เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ปกป้องคุ้มครองเด็กเร่ร่อนในประเทศไทย

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

เชียงใหม่ มีนาคม 2555 – เมื่อปูน (นามสมมติ) เด็กชายอายุ 10 ขวบออกจากบ้านเมื่อปีที่แล้ว เขาตื่นเต้นกับอิสรภาพที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่มีผู้ใหญ่ที่ต้องเชื่อฟัง ไม่มีโรงเรียนต้องไป และมีเวลาเหลือเฟือที่จะเที่ยวเล่นไปกับเพื่อนใหม่ที่พบพาได้ตามท้องถนนในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่

แต่ไม่ช้าไม่นานปูนก็ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตเร่ร่อนตามถนนนั้นหมายถึงการนอนตามตรอกซอกซอยหน้าร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นในแหล่งเริงรมย์ ซึ่งเขาต้องเผชิญกับค่ำคืนที่หนาวเหน็บ ยุง สุนัขจรจัดและคนเมาที่ผ่านไปมา

ปูนเล่าว่าแม่ของเขาติดเหล้าและขายบริการทางเพศ เขาหนีออกจากบ้านเพราะไม่สามารถทนการถูกทุบตีจากแม่ได้ เขาเร่ร่อนไปตามถนน อยู่ตามร้านอินเตอร์เน็ตและร้านขายของชำในระหว่างวัน พอกลางคืนเขาก็ขายบริการทางเพศ โดยมีเด็กที่โตกว่าที่ปูนเจอตามถนนเป็นคนจัดหาลูกค้าชาวไทยและต่างชาติให้

“ผมเคยอยากเป็นหมอ แต่ไม่แล้วตอนนี้” ปูนส่ายหน้า ก้มหน้า สายตาเศร้าๆ มองที่พื้น “โรงเรียนเค้าก็ไล่ออกแล้ว.....แต่ก็อยากกลับไปเรียนอีก"

ปูนเป็นหนึ่งในเด็กจำนวนมากในประเทศไทยที่ต้องเร่ร่อนออกจากบ้าน  อนุชน หวลทรง ผู้จัดการมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็กในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากยูนิเซฟที่ทำงานกับเด็กที่ใช้ชีวิตและทำงานตามถนน กล่าวว่าสาเหตุที่เด็กต้องออกมาเร่ร่อนมักเกิดจากความยากจนและความรุนแรงในครอบครัว

“เด็กเร่ร่อนจำนวนมากในเชียงใหม่มาจากครอบครัวที่ไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้เพราะยากจนเกินไปหรือเพราะสาเหตุอื่นๆ” อนุชนบอก “เด็กส่วนใหญ่ที่ทำงานตามถนนนั้นมักจะขอทานหรือขายดอกไม้ และเป็นเด็กชาติพันธุ์ที่ย้ายตามพ่อแม่มาที่เชียงใหม่”

การสำรวจเกี่ยวกับครูข้างถนนที่จัดทำขึ้นในปี 2553 เกี่ยวกับเด็กที่ใช้ชีวิตและทำงานตามถนนโดยมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ประเมินว่าประเทศไทยมีเด็กเร่ร่อนประมาณ 30,000 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต

“เด็กที่ใช้ชีวิตหรือทำงานตามถนนมีความเสี่ยงต่อการถูกใช้ความรุนแรง การกระทำมิชอบและการถูกแสวงประโยชน์ ตลอดจนเสี่ยงต่อยาเสพติดและเอชไอวี” ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว “เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการทางสุขภาพ การศึกษาหรือการบริการทางสังคมอื่นๆ”

การสำรวจครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่ามีเด็กเร่ร่อนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เข้าสู่การขายบริการทางเพศ ตลอดจนการมีเพศสัมพันธ์ฉาบฉวย ในขณะที่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์กำลังเป็นเรื่องที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ และการติดเชื้อเอชไอวีในหมู่วัยรุ่นก็เป็นเรื่องน่ากังวล

“เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีเอดส์” โพจน์ รุ่งโรจน์กุลพล เจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก จังหวัดเชียงใหม่ กล่าว “เด็กจำนวนมากถูกล่อลวงให้เข้ามาในธุรกิจบริการทางเพศโดยรุ่นพี่ที่อยู่ตามท้องถนน พอได้เงินมาก็ไปซื้อยาเสพติด เล่นเกมส์ในร้านอินเตอร์เน็ต พอเงินหมดที ก็กลับไปขายบริการอีกที”

โพจน์ และอาสาสมัครคนอื่นๆ พยายามให้การศึกษากับเด็กเร่ร่อนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย รวมทั้งการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอชไอวี และฝึกให้เด็กโตกลายมาเป็นผู้นำเยาวชนเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เด็กเล็ก ตลอดจนชักชวนให้เด็กๆ ให้เข้ามาที่ศูนย์ เพื่อเรียนอ่าน เขียนหนังสือ วาดรูป รวมทั้งเรียนรู้ทักษะชีวิตอื่นๆ

ในแต่ละวัน มีเด็กประมาณ 20 คนต่อวันเข้ามาใช้บริการในศูนย์ บางคนก็อาศัยนอนค้างคืน เด็กเร่ร่อนเหล่านี้รู้ว่าศูนย์เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ที่มีความใส่ใจและเข้าใจพวกเขา เจ้าหน้าที่พบว่าเด็กๆ ที่เข้ามาจะเริ่มคลายความก้าวร้าวลงไปและแจ่มใส เมื่อมาหลายครั้งขึ้น

อาสาสมัครของมูลนิธิฯ ยังให้การศึกษาแก่เด็กโตและพ่อแม่เกี่ยวกับสิทธิเด็กด้วย การตระหนักในสิทธิเด็กส่งผลให้เกิดการคุ้มครองเด็กมากขึ้น

“พ่อแม่บางคนเริ่มส่งลูกไปโรงเรียนแทนการนำลูกไปเร่ร่อนขอทานหรือขายของตามถนน” อนุชนบอก “เด็กที่อยู่ตามถนนมานานยังช่วยพวกเราเฝ้าระวังเด็กเล็กและปกป้องเขาจากชายไทยและต่างชาติที่จะมาแสวงประโยชน์จากพวกเขา ตัวอย่างเช่น ถ้าหากเขาเห็นเด็กใหม่ เขาจะมาบอกพวกเรา หรือพาเด็กคนนั้นมาที่ศูนย์”

ปูน ซึ่งเริ่มพูดจาเล่นหัวมากขึ้นจากครั้งแรกที่เข้ามาที่ศูนย์ บัดนี้ไม่ได้เร่ร่อนและไม่ได้ขายบริการทางเพศแล้ว เขาอยู่ที่ศูนย์พักพิงของมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็กมาหลายเดือนแล้วและจะไปโรงเรียนอีกครั้งเมื่อเปิดเทอมใหม่เดือนพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม การช่วยเด็กออกจากถนนอย่างถาวรไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้จะมีศูนย์พักพิง มีบริการลงพื้นที่เพื่อช่วยเด็ก มีศูนย์ฝึกอาชีพและสถาบันที่ให้การดูแลเด็กที่ใช้ชีวิตและทำงานตามถนน ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนในเมืองใหญ่หลายเมือง แต่ไม่ได้มีการจัดการกับปัญหาที่เป็นสาเหตุรากเหง้าที่ผลักเด็กออกจากบ้านและไปอยู่ตามถนน

“เราต้องทำงานกับพ่อแม่และครอบครัวเพื่อแก้ไขปัญหาที่บ้าน ถ้าไม่เช่นนั้นเด็กเหล่านี้ก็จะยังคงเร่ร่อนตามถนนต่อไป” ศิริรัฐ จากยูนิเซฟ กล่าว “แต่ละครอบครัว และเด็กแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกันและต้องการทางแก้ต่างกันไป”

ถึงแม้จะเห็นปัญหาและมีความต้องการในแง่นี้ แต่การทำงานกับครอบครัวโดยตรงยังไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะยังขาดนักสังคมสงเคราะห์ที่คอยลงพื้นที่ทำงานกับครอบครัวและหาทางแก้ปัญหาระดับปัจเจกบุคคล ตลอดจนติดตามคอยดูเด็กไม่ให้กลับไปใช้ชีวิตตามถนนอีก

“ต้องมีความพยายามและความมุ่งมั่นที่มากขึ้นจากรัฐบาลและสังคมโดยรวม ผู้คนควรจะบริจาคเงินให้กับองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนแทนที่จะการให้เงินเด็กเร่ร่อนหรือขอทานโดยตรง "

“เด็กจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ออกจากบ้าน ยิ่งเด็กเหล่านี้เร่ร่อนนานเท่าไหร่ ยิ่งยากที่จะกลับคืนสู่ครอบครัว เราต้องเร่งฝึกนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยส่งเด็กคืนกลับสู่ครอบครัวก่อนที่จะสายเกินไป” ศิริรัฐบอก

 

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children