เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ไร้ตัวตนเมื่อปราศจากทะเบียนเกิด

© UNICEF - Thailand/2006/Few
นิดาเป็นหนึ่งในเด็กจำนวนมากที่ไม่มีสัญชาติในที่ไหนเลยในโลก แต่นิดายังโชคดีกว่าเด็กอื่นๆ ตรงที่เธอยังได้เรียนหนังสือ

เรื่อง โดย โรเบิร์ต ฟิว

เชียงราย, กรกฎาคม 2549 – แม้ว่าเธอจะดูเหมือนคนอายุสิบห้า แต่นิดาก็ไม่รู้เช่นกันว่าจริงๆแล้วเธออายุจริงเท่าไร หรือแม้แต่ว่าเธอเกิดที่ไหน เพราะเธอไม่เคยมีเอกสารทางกฎหมายใดๆ เท่าที่พอจะจำได้จากวัยเด็ก ก็คือหลังจากที่แม่ตายและพ่อถูกจับเข้าคุกเพราะขายยาเสพติดแล้ว ป้าก็ขายเธอให้กับพ่อค้าเร่คนหนึ่ง

ท้ายที่สุด พ่อค้าเร่คนนั้น ก็ทิ้งเธอไว้ที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับพม่า “เราไม่ได้ยากจนสักหน่อย หนูเลยไม่เข้าใจเลยว่าเขาขายหนูทำไม” นิดาพูดอย่างเศร้าสร้อยขณะเล่าให้ผู้มาเยี่ยมเยียนโรงเรียนพร้อมนำอาหารมาให้เด็กๆ ที่ไม่มีเอกสารแสดงสัญชาติฟัง “อาจเป็นเพราะเขาไม่อยากเลี้ยงหนูละมั้ง”

เท่าที่นิดาทราบ คือ รายละเอียดไม่กี่เรื่องที่เธอนึกออก นามสกุลใช้นามสกุล อาข่า ที่บ่งบอกให้รู้ว่าเธอคือสมาชิกของชนเผ่าที่มีจำนวนมากเป็นอันดับสองของประเทศไทย ด้วยความที่ไม่มีเอกสารรับรองใดๆ เธอนึกไม่ออกว่าเกิดที่ไหน หรือแม้แต่ว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริง นิดาจึงกลายเป็นคนที่ถูกละเลยเพราะไม่มีประเทศใดยอมรับ

“เราเรียกเด็กพวกนี้ว่า พวก ‘ไร้รากเหง้า' ” ศาสตราจารย์วรรณทนี ผู้บริหารโครงการรณรงค์เรื่องการขึ้นทะเบียนเกิดที่มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งองค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุนกล่าว “ในเมื่อไม่มีข้อมูลใดๆเลย การขอเอกสารที่จำเป็นเพื่อร้องขอสัญชาติก็คงจะทำได้ยาก”

ถึงแม้ว่าจะพิสูจน์ได้อย่างง่ายดายว่าเด็กคนนั้นๆ เกิดในประเทศไทย หรือมีพ่อแม่เป็นคนไทยก็ตาม แต่ในบางครั้ง ก็ยังถูกปฏิเสธการให้สัญชาติอยู่ดี เพราะพวกเขาไม่เคยขึ้นทะเบียนเกิด ครอบครัวที่มีฐานะยากจนซึ่งอาศัยอยู่ในชนบทที่ห่างไกลหลายครอบครัว อาจยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการขึ้นทะเบียนเกิด หรือไม่ก็ไม่สามารถเดินทางไปยังที่ทำการของรัฐที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ เพราะเหตุนี้ ลูกๆ ของพวกเขาจึงไม่มีเอกสารที่ต้องการ

© UNICEF - Thailand/2006/Few
อีนางมัวแต่กังวลเรื่องสัญชาติจนทำให้เธอขาดสมาธิในชั้นเรียน

ต่อไปนี้คือเรื่องของเด็กในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านท่าเรือ หมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นเมืองแห่งภูเขา ที่มีชุมชนอยู่อย่างโดดเดี่ยวและห่างไกลมากตามเขตแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือตอนที่ติดต่อกับประเทศพม่า ชาวบ้านที่นี่อพยพมาจากพม่าเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว เพื่อทำงานเป็นคนงานเหมืองซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปนานแล้ว คนเหล่านี้เลี้ยงชีพด้วยการเก็บหน่อไม้มาขายในกิโลกรัมละ 10 บาท

ถนนไปที่ทำการของรัฐที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้น รถผ่านไม่ได้ มีทางเลือกเดียวคือเดินไป แต่ต้องใช้เวลานานสองวัน หรือไม่ก็ต้องจ่ายเงินค่าเรือ 50 บาท แต่เงิน 50 บาทนั้น หมายถึง การต้องเก็บไม้ไผ่ถึง 50 กิโลกรัม ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงคิดว่า การทำอย่างที่ว่าเป็นการทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งยวดเพียงเพื่อให้ได้กระดาษใบเดียวจากทางราชการ

“เขามองไม่เห็นความสำคัญของการขึ้นทะเบียนเกิดเลย” อาจารย์วรรณทนีกล่าว

แต่การขึ้นทะเบียนเกิดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำไปพิสูจน์สัญชาติได้ หากไม่มีสัญชาติแล้ว เด็กจะต้องเสียเปรียบอย่างมาก นับตั้งแต่ถูกปฏิเสธจากโรงเรียนแม้ว่าจะมีกฎหมายบังคับให้โรงเรียนไทยรับคนที่ไม่ถือสัญชาติไทยเข้าเรียนได้ก็ตาม เนื่องจากครูต่างกังวลถึงภาระที่เพิ่มมากขึ้นหากจะต้องสอนเด็กที่อาจไม่คล่องภาษาไทย และมีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างไปจากเด็กนักเรียนอื่นๆ สาเหตุนี้ทำให้บางครั้งโรงเรียนอ้างว่าไม่มีที่ว่างแล้ว

แม้ว่าจะมีเด็กไร้สัญชาติที่หาทางเรียนจนจบ แต่พวกเขาก็จะไม่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองอยู่ดี จึงยากจะหางานดีๆ อย่างอื่นทำนอกเหนือไปจากการใช้แรงงาน ซึ่งได้ค่าจ้างน้อยมาก มิหนำซ้ำ ยังจะถูกกีดกันจากโอกาสเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพในระบบประกันสังคมของรัฐ ไม่ให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายกรณีถูกทำร้ายหรือถูกแสวงประโยชน์โดยมิชอบ เช่น การลักลอบค้าเด็ก

ทั้งหมดนี้ ช่วยเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนเกิด เช่น โครงการรณรงค์เรื่องการขึ้นทะเบียนเกิดของมหาวิทยาลัยพายัพ  มหาวิทยาลัยได้จัด “วันเด็กไร้สัญชาติ” ขึ้น พร้อมนำชื่อและรายละเอียดต่างๆ ของเด็กที่ไม่มีเอกสารการถือสัญชาติจำนวน 1,000 คน เสนอต่อที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหานี้ให้เกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังทำงานเพื่อสร้างความตระหนักและความสามารถแก่เด็กๆ เองด้วย

“เรามีงบประมาณจำกัดมาก สิ่งดีที่สุดที่เราจะทำได้ คือให้ความรู้และทักษะที่เด็กต้องการ เพื่อนำไปช่วยตนเองและชุมชนของตน” อาจารย์วรรณทนีกล่าว “เพียงแค่เราบอกว่าเขาจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง เช่น จะต้องไปที่ที่ทำการในอำเภอด้วยตนเอง พอเขาได้ไปขอความช่วยเหลือจากครูและชุมชน ก็จะได้เอกสารมาตามต้องการ”

อาจารย์วรรณทนีกล่าวว่า โครงการนี้ยังผลักดันให้เจ้าหน้าที่รัฐรับที่จะดูแลเรื่องสัญชาติดำเนินการตามขั้นตอนการร้องขอ และทำอย่างรวดเร็วขึ้น ตลดจนเอาใจใส่ตามที่ควรจะเป็น

ในขณะเดียวกัน ความเครียดที่เกิดจากการถูกทอดทิ้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายของเด็ก เช่น นิดา ก็เป็นเรื่องยากจะคาดเดา อนาคตดูเหมือนจะง่อนแง่น นิดามีเงินค่าอาหารกลางวันๆ ละ15 บาท แต่เธอเลือกที่จะไม่กินอะไรเลย เพื่อเก็บเงินไว้ใช้ยามยากในอนาคต เนื่องจากเธอไม่มั่นใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงต้องการเตรียมพร้อมไว้ก่อน แต่เธอต้องทนหิวและผลที่ตามมาคือ การเป็นลมบ่อยๆ เมื่อต้องวิ่ง เพื่อนของเธอ อีนาง เลย์เชอร์ ก็รู้สึกอย่างเดียวกัน

“ฉันเรียนอะไรไม่รู้เรื่อง เพราะกังวลใจเรื่องสัญชาติมาก” อีนางบอก “ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นๆ เลย”

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children