เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

มหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค – มิใช่ความพิการ หากแต่เป็นความสามารถที่แตกต่าง

© UNICEF Thailand/2012/Nattha
พิชิต พรรณชัย วัย 17 (กลาง) คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกระโดดไกลในมหกรรมกีฬาสเปเชียล โอลิมปิคที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีเด็กและเยาวชนที่พิการทางสติปัญญากว่า 800 คนทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์วันที่ 11 กันยายน 2555)

กรุงเทพฯ กันยายน 2555 – ในการแข่งกันกีฬาแห่งชาติเมื่อต้นปีที่แล้ว พิชิต พรรณชัย วัย 17 ปี ได้ที่สองในการแข่งขันกระโดดไกล  แต่ทันทีหลังจากที่เขากระโดดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พิชิตกลับหันไปบอกกรรมการว่าเขายังไม่พร้อม จากนั้นเขาก็หันกลับไปกระโดดแล้วกระโดดอีก ซึ่งทำให้กรรมการและโค้ชต่างงงไปตามๆ กัน

“คือเขาไม่ได้ผลคะแนนหรอกครับ ใครจะรับเหรียญอะไรไม่สนใจ เขาแค่อยากทำให้ดีที่สุดแค่นั้น”  ชัยอนุชิต รักษ์กาญจนานนท์ โค้ชของพิชิตและเป็นครูพลศึกษาที่โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล จ.สุพรรณบุรีซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางด้านสติปัญญากล่าว

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมซึ่งเป็นวันที่มีพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษนั้น ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานที่กรุงเทพฯ ก็มีการจัดมหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค สำหรับเด็กและเยาวชนผู้พิการทางสติปัญญาเช่นกัน ครั้งนี้มีเด็กและเยาวชนที่พิการทางสติปัญญาจากทั่วประเทศมาร่วมแข่งขันกีฬา รวมถึงวพิชิตซึ่งเป็นเด็กสมาธิสั้นและมีไอคิวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ครั้งนี้มีการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ เช่น กรีฑา  ว่ายน้ำ บอชชี ฟุตบอลและปิงปอง เป็นเวลา 4 วัน ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับเด็กๆ และเยาวชนที่นอกจากจะได้เล่น เรียนรู้ และแสดงความสามารถด้านกีฬาและบ่มเพาะกำลังใจอันเข้มแข็งแล้ว การได้เข้าร่วมแข่งขันในสเปเชียลโอลิมปิคยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและการตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองให้แก่เด็กๆ อีกด้วย

ก่อนมาแข่งในสเปเชียลโอลิมปิคครั้งนี้ พิชิตใช้เวลาหลายเดือนมุ่งมั่นฝึกซ้อมกระโดดไกล ซึ่งคราวนี้เขาสามารถกระโดดได้ไกลถึง 4.8 เมตร และได้คว้าเหรียญทองไปในที่สุด

“เป้าหมายหลักคือเราอยากให้เขาสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ มีความภาคภูมิใจ มีศักดิ์ศรี และมีคุณค่าในสังคม กีฬาเป็น สะพานที่จะนำไปสู่เป้าหมายเหล่านี้” รัชนีวรรณ บูลกุล ผู้อำนวยการสเปเชียลโอลิมปิค ประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่จัดให้มีการฝึกอบรมด้านกีฬา การแข่งขันกีฬาและกิจกรรมอื่น ๆ ตลอดทั้งปีให้แก่ผู้พิการทางสติปัญญากว่า 15,000 คนทั่วประเทศ

ในการแข่งขันครั้งนี้ ยูนิเซฟได้สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาบอชชี่ ซึ่งเป็นกีฬาที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเล่นได้และช่วยฝึกให้เด็กที่พิการทางสติปัญญามีสมาธิ มีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมีเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง

ในระหว่างการแข่งขัน แม้กีฬาจะช่วยผลักดันให้นักกีฬาพิเศษเหล่านี้ได้ใช้ความอุตสาหะและเพียรพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่บางครั้งเด็กๆ ก็ต้องการความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ซึ่งการแข่งขันสเปเชียล โอลิมปิคนี้มักจะมีภาพและบรรยากาศที่ต่างจากการแข่งขันกีฬาทั่วๆ ไป เช่น ครูผู้ฝึกสอนและอาสาสมัครจะยืนรออยู่ตรงเส้นชัยที่ลู่วิ่ง เพื่อจะคอยแสดงความยินดีกับเด็กๆ ที่วิ่งเข้าเส้นชัย และหยุดไม่ให้เด็กๆ วิ่งเลยต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ ความพิเศษของการแข่งขันก็คือ นักกีฬาทุกคนจะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนความอุตสาหะและความเพียรพยายาม ในขณะที่ทุกคนก็ได้ร่วมแบ่งปันความสุขที่ได้จากการแข่งขันและน้ำใจนักกีฬา

ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2550 แสดงให้เห็นว่าในประเทศไทยมีประชากรที่มีภาวะพิการอย่างใดอย่างหนึ่งประมาณ 1.9 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นเด็กที่พิการทางสติปัญญาประมาณ 600,000 คน

“ผู้พิการทางสติปัญญานั้นเป็นกลุ่มพิการที่มีมากที่สุดและมีโอกาสน้อยที่สุด” รัชนีวรรณกล่าว “สาเหตุเพราะการที่ผู้พิการทางสติปัญญาจะมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง หรือขอโอกาส หรือตระหนักว่าตนเองกำลังถูกเอาเปรียบ เขาจะมีปัญหาและไม่สามารถที่จะทำได้เหมือนผู้พิการคนอื่นที่มีไอคิวปกติ...คือเขามีความรู้สึกมีความต้องการแต่ไม่สามารถสื่อสารให้คนเข้าใจได้ ไม่สามารถอธิบายความได้"

รัชนีวรรณกล่าวว่าความพิการทางสติปัญญาเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความบกพร่องทางพันธุกรรม ปัญหาต่าง ๆ ในขณะที่เด็กยังอยู่ในครรภ์ ภาวะทุพโภชนาการขั้นร้ายแรงในช่วงปฐมวัย ตลอดจนอุบัติเหตุ คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะพิการทางด้านสติปัญญามักมีฐานะยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

ในระหว่างการแข่งขันสเปเชียล เด็กๆ จะได้รับการตรวจสุขภาพภายในสนาม ซึ่งมีแพทย์อาสาคอยตรวจสายตาและการได้ยิน ตลอดจนสุขภาพฟันและเท้าของนักกีฬา เด็กหลายคนได้ตัดแว่นตาอันใหม่เนื่องจากสายตาไม่ปกติ การตรวจสุขภาพที่สนามกีฬาแห่งนี้ยังเป็นการช่วยให้แพทย์ตรวจเจอปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ ของเด็กๆ ซึ่งต้องติดตามรักษาต่อไป

สำหรับเด็กหลายคน การตรวจสุขภาพครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พวกเขาได้มีโอกาสพบแพทย์

ชัยอนุชิต ครูสอนวิชาพลศึกษาที่โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูลเล่าให้ฟังว่า หลายปีที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่มีการแข่งขันกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคและมีการตรวจร่างกายนักกีฬานั้น ตนพึ่งทราบว่าในทีมฟุตบอลที่ฝึกสอนอยู่มีนักฟุตบอลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีสายตาปกติ

“ผมเพิ่งรู้ว่าเด็กบางคนสายตาสั้น บางคนเอียง บางคนมีปัญหาด้านการได้ยิน ผมต้องตะโกนเพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าผมพูดอะไร” ชัยอนุชิตกล่าว

รัชนีวรรณกล่าวว่า การที่เด็กที่พิการทางสติปัญญามีโอกาสเข้าร่วมแข่งกีฬาในขณะที่ยังอายุน้อย จะช่วยให้เขามีพัฒนาการทางร่างกาย และมีทักษะด้านอารมณ์ การสื่อสารและทักษะด้านสังคมที่ดีขึ้น พัฒนาการดังกล่าวถือเป็นผลมาจากการใช้ความอุตสาหะ กำลังใจอันเข้มแข็งและความมุ่งมั่นทุ่มเทของตัวเด็กๆเอง รวมทั้งของครอบครัว และครูของเด็กๆ ด้วย ซึ่งต้องเอาชนะทัศนคติของคนในสังคมจะมักประเมินค่าความสามารถของคนพิการต่ำกว่าความเป็นจริง

 

“ผมสู้ด้วยหัวใจ จะแพ้ชนะไม่สำคัญ ถ้าแพ้ก็ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ได้เสมอ แต่ใจผมพร้อมสู้ และผมอยากชนะครับ” พิชิตผู้ซึ่งหลงรักกีฬาฟุตบอล เขามักจะอุ้มลูกฟุตบอลไปไหนมาไหนด้วยกล่าว

ย้อนไปเมื่อปี 2550 พิชิตและเพื่อน ๆ ในโรงเรียนจากโรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูลได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในสเปเชียลโอลิมปิคเวิร์ลซัมเมอร์เกมส์ ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่มีนักกีฬาซึ่งมีพิการทางสติปัญญาเข้าร่วมแข่งขันจากทั่วโลก ทุกวันนี้พิชิตกลายเป็นแบบอย่างให้แก่รุ่นน้องในโรงเรียน โดยเขาและนักเรียนรุ่นพี่คนอื่น ๆ จะช่วยดูแลน้องๆ ในเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การรักษาสุขอนามัย ช่วยอาบน้ำ แต่งตัวให้น้อง และช่วยครูล้างจาน

นอกจากการแข่งกีฬาแล้ว เด็กพิการทางสติปัญญาที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในเรื่องของการพูดและอบรมภาวะผู้นำ นักกีฬาเหล่านี้ได้กลายเป็น “ผู้นำเยาวชน” ที่คอยช่วยเหลือประสานงานเมื่อมีการจัดการแข่งขันกีฬาและยังช่วยฝึกฝนนักกีฬารุ่นน้องต่อไป

นิธิ แก้วสว่าง ผู้นำเยาวชนวัย 22 ปี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยประสานงานจัดแข่งขันกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคที่กรุงเทพฯ เขายังมีหน้าที่ดูแลนักกีฬาเยาวชนและให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในระหว่างการแข่งขัน นิธิบอกว่าประสบการณ์ที่ตนได้รับจากการเล่นกีฬาและการฝึกอบรมด้านการพูดต่อที่ประชุมชนนั้นทำให้เพื่อน ๆ และครอบครัวของเขาเข้าใจเขามากขึ้นว่าเด็กพิการก็สามารถประสบความสำเร็จได้ในหลาย ๆ ด้านเช่นเดียวกับคนปกติ

“แต่ก่อน ผมไม่กล้าพูดกับคนอื่นเลยครับ แต่เดี๋ยวนี้ผมเปลี่ยนไปมาก” นิธิกล่าว นิธิยังเป็นผู้นำนักกีฬากล่าวคำปฏิญาณในพิธีเปิดสเปเชียลโอลิมปิค ประเทศไทยที่ว่า ‘ขอชนะสักครั้ง หากไม่ได้ดังที่หวัง ก็ขอให้มุ่งมั่น กล้าแข่งขันตลอดไป’

“ผมอยากให้น้องๆ มาเข้าร่วมแข่งขัน ไม่ต้องกลัวครับเพราะกีฬาไม่เคยทำร้ายใครครับ”

ชมวิดีโอเกี่ยวกับสเปเชียล โอลิมปิคจากบางกอกโพสต์

 

 
ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children