เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ทลายกำแพงแห่งภาษาที่ภาคใต้

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

เมษายน 2556 - ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็ก ๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 จ. นราธิวาส ไม่ใช่แค่ชั่วโมงวิทยาศาสตร์ทั่วๆ ไป เพราะในขณะที่ครูถามนักเรียนเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของพืชเป็นภาษามลายูปัตตานี เด็กๆ ต่างตอบกลับเป็นภาษาไทยอย่างเซ็งแซ่ ตลอดคาบเรียนทั้งคุณครูและนักเรียนสื่อสารกันโดยใช้ทั้งภาษาไทยและมลายูถิ่นสลับกันไปมาอย่างคล่องตัว ไม่มีการสับสนใดๆ ในหมู่เด็กๆ  

ที่โรงเรียนแห่งนี้ การเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ ก็เป็นแบบสองภาษาเช่นกัน โดยคุณครูจะเริ่มสอนภาษามลายูปัตตานีหรือมลายูถิ่น ซึ่งเป็นภาษาแม่ของนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล แล้วค่อยๆ สอดแทรกภาษาไทยทีละเล็กละน้อยอย่างเป็นระบบในชั้นประถม

รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “โรงเรียนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้มีการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาไทยอย่างเดียว ซึ่งเราพบว่าเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กมักมีปัญหาในการปรับตัวเพราะไม่คุ้นกับภาษาไทยเนื่องจากอยู่บ้านพูดภาษามลายูถิ่น พอเด็กๆ ไม่เข้าใจสิ่งที่ครูสอน ก็จะไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียน และรู้สึกไม่สนุกกับการมาโรงเรียน”

โครงการนำร่อง

ความแตกต่างทางภาษาได้ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กๆ ในชายแดนใต้มาโดยตลอด โดยผลการเรียนของนักเรียนในพื้นที่นี้มักรั้งท้ายอยู่ใน 10 อันดับสุดท้ายของประเทศ ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานปี 2551 ของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า ค่าร้อยละของการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนในจังหวัดชายแดนใต้อยู่ในระดับที่สูงมาก คือ ร้อยละ 25 ของเด็กชั้นประถม ๓ อ่านไม่ออก  ในขณะที่ร้อยละ 42 ไม่สามารถเขียนได้

โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่อง 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษาสำหรับเยาวชนในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสตูล โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยได้ริเริ่มในปี 2551 เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่ และอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนใต้

ก่อนเริ่มโครงการ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำการสำรวจสถานการณ์การใช้ภาษาใน จ. ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยพบว่าคนส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูถิ่นมากที่สุดในชีวิตประจำวัน รองลงมาคือภาษาไทยปนภาษาลายูถิ่น ภาษาไทยกลาง ภาษาใต้ และอันดับสุดท้ายคือภาษามาเลเซีย และผู้ปกครองส่วนใหญ่อยากให้ลูกหลานเรียนภาษามลายูถิ่นโดยใช้อักษรไทย

ในโครงการนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาได้พัฒนาระบบตัวเขียนภาษามลายูถิ่นโดยสร้างอักษรไทยใหม่ประมาณ 30 ตัว เช่น เพิ่มจุด และเส้นใต้ในอักษรไทยบางตัว เพื่อให้ใกล้เคียงกับการออกเสียงมลายูถิ่นมากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะอ่านและเขียนได้ง่ายขึ้น  การพัฒนาอักษรใหม่นี้มีทั้งนักวิจัย ครู ผู้ปกครองและผู้แทนชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

รุสดี มาซอ นักวิจัยโครงการทวิภาษา สถาบันวิจัยด้านภาษาและวัฒนธรรมแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่างานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศชี้ว่า การใช้ภาษาแม่ในการเรียนการสอนสามารถช่วยพัฒนาผลการเรียนของเด็กๆ ได้ โดยโรงเรียนนำร่องทั้ง 16 แห่ง ได้ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอนชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ ๑ แล้วจึงค่อยๆ นำภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาใช้ในชั้นที่สูงขึ้น และครูก็ได้รับการฝึกอบรมให้มีวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ

“การพัฒนาสมองของเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดโดยเฉพาะในช่วงชั้นอนุบาล ภาษาจึงไม่ควรเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้และการพัฒนาของเด็ก ดังนั้นครูและนักเรียนจำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกันในช่วงอนุบาล เพราะถ้าสื่อสารกันไม่เข้าใจ เด็กๆ ก็จะไม่อยากเรียน”

หนูชอบไปโรงเรียน

ซูฟียะห์ กาโฮง นักเรียนชั้นป. 3 ที่โรงเรียนบ้านประจัน จ. ปัตตานี บอกว่า  “หนูพูดภาษามลายูปัตตานีที่บ้าน แต่ที่โรงเรียนเรียนทั้งภาษาไทย มลายูปัตตานีและอังกฤษ หนูชอบไปโรงเรียนเพราะได้เรียนอะไรใหม่เยอะแยะค่ะ” 

คุณครูในโรงเรียนที่เข้าโครงการบอกว่าการสอนสองภาษาทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น แต่ก็มีความสุขเนื่องจากเห็นเด็กๆ มีความสุขและเรียนได้ดีขึ้น ครูหลายคนบอกว่า พฤติกรรมของเด็กๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี คือ มาโรงเรียนเช้าขึ้น ขาดเรียนน้อยลง เด็กๆ มีความมั่นใจและกระตือรือล้นที่จะเรียนมากขึ้น และมีนิสัยรักการอ่าน

“จากที่แต่ก่อน เด็ก ป.1 ป.2 จะอ่านหนังสือไม่ได้เลย แต่ตอนนี้แม้แต่เด็กอนุบาล 2 ก็อ่านได้หมดแล้ว” อัสนะ บินสุหลง คุณครูที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาคม 10 กล่าว

แวเสาะ แวหะยี คุณแม่ลูกสามที่โรงเรียนบ้านประจัน บอกว่า ตอนนี้ลูกๆ ของเธอซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.1 สามารถอ่านและเขียนภาษามลายูปัตตานีและไทยได้อย่างสบายๆ ในขณะที่ผู้ปกครองหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ลูกๆ ชอบอ่านหนังสือมากขึ้น ถามคำถามมากขึ้น และพยายามอ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ตามถนนมากขึ้น

ผลความสำเร็จ

ในปี 2553 มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาได้ทำการประเมินโครงการ พบว่าผลการเรียนทั่วไปของเด็กๆ ดีขึ้น จากการทดสอบในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการและโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการจำนวนอย่างละ 4 แห่ง พบว่าเด็กๆ ในโรงเรียนที่เข้าโครงการแบบสองภาษากลับได้คะแนนทักษะภาษาไทยสูงกว่าเด็กๆ ในโรงเรียนที่สอนแต่ภาษาไทย นอกจากนี้เด็กนักเรียนในโรงเรียนแบบสองภาษายังได้คะแนนในวิชาอื่นๆ สูงกว่า เช่น เลข และวิทยาศาสตร์

โครงการนี้มีส่วนผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สนับสนุนให้โรงเรียนประถมศึกษาอื่นๆ ในจังหวัดชายแดนใต้ หันมาใช้วิธีการเรียนการสอนแบบสองภาษา เพื่อพัฒนาผลการเรียนของนักเรียน และสร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนในหมู่ผู้ปกครอง

นายรังสรรค์จากยูนิเซฟ คาดหวังว่าการเรียนการสอนแบบสองภาษานี้จะถูกนำมาใช้ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ รังสรรค์บอกว่าวิธีนี้ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย

“ถ้าเด็กๆ สามารถใช้ทั้งภาษาแม่และภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เด็กๆ จะเรียนได้ดีขึ้นและมีโอกาสมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการสื่อสารระหว่างคนที่ใช้ภาษาต่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและก่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น”

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children