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี 4 คนที่เข้าร่วมโครงการศิลปะบำบัดซึ่งสนับสนุนโดยยูนิเซฟ หนังเรื่องนี้ซึ่งถ่ายทำและเขียนบทโดยตัวเด็กๆ เองได้แสดงให้เห็นถึงชีวิตในหนึ่งวันของพวกเขา โดยผู้ชมจะเข้าใจได้ทันทีว่า เด็กๆ ที่ติดเชื้อนั้นไม่ได้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ และควรจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ ความรัก และความช่วยเหลือจากทุกๆ คน


[View clip]


 VIDEO ทะเลมีความลับ (12 นาที) คือ สารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองสะท้อนชีวิตของเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี


[View clip]

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children