เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

การเลือกปฎิบัติ: มารร้ายที่ยังคอยบ่อนทำลายชีวิตเด็กๆ

© UNICEF-Thailand/2005/Few
น้ำผึ้ง (ซ้าย) กำลังคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อหาทางช่วยเด็กติดเชื้อคนหนึ่งที่โรงเรียนไม่รับเข้าเรียนเนื่องจากติดเชื้อ

เรื่อง โดย โรเบิร์ต ฟิว

เชียงราย, กรกฎาคม 2548 – ไอรีนอายุ 15 ปี เป็นคนสวย ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าเธอสวย เพราะเธอชนะการประกวดนางงามประจำปีเมื่อปีก่อน แต่สิ่งที่ชาวบ้านไม่รู้คือไอรีนมีเชื้อเอชไอวี

เป็นการยากที่จะให้ชาวบ้านที่นี่ยอมรับความจริง เนื่องจากพวกเขายังคงหวาดกลัวต่อเชื้อไวรัสเอชไอวีอยู่มาก รวมทั้งมีความเข้าใจผิดในเรื่องการแพร่เชื้อ ทั้งๆที่แถบนี้จะเคยเป็นศูนย์กลางของโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเกือบยี่สิบปีก่อน

ตอนนี้ไอรีนเหมือนจะเป็นภาพสะท้อนสุขภาพ รูปที่ถ่ายไว้เมื่อสองสามเดือนที่แล้วแสดงให้เห็นร่างกายผ่ายผอมจนเห็นซี่โครง เธอนั่งในเก้าอี้สำหรับคนพิการ ป่วยหนักจนเดินไม่ไหว

“หนูล้มป่วยตอนอายุได้ 14 ปี” เธอเล่าให้ฟัง “หนูหายใจไม่ค่อยออกมาเป็นปี หมอจึงตรวจเลือดดู หนูได้ยินเขาบอกกับผู้ดูแลหนูว่า หนูมีเลือดบวก ระยะหลังนี้หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนคนปกติ หนูถูกจับแยกออกจากคนปกติอื่นๆ เพราะหนูติดเชื้อที่เพื่อนๆ ไม่ได้เป็น”

ความรู้สึกถูกทอดทิ้งและความหวาดกลัวดังกล่าวต่อปฏิกิริยาของคนในชุมชน ทำให้ไอรีนต้องออกจากโรงเรียน หลังจากที่ได้กินยาต้านไวรัสนานครึ่งปี เธอเริ่มดีขึ้นจนพอที่จะไปเรียนได้อีกครั้ง แต่ไอรีนไม่อยากกลับไปเรียน เพราะเธอต้องเรียนซ้ำชั้น และที่ร้ายกว่านั้น คือเธอต้องชี้แจงว่าเหตุใดจึงไม่มาเรียน

“แม้ว่าโรงเรียนต่างๆ ควรจะรับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีเข้าเรียน แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างนโยบายและการปฏิบัติจริง” น้ำผึ้ง ผู้จัดการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ องค์กรพัฒนาเอกชนที่องค์การยูนิเซฟสนับสนุน ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี “เด็กที่มีเชื้อเอชไอวีไปเรียนได้ แต่มักจะร้องไห้กลับบ้านบ่อยๆ เพราะถูกเพื่อนๆ ล้อเอา เด็กคนอื่นก็ไม่ยอมเล่นด้วย หรือไม่ครูก็กันเด็กออกไปต่างหาก เรามีเด็กคนหนึ่งที่นี่เคยถูกบังคับให้กินอาหารในอีกที่หนึ่งในโรงเรียนมานานนับปี”

“เป็นทัศนคติที่ว่าคนเราควรตัดส่วนที่อ่อนแอที่สุดออกไป เพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวมไว้” เธอบอก

"แล้วก็ต้องเกิดปัญหาของการเรียนไม่ทันเพื่อนหลังขาดเรียนไปเป็นเวลานาน“ น้ำผึ้งกล่าวต่อไปว่า “เราเคยมีเด็กที่ป่วยจนต้องหยุดเรียนไปสองสามปี แต่หลังจากได้กินยาต้านไวรัสแล้ว สุขภาพก็ดีขึ้น แต่แกไม่ยอมกลับไปเรียนเพราะจะต้องไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจากชั้นที่แกเรียนไม่จบ เป็นการเรียนในชั้นที่ไม่มีเพื่อนและเรียนกับเด็กที่อายุอ่อนกว่าตัวเองหลายปี"

องค์การยูนิเซฟและพันธมิตร เช่น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กำลังช่วยสร้างจิตสำนึกและความเห็นอกเห็นใจเด็กให้เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นแห่งต่างๆ โดยการจัดการอบรมและส่งเสริมการติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่มเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีและคนอื่นๆ ในท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เกิดชุมชนสามารถเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและความต้องการของเด็กๆ ที่ติดเชื้อได้ ในเวลาเดียวกัน องค์กรพัฒนาเอกชนยังทำงานร่วมกับครูในท้องถิ่น บรรดาข้าราชการและพระสงฆ์ เพื่อนำบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชนมาเป็นแบบอย่างให้คนในชุมชนสามารถดำเนินรอยตามได้

นอกจากนี้ ยังได้นำครอบครัวที่มีสมาชิกที่ติดเชื้อเอชวี/เอดส์มาพบปะกันเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มช่วยเหลือตนเอง และดำเนินโครงการการสร้างจิตสำนึก

“เป้าหมายคือการนำเงินทุนที่ได้รับจากองค์การยูนิเซฟมาเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อที่จะดำเนินงานโครงการต่างๆ ของตนเองในอนาคตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก” น้ำผึ้งกล่าว

เป้าหมายของการพัฒนาเริ่มจะมีคนมองเห็นบ้างแล้ว ไอรีนเองก็มีแผนงานใหญ่สำหรับอนาคต “พอฉันโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันอยากเป็นพยาบาล เพื่อที่จะได้ช่วยคนอื่นที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์” เธอบอก “ฉันคิดว่าชีวิตมีความหมาย และฉันต้องการจะบอกคนอื่นๆ ที่เป็นเหมือนฉันว่าอย่าหมดหวัง”

 

 

 
ค้นหา

 Email this article

unite for children