เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

จากมือสู่เครื่องจักร: เครื่องผสมไอโอดีนช่วยพัฒนาคุณภาพเกลือบริโภคในประเทศไทย

© UNICEF Thailand/2011/Perawongmetha
วิมล พวงกิจจา เจ้าของโรงงานผลิตเกลือเพชรสาครหยิบเกลือก่อนผสมกับโปแตสเซียม ไอโอเดท

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

22 พฤษภาคม 2555 - ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ซึ่งกำหนดให้เกลือบริโภคทั้งหมดต้องมีไอโอดีนผสมอยู่ในปริมาณที่กำหนดคือ 20 – 40 ส่วนต่อล้านส่วนทั้งนี้ตามข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ อย่างไรก็ตาม ได้มีการยืดหยุ่นให้ผู้ผลิตเกลือปรับตัวกับข้อบังคับต่างๆ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา

บัดนี้ถึงเวลาที่กฎหมายจะต้องถูกบังคับใช้อย่างจริงจังแล้ว โดยเจ้าหน้าที่อย. จะต้องตรวจเข้มเรื่องคุณภาพของเกลือผสมไอโอดีน ผู้ผลิตเกลือรายใดที่ไม่ผสมสารไอโอดีนในเกลือในสัดส่วน 20 ถึง 40 ส่วนต่อล้านส่วน จะถูกปรับเป็นเงิน 50,000 บาทถึง 80,000 บาท ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยจำเป็นต้องทยอยเปลี่ยนวิธีการผสมไอโอดีนจากที่เคยใช้มือคลุกมาใช้เครื่องจักรแทน

 “กฎหมายใหม่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศ ผู้ผลิตเกลือมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่นี้ โดยการใช้เครื่องจักรผสมจะทำให้เกลือที่ผลิตได้มีสารไอโอดีนในปริมาณที่ถูกต้อง” นางพรธิดา พัดทอง ผู้ประสานงานโครงการเกลือเสริมไอโอดีน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว

นายวิมล พวงกิจจา วัย 63 ปี เจ้าของโรงงานผลิตเกลือเพชรสาคร จ. สมุทรสาครบอกว่าที่ผ่านมาคนงานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันผสมไอโอดีนในเกลือ โดยเริ่มจากสเปรย์สารโพแทสเซียมไอโอเดทแล้วพยายามใช้มือคลุกเคล้าให้เข้ากับเกลือให้ทั่ว  แต่ก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าเกลือไอโอดีนแต่ละห่อที่บรรจุขายตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มีปริมาณไอโอดีนที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

จริงๆ แล้วไม่เพียงแต่โรงงานผลิตเกลือเพชรสาครเท่านั้นที่ใช้มือในการผสมไอโอดีน กว่าร้อยละ 90 ของผู้ผลิตเกลือในประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่สามารถผลิตเกลือได้กว่าห้าล้านตันต่อปีก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ผลิตเกลือผสมไอโอดีน ผู้ผลิตเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายย่อย ปัญหาที่ผ่านมาก็คือเมื่อเจ้าหน้าที่อย. มาทดสอบเกลือที่ผู้ผลิตเหล่านี้ผลิต ผลการทดสอบมักพบว่าเกลือถุงที่ผลิตมักมีปริมาณไอโอดีนไม่สม่ำเสมอกัน บางส่วนไม่มีสารไอโอดีนผสมอยู่เลย

นางพรธิดาให้ข้อสังเกตว่าโรคขาดสารไอโอดีนเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองล่าช้าและมีความพิการทางสมอง อาจทำให้ไอคิวลดต่ำลงตั้งแต่ 10 ถึง 15 จุด ผลจากการขาดสารไอโอดีนยังรวมถึงการที่เด็กมีรูปร่างแคระแกร็นและมีสติปัญญาต่ำ ผลการเรียนไม่ดี มีความสามารถในทางสติปัญญาถดถอย ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพต่ำ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่อาจส่งผลเสียต่อทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 มีหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยเพียงจำนวนไม่ถึงร้อยละ 30 ที่บริโภคอาหารที่มีไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการช้า อีกทั้งยังอาจแท้งบุตรได้

เมื่อปีที่ผ่านมายูนิเซฟให้การสนับสนุนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในการพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบในการผลิตเกลือผสมไอโอดีน โดยใช้วัสดุเป็นสแตนเลสคุณภาพสูง มีความสามารถในการกำหนดปริมาณสารไอโอดีนที่จะใช้ผสมเกลือได้อย่างเที่ยงตรง และสามารถขจัดปัญหาความชื้นซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในกระบวนการผลิตเกลือเสริมไอโอดีน

ผู้ประกอบการหลายคนรวมถึงนายวิมล พวงกิจจากล่าวว่าตนต้องต้องลงทุนจัดหาเครื่องจักรมาใช้ผลิตเกลือผสมไอโอดีนเพื่อทำให้คุณภาพของเกลือไอโอดีนดีขึ้น ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตของเด็กไทยที่ดีขึ้นด้วย

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children