เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

พ่อแม่เดินทางย้ายถิ่นส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ดูแลเด็ก

© UNICEF Thailand/2012/Perawongmetha
คุณยายยวน วิจิตรธรรม กำลังนั่งดูทีวีกับหลานๆ ในหมู่บ้นตะแบก จ. บุรีรัมย์ ซึ่งที่นี่เด็กจำนวนมากต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย เนื่องจากพ่อแม่อพยพไปทำงานในเมือง

โดย อลิสา ตั้งชีวินศิริกุล

บุรีรัมย์ กรกฎาคม 2555 – ทุกเช้าๆ หญิงชราในหมู่บ้านตะแบก ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบเหงา ในต.จันดุม อ.พลับพลาชัย  จ.บุริรัมย์ แห่งนี้ต้องขี่มอเตอร์ไซด์หรือไม่ก็ต้องเดินลัดเลาะไปตามถนนเพื่อไปส่งหลานที่โรงเรียน คุณย่าคุณยายเหล่านี้จะหย่อนเศษสตางค์ลงในกระเป๋าของเด็ก ๆ เพื่อเป็นค่าขนม จากนั้นก็จะกลับไปรอที่บ้านก่อนที่จะกลับมารับใหม่ในตอนบ่ายหลังโรงเรียนเลิก

หมู่บ้านแห่งนี้ก็เหมือนกับที่อื่น ๆ ในภาคอีสานของประเทศไทย กล่าวคือพ่อแม่ส่วนใหญ่มักละทิ้งถิ่นฐานของตนเองเพื่อเข้าไปหางานทำในเขตเมือง โดยทิ้งลูก ๆ ไว้ให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านเป็นผู้ดูแล ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือตาและยายของเด็กๆ

“กว่าร้อยละ 80 ของเด็กที่นี่อยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งทำหน้าที่รับส่งเด็กๆไปโรงเรียน ส่วนพ่อแม่เด็กจะกลับมาที่บ้านเฉพาะเมื่อถึงฤดูปลูกและเก็บเกี่ยวข้าว” รุณี ศรีหาญ ครูผู้ดูแลเด็กประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตะแบกวัย 32 ปีกล่าว เธอเป็นคนวัยกลางคนเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านนี้ “หากเข้าไปในหมู่บ้าน ก็จะเห็นแต่คนแก่กับเด็กค่ะ

ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2549 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ชี้ให้เห็นว่าร้อยละ 17.5 ของเด็กไทย(ซึ่งพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่)ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตน ในภาคอีสานเด็กเกือบหนึ่งในสี่ (ร้อยละ 24)  ของเด็กทั้งหมดไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เนื่องจากพ่อแม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่น ในขณะที่ภาคเหนืออัตราส่วนของเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่อยู่ที่ร้อยละ 18 ภาคกลางเท่ากับร้อยละ 13 ส่วนภาคใต้เท่ากับร้อยละ 8

“อัตราส่วนของเด็กที่ถูกทิ้งให้อยู่กับผู้ดูแลเนื่องจากพ่อแม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นถือว่าสูงในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน” นายแอนดรู เคลย์โพล หัวหน้าฝ่ายงานด้านนโยบายสังคมขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว

“การเดินทางย้ายถิ่นเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกและเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะหวังว่าจะเป็นเพียงการจากกันเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ และไม่นานก็จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง โดยพ่อแม่จะย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิด หรือไม่ก็เอาลูกๆ ย้ายไปอยู่ด้วยในที่ใหม่” นายแอนดรูว์กล่าว

“แต่ในประเทศไทย ดูเหมือนการต้องจากกันนานๆ หรือไม่จากกันถาวรจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว"

ในปี 2554 ยูนิเซฟได้สนับสนุนให้สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลทำการศึกษาผลกระทบต่อเด็กดังกล่าว โดยการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่และผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลเด็ก
การศึกษานี้ครอบคลุมเด็กทั้งสิ้น 1,456 คนซึ่งมีอายุระหว่าง 8-15 ปี ในจังหวัดขอนแก่นและพิษณุโลก และรวมถึงผู้ดูแลเด็กด้วย ซึ่งพบว่าพ่อแม่ที่ต้องเดินทางย้ายถิ่นเพื่อไปทำงาน จะต้องแยกกับเด็กเป็นระยะเวลาโดยเฉลี่ย 8 ปี อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้ระบุชัดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

มีเด็กไม่ถึงหนึ่งในสามที่ระบุว่าคิดถึงพ่อแม่ และมีความแตกต่างไม่มากนักระหว่างเด็กที่พ่อแม่ย้ายถิ่นและเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้ย้ายถิ่นในเรื่องผลการเรียน ปัญหาด้านจิตใจและปัญหาสุขภาพร่างกาย

รศ. ดร. อารี จำปากลาย หัวหน้าคณะผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าการที่ผลการศึกษาวิจัยยังไม่ได้ชี้ชัดในเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

“เมื่อพิจารณาถึงผลจากการที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเด็กนั้น ผลกระทบต่อเด็กเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และการศึกษาวิจัยไม่สามารถนำสิ่งดังกล่าวมานำเสนอได้ เนื่องจากเป็นเพียงการพิจารณาข้อเท็จจริงในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น” ดร.อารีกล่าว “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์และจิตใจของเด็ก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเกินกว่าจะทำการสำรวจในเชิงปริมาณได้ ... ผลกระทบจากการที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเด็กนั้นสามารถพิจารณาได้จากแง่มุมต่าง ๆ ในชีวิตของเด็ก การศึกษาวิจัยของเราเพียงแต่พิจารณาเพียงส่วนเดียวเท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม นายแอนดรูกล่าวว่ามีปัญหาที่น่ากังวลแน่นอนเกี่ยวกับการที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

“หากเด็กนับล้านคนในประเทศไทยต้องแยกจากพ่อแม่เป็นระยะเวลาหลายปีเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือการสู้รบ ปัญหาเหล่านี้จะถูกถือว่าเป็นภัยฉุกเฉินแห่งชาติ” นายแอนดรูกล่าว “แต่สำหรับเด็กยากจนกว่าสองล้านคนในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย การแยกจากพ่อแม่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกวัน”

ในหมู่บ้านบ้านตะแบก เด็กเล็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มักประสบปัญหาทุพโภชนาการและปัญหาด้านจิตใจ
“เด็กที่ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายมักจะขี้กลัวและงอแง แต่เด็กที่อยู่กับพ่อแม่จะมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่าค่ะ” คุณครูรุณีกล่าว “เด็กพวกนี้จะกลัวมากจนต้องให้ยายมาอยู่ที่โรงเรียนด้วยตลอดสัปดาห์แรกที่เข้าเรียน ไม่อย่างนั้นเด็กจะร้องไห้จนหน้าแดงและอาเจียนเลยค่ะ”

ในหมู่บ้าน ผู้เป็นยายหลายคนกล่าวว่าลูกสาวและลูกสะใภ้ให้นมลูกเพียงแค่หนึ่งเดือนหรือหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นเพราะต้องกลับไปทำงานในกรุงเทพฯ

การหารายได้ให้ครอบครัวมักจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีการย้ายถิ่นภายในประเทศ ซึ่งต่อมาพ่อแม่เหล่านี้ก็จะส่งเงินกลับมาที่บ้าน โดยสองในสามของครัวเรือนที่ทำการสำรวจนั้นได้รับเงินส่งกลับจากพ่อแม่ที่ย้ายถิ่น โดยได้รับเป็นรายเดือน ขณะที่ร้อยละ 10 ได้เงินมากกว่า 12 ครั้งต่อปี แต่มีครัวเรือนอีกประมาณร้อยละ 2.5 ไม่ได้รับเงินใด ๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ส่งกลับมานั้นไม่มากนัก สำหรับปีที่แล้วแรงงานย้ายถิ่นจะส่งเงินกลับมาที่บ้านเฉลี่ยประมาณ 45,000 บาทต่อปี หนึ่งในสี่ของผู้เดินทางย้ายถิ่นนั้นส่งเงินกลับบ้านน้อยกว่า 24,000 บาทต่อปี ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นส่งเงินกลับบ้านระหว่าง 24,000-59,000 บาท แม้การส่งเงินกลับบ้านจะเป็นเรื่องดี แต่ก็ช่วยลดปัญหาความยากจนได้น้อยมาก

การต่อสู้กับความยากจนเห็นได้เด่นชัดที่ศูนย์พัฒนาเด็ก คุณครูรุณีมักเห็นปู่ย่าตายายเลี้ยงเด็กโดยใช้นมข้นหวานผสมน้ำ บ้างก็ใช้น้ำหวานเฮลส์บลูบอย หรือน้ำข้าวผสมน้ำตาลและเกลือ สิ่งเหล่านี้ล้วนขาดคุณค่าทางโภชนาการ เด็กจำนวนมากมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ ผิวซีดเหลือง และมีฟันดำ

คุณครูบอกว่าแม้เด็กๆในโรงเรียนประถมที่อยู่กับปู่ย่าตายายจะสามารถปรับตัวตามระเบียของโรงเรียนได้อย่างรวดเร็วและเพื่อให้เข้ากลุ่มเพื่อนได้ แต่ในโรงเรียนมัธยมเด็กเหล่านี้มักจะมีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น เกเร หรือ หนีโรงเรียน

นายเรืองรวิศ พายุหะธำรงรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม อ. พลับพลาชัยกล่าวว่า “เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จะมีปัญหาทางสุขภาพจิต เรื่องการคบเพื่อน หรือมักจะคบคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี บางครั้งเด็กจะไปเที่ยวในพื้นที่ไม่ได้อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ บางคนติดยาหรือตั้งครรภ์ บางคนต้องออกจากโรงเรียน หรือไม่ก็ไม่เข้าเรียนเลย”

นางบุญ หอมหวล เลี้ยงลูก 5 คน และต้องรับภาระเลี้ยงดูหลานอีก 10 คน โดยพ่อแม่ของเด็กๆ ต้องเดินทางไปหางานทำที่อื่น และเงินที่ส่งกลับมาก็ไม่พอใช้

“ทุกวัน ฉันต้องหุงข้าวสองหม้อ นั่งดูพวกหลาน ๆ กินจนเกลี้ยง” ยายวัย 65 ปีซึ่งกำลังเคี้ยวหมากกล่าว “ลูกฉันบางคนส่งเงินกลับบ้าน บางคนก็ไม่ส่ง บางครั้งเงินก็ไม่พอเอามาซื้อหาอาหารเพื่อเลี้ยงหลาน มีแค่ตำน้ำพริกกับปลาเอามาทำกับข้าว บางครั้งไข่ฟองเดียวก็ต้องแบ่งให้เด็กห้าคนกิน”

ยายบุญนุ่งผ้าถุงนั่งอยู่ที่ชานใต้ถุนบ้านไม้พร้อมย่ายายคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านซึ่งนั่งบ่นถึงปัญหาเดียวกัน การเลี้ยงหลาน ๆ เป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับผู้สูงอายุ หลานชายสองคนของคุณยายบุญต้องไปเรียนที่โรงเรียนสงเคราะห์นางรอง หลานชายอีกคนซึ่งเป็นลูกติดสามีของลูกสาวต้องไปเป็นเด็กวัด ส่วนหลานสาววัย 14 ปีหายตัวไปจากบ้านและพบว่าไปทำงานที่กรุงเทพฯ

เด็กเล็กจำนวนมากที่หมู่บ้านตะแบกไม่อาจแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ แต่สำหรับเด็กโต ความรู้สึกเศร้านั้นเด่นชัด ปู เด็กหญิงวัย 11 ปีต้องอยู่กับปู่และย่า ปูไม่ได้เห็นแม่ตั้งแต่เล็กๆ แม้แต่หน้าแม่ก็ยังจำไม่ได้

“หนูคิดถึงพ่อค่ะ ปีนึงถึงจะเห็นซักครั้ง หนูไม่เคยเห็นหน้าแม่เลย” ปูกล่าวในเช้าวันหนึ่งที่โรงเรียนประถมบ้านตะแบก ปูอาศัยกับลูกพี่ลูกน้องที่ถูกทิ้งให้อยู่กับปู่ย่าตายายเช่นกัน

พอถามปูว่าพ่อแม่โทรมาบ้างหรือไม่ หรือปูมีโอกาสไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างหรือไม่ ปูตอบเบา ๆ ว่า “ไม่เคยค่ะ”

ท่านสามารถอ่านรายงานเกี่ยวกับเด็กที่ต้องแยกกับพ่อแม่เนื่องจากการเดินทางย้ายถิ่นภายในประเทศได้ที่ http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsr/Research/CLAIM/Download/CLAIM-Report-FinalReport.pdf

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children