เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

นักข่าวท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้หวัดนก

© UNICEF-Thailand/2007/Jirathun
นักข่าวกำลังสัมภาษณ์แม่ค้าขายไก่ในตลาดสดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมผู้สื่อข่าวเรื่องไข้หวัดนกที่จัดโดยองค์การยูนิเซฟ

เรื่อง โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

เชียงใหม่  30 มกราคม 2550 – เมื่ออานไต ไขข่านฟ้า นักข่าวจากสำนักข่าวชานเฮราลด์ (Shan Herald Agency for News) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับมอบหมายให้ไปอบรมการเรื่องไข้หวัดนกนั้น เขาไม่รู้สึกกระตือรือร้นแต่อย่างใด เพราะเขาไม่สนใจเรื่องไข้หวัดนกมากนัก แม้ว่าในปัจจุบันไวรัสชนิดนี้ได้ระบาดไปในกว่า 45 ประเทศ และคร่าชีวิตผู้คนมาแล้ว 164 คนทั่วโลก รวมถึง 17 คนในประเทศไทย ทั้งอานไตและเพื่อนร่วมงานของเขาไม่เคยเสนอข่าวไข้หวัดนกมาก่อนเลย

“ก่อนการอบรม ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า H5N1 หมายถึงอะไร” อานไตพูดถึงชื่อทางวิทยาศาสตร์ของไวรัสไข้หวัดนี้ “ผมไม่เคยสนใจอย่างจริงจัง และไม่คิดว่าการระบาดของไข้หวัดนกจะสลักสำคัญอะไรนัก ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมคิดผิด”

อานไตเกิดในรัฐฉานของประเทศพม่า และอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่ออายุ 5 ขวบ เขาคือหนึ่งในนักข่าว 14 คนที่เพิ่งเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องไข้หวัดนก ที่องค์การยูนิเซฟจัดขึ้นโดยความช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่น การอบรม 3 วันมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับไข้หวัดนกแก่ผู้สื่อข่าว เพื่อที่จะนำเสนอข่าวเรื่องไข้หวัดอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยยูนิเซฟได้จัดอบรมในลักษณะเดี่ยวกันนี้ให้แก่นักข่าวกว่า 250 คน ในประเทศอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มองโกเลีย พม่า ไทย และเวียดนาม

อานไตบอกว่า ตอนนี้เขาตระหนักถึงอันตรายของการที่ไข้หวัดนกระบาดในหมู่บ้านของชาวไทยใหญ่อพยพในประเทศไทย ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงมีชาวไทยใหญ่จำนวนนับแสนอาศัยอยู่ ประกอบด้วยแรงงานอพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้พำนักอยู่อย่างถาวร

© UNICEF-Thailand/2007/Jirathun
ในช่วงหนึ่งของการอบรม นักข่าวได้ออกภาคสนามเพื่อไปสัมภาษณ์คนเชือดไก่ในโรงเชือดไก่แห่งหนึ่งในเชียงใหม่

“ผมไม่คิดว่าชาวบ้านรู้จักวิธีป้องกันตนเองจากไข้หวัดนก ชาวบ้านจำนวนมากยังคงมีปัญหาในการเข้าถึงสื่อหลักๆ ของไทย นับประสาอะไรกับการที่จะเข้าใจภาษาไทยและข่าวสารในนั้น” อานไตบอก

เขากำลังจะเขียนบทความเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการแพร่กระจายของไข้หวัดนกและวิธีป้องกันตนเอง นิตยสารข่าวของเขาออกเป็นรายเดือนเป็นภาษาไทยใหญ่และพม่า โดยสามารถเข้าถึง 3,000 ครัวเรือนทั่วประเทศไทย

แม้แต่ผู้เข้าอบรมจากสื่อหลักๆ ในเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และจังหวัดพิษณุโลกซึ่งเกิดการระบาดของไข้หวัดนกซ้ำสองเมื่อต้นปีนี้เอง ยังบอกว่าพวกเขามีความรู้เรื่องไข้หวัดนกน้อยมากก่อนเข้าอบรมครั้งนี้

“ปัญหาหนึ่ง ก็คือ เราไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลเรื่องไข้หวัดนกได้จากที่ไหน หรือจากใคร เพราะไม่มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสื่อท้องถิ่น” พิชิต พงษ์จิรังการ ผู้ผลิตรายการวิทยุจากคลื่น FM 100 จ. เชียงใหม่กล่าว “ผมเคยคิดว่าไข้หวัดนกไม่เกี่ยวกับเรา เพราะการระบาดมักเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นๆ”

พิชิตบอกอีกว่าสถานีวิทยุท้องถิ่นและวิทยุชุมชนมักจะหยิบข่าวจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ๆ มาเสนอต่อ ซึ่งหลายครั้งที่ข่าวจากเว็ปไซต์มักเน้นความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลข่าวสารทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อย่างเช่นเรื่องวิธีป้องกันตนเองจากไข้หวัดนก มักล่าช้ากว่าจะไปถึงสื่อท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสถานีวิทยุชุมชนในท้องถิ่นที่ห่างไกล

“เนื่องจากข้อจำกัดที่ว่านี้เอง จึงสำคัญมากที่จะต้องมีดีเจที่รอบรู้เพื่อสื่อสารกับผู้ฟัง” นงลักษณ์ พุทธวงศ์ ผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชนแม่แจ่ม จ. เชียงใหม่กล่าว ผู้ฟังของเธอส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่นที่ห่างไกล ที่ไม่สามารถรับสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน นอกจากนี้แทบทุกคนเลี้ยงไก่ที่บ้าน”

“วิทยุชุมชนมีอิทธิผลอย่างยิ่งต่อชาวบ้าน” นงลักษณ์กล่าว “บางครั้ง พวกเขาถึงกับเอาวิทยุไปทำนาด้วย เขาเชื่อทุกอย่างที่ดีเจบอก แต่น่าเสียดายที่ดีเจบางคนยังไม่รู้เลยว่าไข้หวัดนกติดต่อถึงคนได้ยังไง”

การจัดอบรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น หากนักข่าวต้องการรู้จักเชื้อไวรัสไข้หวัดนกให้ดีพอที่จะนำไปให้ความรู้ต่อแก่ประชาชนในเรื่องของการป้องกันตนเอง และสิ่งที่ควรปฎิบัติในกรณีที่เกิดการระบาดใหญ่

“ถ้าเราได้รับสารที่ถูกต้อง และรู้วิธีที่จะสื่อสารกับผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวบ้านได้” นงลักษณ์บอก “ฉันเชื่อมั่นว่าเราสามารถป้องกันชุมชนให้พ้นจากไข้หวัดนกได้แน่นอน”

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children