การศึกษา – ฝันเกินเอื้อมสำหรับใครบางคนเรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา ทุกวัน นปกรณ์ จะตีก๋อย จะช่วยพ่อทำนาในที่นา หรือไม่ก็ในโรงตีเหล็กเล็กๆ ของที่บ้านในหมู่บ้านอันแสนจะห่างไกลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีบ้างบางครั้งที่เขาฝันถึงการได้เรียนหนังสือ “ผมอยากไปโรงเรียน แต่ไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ถึงจะมีโอกาส” นปกรณ์ เด็กชายวัย 11 ปีกล่าว “ผมไม่อยากทำนาไปตลอดชีวิต” ทุกวันนปกณ์ กับ ยะโพ พ่อวัย 48 ปีของเขาจะออกไปทำนาแต่เช้าตรู่ ที่นานั้นอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านหัวปาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวลาหู่ออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง รถเข้าไม่ถึง ต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น ทั้งสองต้องเดินไต่ลัดเลาะไปตามเส้นทางสูงชันและต้องข้ามแม่น้ำกว่าจะไปถึงที่นา นปกรณ์ ทำงานไปเรื่อย ๆ ในท้องนา เขาใช้จอบขุดถอนหญ้าแห้ง และพรวนดินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกกล้า และจะหยุดพักเป็นช่วง ๆ เพื่อใช้มือปาดเหงื่อและดื่มน้ำ มือของเขาสากด้านเนื่องจากต้องกรำงานหนัก ผิวเกรียมแดด ท่าทางที่คล่องแคล่วทะมัดทะแมงบอกให้รู้ว่า นปกรณ์ ทำนามาหลายปีแล้ว เมื่อเสร็จงานในท้องนา นปกรณ์และพ่อก็จะช่วยกันทำงานในโรงตีเหล็กของครอบครัว โดย เขาจะมีหน้าที่คอยเติมถ่านหินในเตาหลอมขึ้นรูป บางครั้งเขาก็ต้องช่วยพ่อขึ้นรูปเหล็กที่อยู่ในเตาหลอมนั้นด้วย เมื่อเสร็จงานแล้ว นปกรณ์ ยังต้องกลับบ้านเพื่อไปเลี้ยงหมูและไก่ “บางครั้งผมต้องทำงานถึงวันละสิบชั่วโมง ตั้งแต่เช้าจนค่ำ” นปกรณ์ กล่าว “ผมเหนื่อย ปวดไปทั้งตัว มือก็เจ็บ แต่ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีอะไรกิน” ระยะทางและการเดินทางไปโรงเรียน นปกรณ์ เป็นลูกคนกลาง พี่ชายคนโตอายุ 18 ปี ทำงานเป็นคนงานก่อสร้างในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนน้องสาวคนเล็กอายุเก้าปี เรียนอยู่โรงเรียนประจำในหุบเขา นปกรณ์ ก็เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ อีกกว่า 600,000 คนในประเทศไทยที่ถึงเกณฑ์ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว แต่ไม่ได้เข้าเรียนหรือเข้าเรียนล่าช้า เด็กจำนวนมากยังไม่ได้รับการศึกษาเนื่องจากต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน สาเหตุอีกประการหนึ่งคือโรงเรียนตั้งอยู่ห่างจากบ้านของเด็กเหล่านั้นมากเกินไป “นปกรณ์ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะผมไม่มีรถเครื่อง ทางไปโรงเรียนลำบากมาก” ยะโพ กล่าว “ลูกสาวของผมไปโรงเรียนได้ก็เพราะยังตัวเล็ก พอจะขอเบียดไปบนรถเครื่องของเพื่อนบ้านได้บ้างตอนที่พวกเขาพาลูกไปโรงเรียน” โรงเรียนอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาเดินประมาณสามชั่วโมง เด็กที่ไปโรงเรียนในหุบเขาจะต้องอาศัยอยู่ที่โรงเรียนและได้กลับบ้านเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ยะโพ บอกว่าเขาไม่อยากให้ นปกรณ์ เดินไปโรงเรียนเองเพราะกลัวลูกชายจะหลงป่า ไม่กี่ปีมานี้ ยะโพส่งลูกชายไปบวชเณรที่วัดในจังหวัดเชียงใหม่เนื่องจากทราบมาว่าสามเณรบวชใหม่จะได้เรียนหนังสือโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ที่จริงแล้วการศึกษาของวัดเหมาะสำหรับสามเณรที่อ่านออกเขียนเขียนได้แล้ว ส่วนนปกรณ์ซึ่งไม่เคยไปโรงเรียนมาก่อนและอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงต้องกลับหมู่บ้าน “ตอนลูกกลับมาผมโกรธมาก” ยะโพ กล่าว “ผมก็รู้ว่าทำไมเขาต้องกลับมา แต่ผมก็ยังอยากให้เขาได้เรียนหนังสือ จะได้มีอนาคตที่ดี” ทุกวันนี้ นปกรณ์พอจะพูดภาษาไทยได้บ้างและเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยได้ แต่ก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก นปกรณ์ บอกว่าเขาฝันอยากเป็นครูสอนหนังสือเด็กชาวเขา “ผมอยากสอนภาษาไทยครับ” นปกรณ์เสริม ความสำคัญของการศึกษา ปะกู จะตีก๋อย ผู้นำชุมชนของหมู่บ้านหัวปายกล่าวว่า “พ่อแม่ทุกคนในหมู่บ้านอยากส่งลูกไปโรงเรียนทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้” ชาวบ้านจำนวนมากในหมู่บ้านหัวปายไม่รู้ภาษาไทย “เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือ ชาวบ้านจะติดต่อพูดคุยกับใครที่ไม่ได้พูดลาหู่ก็ยาก” เด็กที่ได้เรียนในโรงเรียนสามารถช่วยพ่อแม่สื่อสารกับหมอหรือพยาบาลเวลาเจ็บป่วย และยังช่วยอ่านเอกสารต่างๆ ให้พ่อแม่เวลาที่ต้องลงชื่อได้ โครงการด้านการศึกษาของยูนิเซฟ โครงการด้านการศึกษาของยูนิเซฟมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เด็กได้เข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาและชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเมื่อเด็กมีอายุถึงเกณฑ์ที่จะต้องเข้าโรงเรียน โดยยูนิเซฟจะร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาล พันธมิตรในพื้นที่ ตลอดจนภาคเอกชนต่างๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงชนชาติ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของเด็ก ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมานี้ ยูนิเซฟได้ดำเนินโครงการ “โรงเรียนหย่อมบ้าน” โดยมีการนำครูไปยังพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อช่วยให้เด็กมีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนและได้รับการพัฒนาจนเต็มศักยภาพ ปัจจุบัน มีโรงเรียนหย่อมบ้านที่ยูนิเซฟให้การสนับสนุนทั้งสิ้น 33 แห่งในอำเภอเมือง อำเภอปางมะผ้า อำเภอปายอำเภอขุนยวม อำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย และอำเภอแม่ลาน้อย โดยมีเด็กกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 900 คนได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ “การที่เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ได้เรียนในโรงเรียนประถมศึกษานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เรียนวิชาภาษาไทยและวิชาคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน” รังสรรค์ วิบูลอุปถัมภ์หัวหน้าฝ่ายการศึกษาขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว “ถ้าเด็กขาดทักษะเหล่านี้ก็จะสื่อสารกับคนอื่นและหาเลี้ยงชีพได้ลำบาก” ยูนิเซฟจะยังคงให้การสนับสนุนโครงการโรงเรียนหย่อมบ้านนี้ และจะนำผลสำเร็จของโครงการนี้ไปสู่การปรับปรุงและผลักดันนโยบายในการจัดการศึกษาในถิ่นทุรกันดารและห่างไกลของรัฐบาลต่อไป อีกทั้งจะมุ่งมั่นในการส่งเสริมโอกาสให้เด็กเล็กได้รับบริการพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่งเสริมการเข้าเรียนระดับประถมและมัธยมต้นที่เหมาะสมตามเกณฑ์อายุและการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เน้นเด็กและเยาวชนทั้งหญิงและชายทั้งที่อยู่ในและนอกระบบโรงเรียน ************************** หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อศูนย์บริการผู้บริจาคองค์การยูนิเซฟ ที่ 02 975-5704-9
|