เรื่องราวของเด็กๆ

บทความ

วิดีโอ

เรื่องราวจากภาพถ่าย

 

ชีวิตกลางขุนเขาที่ขาดการศึกษา

เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา

ธัญญา จะตีก๋อย เด็กหญิงวัย 9 ปี เป็นลูกคนกลางของครอบครัวชาวลาหู่ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหัวปายซึ่งเป็นหมู่บ้านห่างไกลท่ามกลางหุบเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พี่สาวของธัญญาได้เรียนหนังสือ แต่ธัญญาต้องอยู่บ้านเลี้ยงน้องชายและช่วยพ่อแม่ทำงาน

จะมู พ่อของธัญญาบอกว่า เขาสามารถส่งลูกไปโรงเรียนได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น จะมูมีอาชีพปลูกข้าวและข้าวโพด บางครั้งเขาก็รับจ้างทำนาให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านอื่น

“ผมห่วงธัญญามาก ไม่รู้อนาคตแกจะเป็นอย่างไร เพราะแกไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ” จะมูกล่าว “ถ้าไม่ได้เรียนหนังสือ โตขึ้นแกก็จะต้องทำนาเหมือนผม”

จะมู วัย 24 ปี มีรายได้จากการทำนาเดือนละ 400 ถึง 500 บาท (ประมาณ 13 – 16 เหรียญสหรัฐ) แต่เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว เขาก็ไม่มีรายได้จากแหล่งอื่นเลย

จะมูกล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจมากเมื่อเห็นลูกสาวต้องทำงานบ้าน หรือหิ้วถังน้ำหนักๆ เพื่อนำไปใช้ในบ้าน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ผมไม่มีเงินส่งแกไปโรงเรียน” จะมูกล่าว

จะมูไม่มีรถเครื่อง เวลาที่ลูกสาวคนโตจะไปโรงเรียนประจำ เขาก็ต้องฝากลูกไปกับเพื่อนบ้านที่มีรถเครื่อง โรงเรียนประจำนี้อยู่ในหุบเขาห่างจากหมู่บ้านประมาณ 15 กิโลเมตร จะมูต้องจ่ายค่าน้ำมันรถให้แก่เพื่อนบ้านทุกอาทิตย์ ถ้าไม่มีเงิน เขาก็จะทำนาแลกเป็นค่ารถของลูกสาว

ชีวิตประจำวันของธัญญา

ไม่นานหลังสิ้นเสียงไก่ขัน ธัญญาลุกจากที่นอนแล้วก็เก็บที่นอนอย่างเรียบร้อย ที่นอนของเธอไม่มีอะไรมากนอกจากผ้านวมผืนบางๆ และผ้าห่ม ธัญญามักจะตื่นตอนหกโมงเช้าและเริ่มทำงานทันทีหลังจากนั้น

ทุกเช้า ธัญญาจะช่วยแม่ทำกับข้าวและเตรียมอาหารเลี้ยงหมู อาหารหลักของครอบครัวนี้คือข้าวกับน้ำพริก ถ้าไม่มีอะไรกิน จะมูก็จะต้องออกไปหาผักในป่า หมูนั้นเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว เด็กๆ จะได้กินเนื้อหมูก็ต่อเมื่อมีเทศกาลพิเศษเท่านั้น

เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ธัญญาก็นำฟักต้มไปเลี้ยงหมู จากนั้นก็หิ้วถังไปตักน้ำที่แม่น้ำเพื่อนำมาใช้ในบ้าน หน้าที่ต่อมาได้แก่การล้างจานชามและคอยเลี้ยงน้องชายวัย 5 ขวบขณะที่พ่อแม่ไปทำงานในท้องนา

“หนูอาบน้ำให้น้องและคอยดูน้อง” ธัญญากล่าวเป็นภาษาลาหู่ซึ่งเป็นเพียงภาษาเดียวที่เธอพูดได้และฟังเข้าใจ เมื่ออาบน้ำให้น้องเสร็จ ธัญญาก็เช็ดตัวน้อง ใช้ผ้าห่อตัวน้องอย่างเรียบร้อย แล้วจึงแบกน้องใส่หลังเดินเข้าบ้าน

บางครั้ง ธัญญาก็ต้องช่วยงานในท้องนา แต่เนื่องจากเธอยังตัวเล็กเกินกว่าที่จะใช้จอบ เธอจึงต้องใช้มือเปล่าถอนหญ้าออกจากแปลงนาเพื่อให้พ่อแม่เตรียมดินสำหรับเพาะปลูก

ถ้าไม่ได้ทำงานในท้องนา ธัญญาก็จะอยู่บ้านซักเสื้อผ้า และเตรียมอาหารเย็นให้พ่อกับแม่ วันไหนที่พ่อแม่ไปทำนาและกลับบ้านช้า เธอก็จะต้องทำอาหารเย็นสำหรับตนเองและน้องชาย ซึ่งเมนูอาหารเย็นปกติ คือ ข้าวกับน้ำพริกซึ่งทำจากพริกป่นผสมผงชูรส

ในเวลาว่าง ธัญญาจะชอบนั่งเล่นบนชิงช้าซึ่งทำจากยางรถยนต์เก่าๆ ที่แขวนไว้กับขื่อบ้านและมองไปที่ถนนดินลูกรังซึ่งเป็นถนนเพียงเส้นเดียวในหมู่บ้าน

“หนูอยากไปโรงเรียน” ธัญญากล่าวเป็นภาษาลาหู่ “หนูอยากพูดภาษาไทยได้ โตขึ้นหนูอยากเป็นตำรวจ”

หมู่บ้านหัวปาย  

หมู่บ้านหัวปายตั้งอยู่ในหุบเขาในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึง แหล่งกำเนิดไฟฟ้าเพียงแหล่งเดียวของชาวบ้านที่นี่ คือ แผงพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งจะเก็บไฟฟ้าไว้ใช้เฉพาะตอนกลางคืน ส่วนน้ำนั้นหาได้จากแม่น้ำในหมู่บ้าน

หมู่บ้านหัวปายมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 150 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กรวมทั้งสิ้น 48 คน ปะกู จะตีก๋อย ผู้นำชุมชนเล่าให้ฟังว่า มีเด็กที่อายุเกิน 7 ปี ประมาณ 15 คนที่ยังไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน

การเดินทางจากหมู่บ้านไปโรงเรียนประจำในหุบเขาโดยใช้รถเครื่องนั้นใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง ที่ใช้เวลานานเพราะถนนหนทางมีความสูงชันและมีโค้งมาก เด็กนักเรียนต้องอาศัยอยู่ที่โรงเรียนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และกลับบ้านในวันเสาร์อาทิตย์

การรับส่งเด็กไปโรงเรียนเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับหลายครอบครัวเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลและค่าน้ำมันรถ ปะกูใช้เงินประมาณ 200 บาทต่อสัปดาห์เป็นค่าน้ำมันในการรับส่งลูกสาวไปโรงเรียน บางครั้งเขาจึงต้องให้ลูกอยู่ที่โรงเรียนประมาณสองถึงสี่สัปดาห์กว่าที่เขาจะเดินทางไปรับ

“เด็กทุกคนที่นี่อยากไปโรงเรียนทั้งนั้นแหละครับ” ปะกูกล่าว “แต่เนื่องจากการเดินทางลำบาก เด็กๆ เลยไปโรงเรียนไม่ได้ มันคงดีมากหากมีโรงเรียนใกล้หมู่บ้าน เด็กจะได้มีโอกาสไปโรงเรียนและได้เรียนหนังสือ”

โครงการด้านการศึกษาของยูนิเซฟ

ยูนิเซฟมุ่งมั่นทำงานเพื่อที่จะให้เด็กทุกคนได้เรียนหนังสือ โดยไม่คำนึงถึงเพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เชื้อชาติ และศาสนาของเด็ก ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ยูนิเซฟได้ให้การสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาที่มีชื่อว่า “ห้องเรียนหย่อมบ้าน” ซึ่งทำให้เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้มีโอกาสเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา

“เป้าหมายในการดำเนินโครงการคือการให้เด็กทุกคนได้เข้าเรียน เพื่อให้เด็กได้หัดอ่านเขียนภาษาไทย และได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้เด็กสามารถสื่อสารกับผู้อื่นและหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่” คุณรังสรรค์ วิบูลอุปถัมภ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษาขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว

ปัจจุบัน มีห้องเรียนหย่อมบ้านทั้งสิ้น 33 แห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ โดยมีเด็กกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 900 คนซึ่งมีฐานะยากจนได้มีโอกาสเข้าเรียนในห้องเรียนเหล่านี้ โครงการนี้พัฒนาขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 1 ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้จัดการฝึกอบรมครูและเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการเพื่อสนับสนุนโรงเรียน

ยูนิเซฟจะยังคงให้การสนับสนุนโครงการห้องเรียนหย่อมบ้านนี้ และจะนำผลสำเร็จจากโครงการนี้ไปสู่การปรับปรุงและผลักดันนโยบายในการจัดการศึกษาในถิ่นทุรกันดารและห่างไกลของรัฐบาลต่อไป อีกทั้งจะมุ่งมั่นในการส่งเสริมโอกาสให้เด็กเล็กได้รับบริการพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่งเสริมการเข้าเรียนระดับประถมและมัธยมต้นที่เหมาะสมตามเกณฑ์อายุและการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เน้นเด็กและเยาวชนทั้งหญิงและชายทั้งที่อยู่ในและนอกระบบโรงเรียน

*****************

หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อศูนย์บริการผู้บริจาคองค์การยูนิเซฟ ที่ 02 975-5704-9

 

 

 

 

บริจาค


ค้นหา

 Email this article

Donate Now

unite for children